หลังจากนำคัมภีร์FHM เล่มโปรดเก็บเข้าย่ามคู่ใจแล้วอาจารย์สามก็กล่าวยืนยันความเชื่อที่ว่าอาหลงมาจากโลกอนาคตกับทุกคนอีกครั้ง
“ ยังไงข้าก็ขอยืนยันว่าที่อาหลงกล่าวมานั้นไม่ใช่เื่เท็จอย่างแน่นอนเพราะข้าเคยใช้วิชาอ่านใจทดสอบอาหลง ผลก็คือเขาไม่น่าจะใช่คนในยุคของพวกเราจริง ๆ"
“ ข้าเองก็เริ่มเชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน " อาจารย์ใหญ่ที่นิ่งอยู่นานก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็นก่อนจะเอ่ยรำลึกความหลังวันที่ตนเจอกับชายหนุ่มวันแรก
“ พวกเ้าจำวันแรกที่เราพบอาหลงได้มั้ยข้าพบเขานอนหมดสติอยู่ที่ริมแม่น้ำตรงชายป่า คงจะพลัดตกลงมาจากหน้าผา ที่ข้าง ๆกายเขายังมีเ้าเครื่องดนตรีประหลาดหกสายรวมทั้งกระเป๋าสะพายที่อาหลงกำลังสะพายอยู่นี่อีกด้วย"
“ เมื่อข้าลองตรวจชีพจรของเขาก็พบว่าเขาหมดลมหายใจแล้วข้าจึงรีบไปตามพวกเ้าให้มาช่วยนำร่างของเขาไปฝังแต่พอพวกเรากลับมาถึงก็พบว่าเขากำลังฟื้นคืนสติขึ้นมา และมีท่าทีแปลกๆการพูดการจาก็ไม่เหมือนคนในยุคของพวกเรา "
“ ใช่แล้วพี่ใหญ่ข้ายังจำได้เลยว่าคำถามแรกที่อาหลงถามพวกเราคือที่นี่ที่ไหนครับแล้วยังพูดสรรพนามแปลก ๆ เรียกคุณ ๆ ผม ๆ อะไรก็ไม่รู้ ใช่มั้ยอาหลง?"
อาจารย์รองซึ่งเป็คนพูดน้อยแต่วันนี้กลับเอ่ยวาจามากเป็พิเศษร่วมแสดงความคิดเห็นกับบรรดาเหล่าพี่น้องของตน
“ ใช่ขอรับอาจารย์รองตอนนั้นศิษย์ฟื้นขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก็เลยถามคำถามโง่ ๆ ออกไปขอรับ "
อาหลงตอบคำถามด้วยสีหน้าเขินๆ ในขณะที่อาจารย์ท่านอื่น ๆ พากันยิ้มน้อย ๆ ด้วยความเอ็นดู
บรรยากาศการสนทนาระหว่างศิษย์กับอาจารย์เป็ไปอย่างออกรสออกชาติเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามจนทุกคนแทบจะลืมไปว่าพวกตนกำลังมาส่งศิษย์หาใช่มารุมสัมภาษณ์ซักถามศิษย์รักไม่
“ อืม...ว่าแต่โลกที่เ้าจากมาเป็อย่างไรบ้างล่ะอาหลงต่างจากที่พวกเราอยู่ตอนนี้มั้ย? "
อาจารย์สี่ที่เงียบไปนานเอ่ยถามศิษย์หนุ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“ ต่างกันมากขอรับอาจารย์สี่ โลกในสมัยของศิษย์มีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็การเดินทาง ยุคของศิษย์ไม่ต้องเดินหรือขี่ม้าให้เมื่อยแต่พวกเราเดินทางโดยรถยนต์และเครื่องบินขอรับ " อาหลงอธิบายให้เหล่าอาจารย์ฟังอย่างใจเย็น
ซึ่งการพูดแต่ละครั้งของอาหลงอาจจะต้องกล่าวถึงสองหนเพราะครั้งที่สองเขาจะต้องกล่าวเป็ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารให้อาจารย์หญิงได้เข้าใจด้วยถ้าหากเื่นั้นมีความเกี่ยวพันถึงนาง
“ อะไรคือเครื่องบินมันสามารถบินได้เหมือนนกอย่างนั้นรึอาหลง "อาจารย์ใหญ่กล่าวถามด้วยสงสัยใคร่รู้
