ย่างเข้าสู่วันที่ห้าของการอยู่ในฟาร์มม้าคาวางาชิ บรรยากาศที่นี่ยังคงเงียบสงัดทั้งกลางวันและกลางคืน ทิวทัศน์รอบตัวปกคลุมไปตัวหิมะหนา และดูเหมือนร่างกายของมีรดาก็ไม่คุ้นชินกับอากาศหนาวเย็นถึงกระดูกแบบนี้สักที เช้านี้มีรดาตื่นขึ้นมาอย่างสดใส ตั้งใจจะขอโฮสตายายลองขี่ม้าดูสักหน่อย เพราะเมื่อวันก่อนเธอเห็นโฮสตาให้เอมิขี่ม้าตัวเล็กไปมารอบคอก นึกแล้วก็ตื่นเต้น ั้แ่อาสาสมัครเมื่อ 5 ปีก่อน เธอก็ไม่มีโอกาสได้ขี่ม้าอีกเลย
“คาวางาชิซัง วันนี้ฉันขอลองขี่ม้าหน่อยได้ไหมคะ” เมื่อทำงานใน่เช้าเสร็จ มีรดาก็ไม่รอช้าเดินเข้าไปหาโฮสตาทันที ชายชราที่กำลังเก็บข้าวของอยู่ในโรงเก็บของยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ได้สิๆ มิซุจังเคยขี่แล้วใช่ไหม งั้นวันนี้ใช้บริการชิโระคุงแล้วกันนะ” โฮสตาพูดถึงม้าหนุ่มที่แข็งแรงที่สุดของฟาร์ม มันเป็พ่อพันธุ์ชั้นเลิศ สูงสง่าและมีขนสลวยเงางาม มีรดายิ้มกว้างอย่างดีใจ ครั้งที่แล้วเธอได้ขี่ม้าตัวเล็ก แต่มาครั้งนี้เธอได้ใช้บริการม้าตัวเด่นของที่นี่ นับว่าไม่เลวทีเดียว
“ได้เลยค่ะ ฉันขอขี่รอบๆ คอกก็พอ”
“วันนี้อากาศแจ่มใส ลองขี่ขึ้นเขาดูก็ดีนะ” โฮสตากล่าวอย่างใจดี
“เอ่อ ขึ้นเขาเลยเหรอคะ” มีรดาเริ่มไม่ค่อยแน่ใจ ขี่ม้าพื้นราบยังคุมไหว แต่ขี่ขึ้นเขานี่เธอแอบกังวล
“ใช่ วิวสวยมากนะ มิซุจังต้องชอบมากแน่ๆ ”
“ฉันก็อยากเห็นค่ะ ว่าแต่… คาวางาชิซังไปด้วยกันใช่ไหมคะ”
“เอ้อ เดี๋ยวฉันต้องเข้าในเมืองน่ะสิ เสียดายจริง งั้น… ให้วินคุงไปด้วยดีไหม เขาเคยขี่ม้าขึ้นเขาอยู่หลายรอบ” ชายชราทำท่านึกและดีดนิ้วดังเปาะ
“เห! เอ่อ ไม่เป็ไรก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันขี่แค่รอบๆ คอกก็พอ” มีรดาส่งยิ้มแห้งไปให้โฮสตาพร้อมโบกมือหย็อยๆ เธอเกรงใจธวินทร์เพราะเขากับเธอก็ยังไม่ได้สนิทกัน อีกทั้งเขายังไม่ตอบรับการขอเป็เพื่อนของเธอเลย
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันพูดให้” ว่าจบชายชราก็เดินออกจากโรงเก็บของตรงไปบริเวณลานหน้าคอกม้าที่ชายหนุ่มร่างสูงกำลังยืนจัดแจงกระสอบอาหารม้าอยู่ มีรดาเดินตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ใจหนึ่งเธอก็อยากขึ้นเขา อีกใจก็ไม่อยากรบกวนธวินทร์
“วินคุง วันนี้ช่วยพามิซุจังไปขี่ม้าบนเขาทีนะ พอดีฉันมีธุระในเมือง”
ชายหนุ่มชาวไทยที่จู่ๆ โฮสก็โดนเรียกใช้งานได้แต่ยืนตีสีหน้าเรียบเฉย คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตามาทางด้านหลังของชายชรา
“ช่วยหน่อยนะ วินคุงขี่ม้าขึ้นเขาบ่อย น่าจะช่วยดูแลมิซุจังได้” เ้าของฟาร์มม้าอมยิ้มน้อยๆ พลางตบไหล่
“ได้ครับ” ธวินทร์ตอบรับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าพร้อมพยักหน้าเบาๆ คาวางาชิซังพยักหน้าตอบกลับก่อนจะหันมาทางมีรดา
“เที่ยวให้สนุกนะมิซุจัง ระวังตัวด้วยล่ะ เจอกันมื้อเที่ยง” ว่าจบก็เดินจากไป ทิ้งบรรยากาศกระอักกระอ่วนไว้ให้เธอและชายหนุ่มข้างตัว
“เอ่อ ต้องรบกวนนายแล้ว” มีรดาส่งยิ้มแหยไปให้ เธอรู้ว่าเขาคงไม่เต็มใจที่จะต้องมีงานเพิ่มแทนที่จะได้พักผ่อน แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่นา...