“ ใช่ขอรับอาจารย์ใหญ่มันสามารถพาพวกเรานับร้อยคนบินไปถึงที่หมายที่อยู่ไกลนับพันลี้ในเวลาเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้นขอรับ"
“ มันวิ่งเร็วขนาดนั้นเลยรึ น่าอัศจรรย์จริง ๆแล้วเ้าเคยขึ้นเ้าเครื่องบินที่ว่ามั้ยอาหลง "
อาจารย์รองที่ทำหน้าประหลาดใจกับคำตอบที่ได้ยินเอ่ยถามศิษย์หนุ่ม
“ ศิษย์เคยขึ้นเครื่องบินหนึ่งครั้งตอนเดินทางกลับบ้านเกิดขอรับอาจารย์รอง"
กล่าวจบอาหลงยังได้อธิบายให้เหล่าอาจารย์ได้ฟังว่านอกจากนี้ยังมีโทรศัพท์, โทรทัศน์ ภาพยนตร์และสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายซึ่งระหว่างที่เขาเล่าให้อาจารย์ทั้งหลายฟังท่าทีของแต่ละท่านต่างกระตือรือร้นและมีท่าทีที่สนใจต่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟังอย่างยิ่งและทุกท่านต่างก็บอกว่าอยากมีโอกาสไปเยี่ยมโลกที่อาหลงจากมาสักครั้ง
“ ว่าแต่ในยุคของเ้าพวกเ้ารู้จักหมอฮัวโต๋หรือไม่อาหลง? " แน่นอนว่าผู้ที่ถามคำถามนี้ย่อมเป็อาจารย์ใหญ่ซึ่งเป็ทายาทของหมอเทวดาผู้เลื่องชื่อ
“ รู้จักดีสิขอรับ ทุกคนรู้จักท่านในเื่สามก๊กตอนที่ท่านจะเปิดกระโหลกผ่าตัดสมองเพื่อรักษาอาการปวดหัวให้กับโจโฉและถ้าเอ่ยถึงหมอนับว่าท่านไม่เป็สองรองใครแน่นอนขอรับ "
อาจารย์ใหญ่ยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อได้ฟังคำตอบของศิษย์และยิ่งมีท่าทีที่พึงพอใจมากขึ้นเมื่อได้รู้ว่าในโลกอนาคตการแพทย์ก้าวหน้าจนถึงขั้นสามารถผ่าตัดกะโหลกหรือสมองได้เป็เื่ปรกติ
“ แล้วแม่ทัพใหญ่ซิยิ่นกุ้ยล่ะ พวกเ้ารู้จักมั้ย?" ส่วนเ้าของคำถามนี้ย่อมเป็อาจารย์รองที่เอ่ยถาม
“ แน่นอนขอรับอาจารย์รองมีคนนำเื่ราวของท่านแม่ทัพใหญ่มาทำเป็ละครให้พวกเราได้ดูทางโทรทัศน์ขอรับอ้อ..ท่านเป็ไอดอลคนหนึ่งของศิษย์เลยนะขอรับ "
“อะไรคือไอดอลหรืออาหลง " อาจารย์รองถามอย่างงุนงงก่อนที่อาหลงจะอธิบายให้อาจารย์ฟังว่าเป็คำเรียกในยุคของเขาซึ่งแปลว่าวีรบุรุษต้นแบบนั่นเอง
อาจารย์รองเองก็ไม่ต่างไปจากอาจารย์ใหญ่ที่ยินดีปรีดาเมื่อได้รู้ว่าบรรพบุรุษของตนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็ที่รู้จักของอนุชนคนรุ่นหลัง
เมื่อเห็นว่าอาจารย์สี่จะเอ่ยถาม อาหลงก็เป็ฝ่ายชิงกล่าวกับอีกฝ่ายขึ้นก่อน
“ สำหรับท่านเทพกวีหลี่ไป๋ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่แพ้สองท่านแรกเช่นกันขอรับท่านถือว่าเป็เซียนกวีที่ยากจะหาผู้มาเทียบเทียมได้ขอรับ "
เจอคำตอบนี้เข้าไปอาจารย์สี่ก็เป็อันปลื้มอกปลื้มใจไม่แพ้ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองเลยทีเดียว
“ แล้วตระกูลอุ้ยของข้าล่ะอาหลงมีใครที่มีชื่อเสียงพอเป็ที่รู้จักในยุคของเ้าบ้างมั้ย?"
อาจารย์สามเอ่ยถามขึ้นอย่างยากลำบากเพราะรู้ตัวว่าตระกูลของตนหามีผู้มีชื่อเสียงอย่างเช่นศิษย์พี่ใหญ่, พี่รอง และน้องสี่ไม่
“ แน่นอนขอรับท่านอาจารย์สาม ในยุคของศิษย์เชื้อสายรุ่นหลังของท่านที่มีนามว่าอุ้ยเสี่ยวป้อเป็บุรุษที่น่าอิจฉาและมีชื่อเสียงโด่งดังเป็อันมากขอรับ"
อาหลงกล่าวพลางมองใบหน้าที่แสนภาคภูมิใจของอาจารย์สามอีกทั้งยังบอกอีกว่าอุ้ยเสี่ยวป้อผู้มีภรรยามากหน้าหลายตาได้แต่งองค์หญิงเป็ภรรยาอีกด้วยซึ่งเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็เป็ที่สบอารมณ์ของอุ้ยเสี่ยวปี้อย่างที่สุด
เื้ันักรักชั้นเซียนอย่างอุ้ยเสี่ยวปี้เคยผิดหวังในความรักกับองค์หญิงมาก่อนทำให้เขาฝังใจเลยอยากให้ศิษย์รักช่วยสานฝันของเขาให้เป็จริงแทน
“ เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นศิษย์ก็ไม่ต้องแต่งองค์หญิงมาเป็ภรรยาแล้วใช่มั้ยขอรับท่านอาจารย์? "
อาหลงเอ่ยถามขึ้นหลังจากเห็นอาจารย์สามกำลังอารมณ์ดีในสิ่งที่เขาได้เล่าให้ฟังและเขาน่าจะล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้ตนแต่งกับองค์หญิงเสียที
“ ใครว่าล่ะอาหลง เ้าก็ส่วนเ้าลูกหลานข้าก็เื่ของมันย่อมไม่เกี่ยวข้องกันข้ายังอยากเห็นเ้าแต่งองค์หญิงมาเป็เมียอยู่ดี ฮ่าฮ่าฮ่า"
อาจารย์สามกล่าวพร้อมหัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งศิษย์รักครั้งแล้วครั้งเล่าโดยเฉพาะตอนเห็นหน้าที่ซีดเผือกของอาหลง
และก่อนที่อาจารย์หญิงที่อดทนรอคอยมาอย่างยาวนานจะเอ่ยปากถามเื่ของนางบ้างอาหลงก็เป็ฝ่ายเปิดปากเล่าให้นางฟังเอง ว่าเชื้อสายรุ่นหลังของนางที่ชื่อว่าโธมัส เอดิสันจะเป็นักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกในยุคของเขาเพราะเป็ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟดวงแรกที่ให้แสงสว่างไสวกับโลกใบนี้รวมทั้งเขายังประดิษฐ์โทรทัศน์และสิ่งอื่น ๆ มากมายอีกเป็ร้อยรายการ
คำบอกเล่าดังกล่าวสร้างความพึงพอใจให้กับอาจารย์หญิงยิ่งนักหลังจากกล่าวกับนางด้วยภาษาอังกฤษเสร็จอาหลงก็ไม่ลืมที่จะเล่าเื่ราวดังกล่าวให้กับอาจารย์ชายทั้งสี่ฟังอีกครั้งซึ่งทุกคนเมื่อได้ฟังก็ล้วนมีสีหน้าที่ยินดีไปกับศิษย์น้องเล็ก
หนึ่งปีที่ผ่านมาในหุบเขายอดเซียนอาหลงต่างนับถืออาจารย์ทั้งห้าอย่างหมดใจด้วยเพราะพร์ขั้นเซียนของแต่ละคนถึงแม้ว่าอาจารย์สี่จะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาส่วนอาจารย์หญิงเองก็มีอายุอ่อนกว่าเขาหลายปีแต่เขาก็หาใส่ใจไม่ยังคงยอมรับและนับถือทุกคนเป็อาจารย์อย่างสนิทใจ