“ตามมา” ร่างสูงพูดเสียงเรียบโดยไม่หันมามองหน้าเธอ และเดินเข้าคอกม้าไป
“จับดีๆ ” ธวินทร์ที่กำลังยืนซ้อนหลังมีรดาเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางช่วยพยุงร่างเล็กให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้า
“โอ้ว อย่างสูง! ” มีรดาซึ่งขึ้นไปนั่งบนหลังม้าหนุ่มสีน้ำตาลเงางามได้เรียบร้อยอุทานขึ้นอย่างใ เพราะระดับความสูงที่เธอนั่งนั้นสูงกว่าที่เธอจินตนาการไว้ซะอีก
“จำวิธีบังคับม้าได้ใช่มั้ย”
“นิดหน่อย” หญิงสาวก้มหน้าไปตอบชายหนุ่มที่ยืนลูบแผงคอม้าหนุ่มอยู่ หมอนี่สูงจริงๆ ขนาดเธอขึ้นมานั่งบนม้าแล้วความสูงก็ไม่ได้ห่างกับเขามาก
ธวินทร์อธิบายวิธีบังคับม้าให้มีรดาฟังเสร็จสรรพ เขาก็ขึ้นไปนั่งบนม้าอีกตัวแล้วก็ขี่นำออกไปกลางลานหิมะ
“เหวอๆๆ อย่ารีบเซ่” มีรดาที่บังคับม้าไม่ค่อยคล่องสบถอย่างใเพราะเมื่อม้าเริ่มเดินร่างเธอก็เริ่มโซเซ จากการขาดหายกิจกรรมด้านนี้มานาน ทำให้การทรงตัวบนหลังม้าของเธอไม่คล่องเหมือนแต่ก่อน
“ไหวรึเปล่า” ธวินทร์บังคับม้าให้หันมาทางเธอแล้วเอ่ยถามเสียงนิ่งปนรำคาญเล็กน้อย
“ไหวๆ ไปต่อเลย” มีรดายกนิ้วทำท่าโอเคส่งมาให้แล้วพยักพเยิดให้ชายหนุ่มนำทางต่อ ธวินทร์ส่ายหน้าเบาๆ และหันม้ากลับไปทิศทางเดิม
ทั้งคู่ค่อยๆ บังคับม้าให้เดินไปตามเส้นทางขึ้นเขาช้าๆ โชคดีที่ทางไม่ชันมากทำให้มีรดาทรงตัวบนม้าได้ดีขึ้น ระหว่างทางหญิงสาวก็ถือโอกาสชมทิวทัศน์รอบตัว วันนี้ฟ้าเปิด แสงอาทิตย์สาดส่องลงมามากกว่าหลายวันที่ผ่านมาทำให้ยิ่งสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดไม้เป็ประกายวิบวับ ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงบนเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา อยู่บนตัวม้าทำให้มีรดายิ่งเห็นทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เธอจำได้ว่าทิวเขาที่เป็สีเขียวชอุ่มเมื่อฤดูใบไม้ผลิบัดนี้ถูกย้อมด้วยสีขาวบริสุทธิ์ทั่วทั้งแนว หญิงสาวยิ้มกว้างเมื่อได้เห็นภาพที่สวยงามขนาดนี้จนอดไม่ได้ที่จะเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพ แต่เพราะมีรดาเก็บโทรศัพท์ไว้ที่กระเป๋าหลังทำให้เธอต้องเอี้ยวตัวไปหยิบ จังหวะนั้นม้าหนุ่มอย่างชิโระคุงกลับเคลื่อนตัวไปข้างหน้าทำให้มีรดาเสียการทรงตัว
“กรี๊ด! ” มีรดาพลัดตกจากหลังม้าสู่พื้นหิมะเบื้องล่างทันที
“มีไซน์! ” ธวินทร์ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบลงจากหลังม้าและตรงดิ่งมาหาเธอ
“เป็ไงบ้าง” ชายหนุ่มนั่งลงข้างคนตัวเล็กกว่าพร้อมเอ่ยถามเสียงร้อนรน
“ไม่เป็ไรๆ ” มีรดาส่ายหัวเบาๆ พลางปัดหิมะที่ติดบนถุงมือไปมา
ดีที่หิมะบนเนินเขาหนาพอสมควรทำให้เธอไม่เจ็บตัวมาก แต่ใจยังคงเต้นแรงจากอาการใเมื่อครู่
“ทำไมตกลงมาได้” ชายหนุ่มขมวดคิ้วถาม