เื้ัของอาจารย์ใหญ่ฮัวโต๊ะก่อนจะมาอยู่ที่หุบเขา เขาเคยเป็หมอที่มีชื่อเสียงที่ช่วยรักษาคนไข้โดยไม่คิดเงินมีภรรยาและลูกที่น่ารัก แต่เพราะระหว่างทางถูกโจรร้ายดักปล้นและฆ่าลูกเมียของเขาตายส่วนตัวเขาเองพลัดตกลงมาที่หุบเขา และอยู่ที่นี่มาร่วม30 ปี จนตอนนี้อายุย่างเข้า 60 ปีชีวิตในแต่ละวันของหมอผู้น่าเห็นใจผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เพราะเขายังคงเสียใจและฝังใจอยู่กับอดีตอันเลวร้าย
จวบจนเมื่อหนึ่งปีที่แล้วพร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของอาหลงซึ่งทำให้อาจารย์ใหญ่ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดปล่อยวางอดีตที่เ็ปและหันมาศึกษาค้นคว้าตำรับตำรายาต่อจนสามารถค้นพบสูตรยาวิเศษเป็ผลสำเร็จและสูตรยาก็ได้ส่งต่อให้กับศิษย์รักเป็ที่เรียบร้อย
ส่วนเื้ัของอาจารย์รองซิยิ่นกังเขาเคยเป็เ้าสำนักที่มีชื่อเสียงเป็ที่รู้จักในยุทธภพมีวรยุทธที่กล้าแกร่ง แต่เพราะโดนศิษย์น้องร่วมสำนักทรยศหักหลัง พาพวกลอบทำร้ายโชคดีที่เขาพลัดตกลงในหุบเขาและเป็ศิษย์พี่ใหญ่ที่ช่วยรักษาอาการจนหายดีนับถึงวันนี้เขาติดอยู่ในหุบเขาเป็เวลา 25 ปีแล้ว
ทางด้านอาจารย์สามเ้าเสน่ห์ก็มีชะตากรรมไม่ต่างจากศิษย์พี่คนอื่น ๆ ก่อนหน้านั้นเขาเป็ชายหนุ่มรูปงามเป็ที่หมายปองของหญิงสาวทั่วไปเขามีความารถพิเศษที่ไม่เหมือนใครนั่นคือวิชาอ่านใจที่เขาได้ถ่ายทอดให้อาหลงนั่นเองจริง ๆ แล้วตอนอายุ 25 เขากำลังจะได้อภิเษกกับองค์หญิงเป็ราชบุตรเขยอย่างที่ฝันไว้แต่เพราะมีคนที่อิจฉาและคนผู้นั้นก็แอบหมายปององค์หญิงอยู่เช่นกันจึงได้ส่งคนมาลอบสังหารและจับเขาโยนลงมายังหุบเขาแห่งนี้นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็เวลานับได้ 20 ปีแล้ว
ส่วนอาจารย์สี่หลี่เปียวต่างจากคนอื่นๆ ที่ไม่มีใครปองร้ายก่อนหน้านี้เขาเป็บัณฑิตหนุ่มที่มีชื่อเสียงเป็ที่รู้จักเขาสอบได้จอหงวนได้เมื่ออายุ 25 ปีและกำลังรอแต่งั้แ่ระหว่างที่เขาออกท่องเที่ยวชมนกชมไม้เพื่อแต่งบทกวีอยู่ริมหน้าผาในวันที่ฝนตกเขาก็พลัดลื่นตกลงมายังหุบเขาแห่งนี้ นับถึงตอนนี้ก็ล่วงเลยมาเป็เวลา 15 ปีเข้าแล้ว
สุดท้ายคืออาจารย์หญิงโมนาเอดิสัน หญิงสาวชาวต่างชาติ นางเดินทางมาจากโอวโจวพร้อมบุตรสาววัย 8 ขวบ เพี่อนำสิ่งประดิษฐ์มาเปิดตลาดในดินแดนตะวันออกซึ่งเป็แผ่นดินเกิดของสามีของนาง
แต่ระหว่างทางที่ผ่านป่านางกับลูกสาวต้องเผชิญหน้ากับเสือร้ายเพื่อช่วยชีวิตลูกสาวนางยอมเป็เหยื่อวิ่งล่อให้เสือร้ายวิ่งตามมาจนกระทั่งวิ่งมาถึงหน้าผาและไม่มีทางถอยอีกแล้วนางจึงตัดสินใจะโจากหน้าผาดีกว่าตกเป็อาหารอันโอชะของเ้าเสือร้ายนี่ก็นับเป็เวลา10 ปีแล้วที่นางต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ทุก ๆวันนางเฝ้าคิดถึงลูกสาวสุดที่รัก ตอนนี้ลูกสาวของนางคงจะอายุได้18 ปีแล้ว
หลังจากที่ต๊ะธรรมบวรย้อนเวลาเข้ามาอยู่ในร่างของชายหนุ่มวัย 20 ที่เสียชีวิตอยู่ในหุบเขาแห่งนี้เขาก็คอยปรนนิบัติและหุงหาอาหารให้อาจารย์ทั้งห้าโดยหลังจากนั้นไม่นานอาจารย์แต่ละคนก็รับเขาเป็ศิษย์และถ่ายทอดวิชาความรู้ที่มีให้อย่างหมดเปลือก
เขาเคยถามอาจารย์ว่าหุบเขานี้มีทางออกมั้ยและทำไมอาจารย์ถึงไม่ออกจากที่นี่อาจารย์ใหญ่เป็ผู้ให้คำตอบกับเขาว่าอาจารย์ใหญ่เพิ่งพบกับแผ่นป้ายสลักความลับของที่นี่ที่ซ่อนอยู่ในถ้ำเมื่อปีที่แล้ววันเดียวกับที่อาหลงปรากฏตัวโดยความลับนั้นเขียนไว้ว่าผู้ที่ตกลงมาอยู่ที่นี่จะไม่สามารถออกจากที่นี่ถ้าหากอยู่ที่นี่เกินหนึ่งปีหรือไม่อย่างนั้นก็ต้องอยู่ที่นี่ให้ครบ 30 ปีถึงจะสามารถออกจากที่นี่ได้
ดังนั้นวันนี้เป็วันที่อาหลงต้องออกจากหุบเขาเพราะพรุ่งนี้จะเป็วันครบรอบหนึ่งปีที่เขาอยู่ที่นี่ส่วนอาจารย์ใหญ่ก็สามารถจากไปพร้อมกับอาหลงได้เช่นกันเพราะเขาอยู่ที่มาครบ30 ปีเมื่อเดือนที่แล้ว
แต่อาจารย์ใหญ่บอกว่าเขารู้สึกผูกพันกับที่นี่และ้าอยู่เป็เพื่อนกับศิษย์น้องทั้งสี่มากกว่าที่จะออกไปท่องยุทธภพในวัยชราเยี่ยงนี้ดังนั้นอาจารย์ใหญ่จึงเลือกที่จะเป็แค่ผู้มาส่งแทนที่จะเป็ผู้ร่วมทางกับศิษย์รัก
“ แล้วเ้าย้อนเวลากลับมายุคนี้ได้ยังไงล่ะศิษย์รัก ?" อาจารย์สามผู้ที่สนิทกับอาหลงที่สุดเอ่ยถามขึ้น
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
คุยกันหลังฉาก....จบไปแล้วครับสำหรับตอนที่ 3 ซึ่งเื่ราวในตอนนี้ก็เล่าที่มาของอาจารย์แต่ละคนว่ามีที่มาอย่างไรและมาอยู่ที่หุบเขายอดเซียนแห่งนี้ได้อย่างไรท่านใดอ่านแล้วมีสิ่งที่อยากจะแนะนำชี้แนะก็เชิญได้เลยนะครับ
..............................................................................................................
สุดยอดข้อคิดพิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต
“ สิ่งเดียวจริง ๆที่หยุดยั้งข้าไม่ให้ไปถึงฝัน ก็คือตัวข้าเอง”