“เอ่อ คือฉันจะถ่ายรูป แต่ชิโระคุงเคลื่อนตัวเลยเสียการทรงตัวอ่ะ” หญิงสาวตอบเสียงอ่อยเพราะกลัวร่างสูงตรงหน้าจะดุเธอ ดูจากน้ำเสียงร้อนใจของเขาเมื่อครู่ ดูท่าว่าเขาก็ใไม่น้อย
“ระวังหน่อย” ธวินทร์บอกด้วยเสียงที่นิ่งขึ้นพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ
“ขอโทษนะ” มีรดาก้มหน้าน้อยๆ อย่างรู้สึกผิด
“ไม่ใช่ความผิดของเธอ” ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่กำลังก้มหน้าสำนึกผิดอยู่สักครู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วยื่นมือส่งไปให้คนตรงหน้า
“ลุกขึ้นได้แล้ว”
มีรดามองมือที่ยื่นมาหาเธอ ก่อนจะยิ้มบางส่งให้เขา
ยื่นมาขนาดนี้ เธอไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
“ขอบคุณนะ” มือน้อยจับฝ่ามือใหญ่เบาๆ และค่อยๆ พยุงตัวขึ้น
“เหมือนเอวจะเคล็ดเลย แหะๆ ” มีรดาบิดเอวไปมาพลางแลบลิ้นน้อยๆ
ธวินทร์มองคนตรงหน้า ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ กับท่าทีของเธอ ตกลงมาขนาดนั้นก็ต้องเจ็บเล็กเจ็บหน่อยกันบ้างล่ะ
“อย่าเดินเร็วนะ เจ็บเอว” มีรดากล่าวเตือนล่วงหน้ากับร่างสูงที่กำลังจะออกตัวเดิน
ธวินทร์นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะก้าวไปยืนข้างๆ คนตัวเล็ก
ในระยะใกล้มากจนเธอได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายบางๆ จากตัวเขา
มีรดาตาโตกับความใกล้ชิดที่ไม่ทันตั้งตัว ใจเริ่มกระตุกเร็วขึ้น กลิ่นหอมบางๆ จากตัวเขายิ่งทำให้จิตใจเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“เดินไหวไหม” ธวินทร์เอ่ยเสียงเบา แต่มันกลับอยู่ใกล้หูเธอกว่าทุกครั้ง ทำให้ใจดวงน้อยของเธอยิ่งเต้นแรง ปกติเธอไม่ได้มีปฏิกิริยาแบบนี้เวลาอยู่ใกล้ผู้ชาย ตอนอยู่มหาวิทยาลัยเจอคนหล่อเดินป้วนเปี้ยนมากมาย เธอไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ แต่ทำไมแค่ธวินทร์มายืนข้างๆ แค่นี้ เธอถึงมีอาการแบบนี้ได้นะ
“ว่าไง ไหวเปล่า” เสียงเรียกของธวินทร์ทำให้มีรดาหลุดจากภวังค์ เธอพยักหน้าน้อยๆ ไม่กล้าหันไปมองหน้าเขา
“เดี๋ยวช่วย” ธวินทร์เอ่ยเสียงเรียบก่อนจะช่วยประคองมีรดาไปหาม้าหนุ่มที่อยู่ใกล้ๆ
แค่เขาแตะข้อศอกเธอเบาๆ ก็ทำให้ความร้อนที่ไม่รู้มาจากไหนพุ่งปรี๊ดถึงหน้าหญิงสาว มีรดาก้มหน้างุดจนเดินไปถึงตัวม้า
“กลับเลยไหม” ชายหนุ่มก้มถามคนตรงหน้า
“เอ๊ย อย่าเพิ่งดิ! ยังไม่ถ่ายรูปเลย! ” ด้วยความลืมตัวมีรดารีบเงยหน้าขึ้นไปหาชายหนุ่ม ก่อนจะพบว่าใบหน้าทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากเพราะทางฝ่ายธวินทร์ก็ก้มหน้าลงมาหาเธอเหมือนกัน ทำให้ตอนนี้ใบหน้าทั้งคู่ห่างกันแค่หนึ่งข้อศอก
ทั้งสองเบิกตาอย่างใพลางสบตากันนิ่งอยู่ชั่วขณะ มีรดาที่ได้สติก่อนรีบผละตัวออกและกระแอมเบาๆ
“ฉันยังไม่ได้ถ่ายรูปเลย รอแป๊บ”
“เดินไหวเหรอ”ธวินทร์ได้สติแล้วก็ปรายตามองร่างบางๆ นิ่ง
“ไหวดิ” มีรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาถ่ายวิวทิวทัศน์โน่นนี่ แต่ความปวดเอวของเธอก็ทำให้เธอหันไปไหนไม่สะดวกนัก ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจและเดินเข้ามาหา
“จะถ่ายอะไรบ้าง เดี๋ยวถ่ายให้” ธวินทร์คว้าโทรศัพท์ในมือร่างบางมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเอ่ยถามเสียงเรียบ
“เอ้ย จะเอาไปไหน เดี๋ยวฉันถ่ายเอง” มีรดารีบเอื้อมมือจะคว้าคืน แต่ธวินร์ที่ไวกว่ากลับเบี่ยงตัวไปอีกทาง
“จะถ่ายอะไรบอกมา จะได้รีบกลับ” ชายหนุ่มปรายตามองคนตัวเล็ก น้ำเสียงเจือความรำคาญเล็กน้อยเพราะท่าทางทุลักทุเลของเธอ
“ชิ” มีรดาจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ แต่ก็ปล่อยให้เขาถือโทรศัพท์เธอไว้ หญิงสาวชี้ทางนู้นทีทานีทีเพื่อจะได้ถ่ายภาพสวยงามไว้ทุกมุม ธวินทร์ถ่ายให้เธออย่างไม่ปริปากบ่น
“โห ทำไมนายถ่ายสวยกว่าฉันถ่ายอีกอ่ะ” มีรดาที่กำลังดูรูปในโทรศัพท์เอ่ยชมอย่างอดไม่ได้กับความคมชัดและองศาของภาพจากฝีมือชายหนุ่ม
“ฝีมือ” ธวินทร์เอ่ยนิ่งๆ พลางยักไหล่
“จ้าพ่อคุณ” มีรดาส่ายหัวกับท่าทางของเขา “อยากได้อะไรตอบแทนป่ะ”
“อืม ไม่ขัดศรัทธา”
หญิงสาวมองบนกับความกวนบาทาหน้านิ่งของเขา
“เอาเป็อะไรอ่ะ ขนมมั้ย”
“งกไปมั้ย” ธวินทร์ส่งสายตาเอือมๆ มาให้เธอ
“ชิ งั้นเอาเป็อะไรอ่ะ ทำงานแทน? ”
“ไหวเหรอ เอวเคล็ดอยู่นี่”
“งั้นอะไรดีนะ” มีรดายกนิ้วโป้งข้างขวามากัดเบาอย่างขบคิด ธวินทร์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับท่าทางจริงจังของคนตรงหน้า แต่แค่ในระยะเวลาอันสั้นเขาก็ตีสีหน้ากลับมาเรียบเฉยดั่งเดิม ก่อนจะเอ่ยเสียงนิ่ง
“งั้นช่วยอยู่เงียบๆ จนถึงบ้านได้ไหม”
“นี่! ฉันไม่ได้พูดมากสักหน่อย” มีรดาเอ่ยท้วงพลางย่นจมูก
ธวินทร์ไม่ต่อความต่อ เขาหันหลังเดินตรงไปยังม้าอีกตัว
“นี่! ” เสียงหวานะโเรียกจากเื้ั เมื่อเขาหันกลับไป เขาก็พบกับรอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มของคนตัวเล็ก แก้มของเธอแต้มสีแดงระเรื่อทำให้ตอนนี้เธอดูเหมือนเด็กน้อยมอบยิ้มอย่างไร้เดียงสามาให้เขา
“ขอบคุณนะ วันนี้นายช่วยฉันหลายอย่างเลย”
ยิ้มของมีรดาทำให้ใจชายหนุ่มกระตุกแรง เขาเคยเห็นรอยยิ้มมามากมาย แต่ไม่เคยมีรอยยิ้มไหนที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจเหมือนยิ้มของคนตรงหน้า
ยิ้มที่อบอุ่นเหมือน ‘เธอคนนั้น’
“กลับได้แล้ว” ธวินทร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งถ้าหากฟังดีๆ จะรู้สึกว่ามันเจือด้วยความเ็ปอยู่เล็กน้อย
มีรดาขมวดคิ้วกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา แต่ก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี