พันไป๋เหอไม่รู้ว่าเสิ่นจื่อโยว้าเล่นลูกไม้อะไรแต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล่าวมาถึงขั้นนี้แล้วหากนางไม่แสดงสีหน้าให้แก่เสิ่นจื่อโยวและซูหวั่นเยว่ได้ชมนางจะยังสามารถแบกรับตำแหน่งนายหญิงแห่งตระกูลเสิ่นได้อีกหรือ
ดังนั้นนางจึงแค่นเสียงหยัน“ซูหวั่นเยว่ ในเมื่อลูกสาวของเ้ากล่าวถึงขั้นนี้แล้ว เช่นนั้นข้าก็จะทำตามความปรารถนาของพวกเ้าสองแม่ลูกนับั้แ่เดือนนี้เป็ต้นไปพวกเ้าไม่ต้องไปรับเงินที่ห้องบัญชีอีก แม้แต่อีแปะเดียวข้าก็จะไม่ให้พวกเ้า”
เสิ่นจื่อโยวปรายตามองนางด้วยสีหน้าสงบนิ่งไม่ไหวติง
พันไป๋เหอลอบคิดในใจว่านางเป็เด็กสาวที่ขนยังขึ้นไม่ครบจริงๆ กระทำการโดยใช้อารมณ์
ยามนี้เป็่ปลายฤดูสารทใกล้ล่วงเข้าเหมันตฤดูแล้วหากไร้เครื่องนุ่งห่มหนานุ่มอบอุ่น นางจะดูสิว่าพวกซูหวั่นเยว่สองแม่ลูกจะตายอย่างไร!
เหอะถึงยามนั้นนางจะให้สองแม่ลูกคู่นี้คลานมาร้องขอความเมตตาจากนางเช่นสุนัขตัวหนึ่ง
เมื่อคิดเช่นนี้ในแววตาของพันไป๋เหอก็ปรากฏร่องรอยดูแคลนเด่นชัดนางปรายตามองสองแม่ลูกซูหวั่นเยว่เช่นผู้ที่เหนือกว่าปราดหนึ่งก่อนจะพาพวกบ่าวรับใช้จากไปอย่างเอิกเกริก
นางจะรอรอวันที่สองแม่ลูกกระดิกหางวิ่งมาวิงวอนนางอย่างน่าสงสาร!
“เสี่ยวโยว เ้าวู่วามเกินไปแล้วจะอย่างไรแม่ก็ไม่เป็อะไร จะกลัวก็เพียงเ้าต้องได้รับความอยุติธรรมแล้ว”
ซูหวั่นเยว่เองก็คำนึงถึงเหมันต์ที่กำลังย่างเข้ามาใกล้
เหมันตฤดูของแผ่นดินเสวียนอู่เหน็บหนาวยิ่งนักทุกปีพบคนแข็งตายอยู่ริมถนนไม่น้อย ซูหวั่นเยว่กังวลถึงสุขภาพของบุตรสาว
เด็กคนนี้ั้แ่เยาว์วัยก็มีสุขภาพอ่อนแอ
“ท่านแม่ มิเป็ไร ข้ามีหนทางหาเงิน”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวแล้วก็ขยิบตาให้ซูหวั่นเยว่อย่างซุกซน
• • •
วิธีการหาเงินของเสิ่นจื่อโยวง่ายดายยิ่งนักนั่นก็คือการขายยันต์
แม้ยามนี้นางถึงขั้นบำเพ็ญกายระดับหนึ่งยันต์ที่สามารถวาดได้ยังมีจำกัด ยันต์ขั้นสูงจำนวนมากนางยังไร้ความสามารถในการวาดออกมาทว่าสำหรับนางที่ขัดสนจนกรอบแห้งนั้น แม้มดจะตัวเล็กเพียงใดแต่ก็ยังถือว่ามีเนื้อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยันต์ที่ผู้อื่นต้องใช้เวลาหลายชั่วยามในการขายทว่าสำหรับเสิ่นจื่อโยวนั้นเวลาเพียงครึ่งก้านธูปนางก็ทำสำเร็จแล้ว
แม้จะเป็ยันต์ขั้นต้นแต่เมื่อขายได้จำนวนมากรายได้ย่อมเป็กอบเป็กำ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาเสิ่นจื่อโยวจึงเก็บยันต์ที่เร่งวาดขึ้นกว่าพันแผ่นลงในกล่องก่อนสวมผ้าคลุมหน้าเดินออกจากจวน
ในเมืองหลวงมีร้านค้าที่รับซื้อยันต์ขั้นต้นเพียงร้านเดียวเสิ่นจื่อโยวจึงเดินตรงเข้าไปในร้านนั้น
“ยินดีต้อนรับท่านลูกค้าท่าน้าซื้อสิ่งใดหรือขอรับ”
ครั้นเห็นลูกค้าเดินเข้ามา เด็กในร้านก็รีบปรี่เข้าไปต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ข้าไม่ได้มาซื้อแต่้ามาขาย”เสิ่นจื่อโยวยกกล่องในมือขึ้น
“เอ๋? เช่นนั้นท่าน้าขายสิ่งใด”
“ข้า้าขายยันต์ขั้นต้น”
ครั้นได้ยินว่าสิ่งที่เสิ่นจื่อโยว้าขายคือยันต์ขั้นต้นสีหน้าของเด็กในร้านผู้นี้ก็พลันไร้อารมณ์ลงหลายส่วนเพราะร้านของพวกเขาเป็เพียงร้านเดียวที่ยอมรับซื้อยันต์ขั้นต้นดังนั้นทุกปีจึงมีผู้วาดยันต์ระดับต้นจำนวนนับไม่ถ้วนนำผลงานไร้คุณภาพของตนเองวิ่งมาขายที่ร้านนี้
กล่าวตามสัตย์จริง คุณภาพของยันต์เ่าั้ไร้คุณภาพจริงๆมีลูกค้าหลายคนหลังจากที่ซื้อกลับไปไม่กี่วันก็วิ่งแจ้นกลับมาที่ร้านเพื่อร้องเรียน
หากไม่ใช่เพราะระยะเวลาการเกิดผลที่สั้นเกินไปก็เป็เพราะพลังอำนาจของยันต์ย่ำแย่เหลือทนปัญหาต่าง ๆ มีมาไม่ขาดสาย
ดังนั้นเ้าของร้านจึงตั้งกฎขึ้น นับั้แ่บัดนี้เป็ต้นไปพวกเขาจะรับเพียงยันต์ขั้นต้นที่เกิดจากการวาดของผู้ใช้ยันต์ระดับกลางขึ้นไปเท่านั้นมิเช่นนั้นทางร้านจะไม่ยอมรับซื้อโดยเด็ดขาด!
เด็กในร้านประเมินอายุของเสิ่นจื่อโยวแล้วคิดว่านางน่าจะมีอายุประมาณสิบห้าปีเท่านั้น
เยาว์วัยถึงเพียงนี้จะเป็ผู้ใช้ยันต์ระดับกลางขึ้นไปได้อย่างไรไม่แน่ว่านี่อาจเป็เพียงภาพที่วาดเล่น ๆในบ้านแล้วเข้าใจว่าสามารถนำออกมาขายได้กระมัง
เขาลอบกลอกตามองบนในใจพยายามข่มกลั้นความรำคาญที่เกิดขึ้นภายในใจของตน และอธิบายถึงเหตุผลที่ร้านของพวกเขาไม่รับซื้อยันต์ขั้นต้นเ่าั้ในมือนาง
“ข้าสามารถรับประกันกับพวกท่านได้ว่าคุณภาพของยันต์เหล่านี้ไม่มีปัญหากระทั่งอาจถึงขั้นเหนือความคาดหมายของพวกท่าน”เสิ่นจื่อโยวกล่าวอย่างหนักแน่น
“ท่านลูกค้าท่านอย่าได้ล้อเล่นอีกเลยขอรับด้วยอายุของท่านหากสามารถวาดยันต์สักแผ่นที่สามารถใช้การได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้วร้านของพวกเราเปิดขึ้นก็เพื่อทำการค้า มิใช่ว่าขยะอะไรก็รับ”
เสี่ยวเอ้อเริ่มหมดสิ้นความอดทน วันนี้เสิ่นจื่อโยวถือเป็ผู้ใช้ยันต์คนที่แปดแล้วที่นำผลงานชิ้นแรกของตนมาหลอกขายเขาบรรดาคนก่อนหน้านี้เมื่อได้ยินเขาอธิบายก็จากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดสักคำเหตุใดคนผู้นี้จึงไร้จิตสำนึกนัก
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว“หากท่านไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันได้ผลดีหรือไม่”
“พอแล้ว ๆ นี่ยังต้องลองอีกหรือ ดูอายุของเ้าก็รู้แล้วว่าไม่มีทางนำยันต์ดีๆ ออกมาขายได้ อายุยังน้อย อย่าได้มั่นใจในตนเองนัก”
ความอดทนของเสี่ยวเอ้อถูกขัดเกลาจนหมดสิ้นแล้วเขาโบกมือไล่เสิ่นจื่อโยวประหนึ่งแมลงวัน แล้วเตรียมที่จะต้อนรับลูกค้าคนต่อไป
เสิ่นจื่อโยวหรี่ดวงตาทั้งข้างลงั์ตาทอเงามืดสลัว
นางถือกล่องเดินออกไปจากร้านค้าโดยปราศจากท่าทีลังเล
เสี่ยวเอ้อลอบก่นด่าถึงความดื้อด้านของเสิ่นจื่อโยวในใจอีกด้านหนึ่งก็หันไปฉีกยิ้มต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาใหม่
เดิมเขาหลงนึกว่าเสิ่นจื่อโยวจะจากไปเช่นนี้คาดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นไม่นานเสิ่นจื่อโยวก็เปิดแผงการค้าเล็ก ๆ ข้างประตูร้านของเขา
ไม่รู้ว่าเสิ่นจื่อโยวสรรหาโต๊ะและเก้าอี้ตัวหนึ่งมาจากที่ใดนางนั่งลงข้างถนนด้วยท่าทีสงบนิ่ง เปิดแผงขายยันต์ไปเช่นนี้
เสิ่นจื่อโยวหยิบยันต์ในกล่องออกมาแยกประเภทแล้ววางไว้บนโต๊ะเมื่อปราดสายตามองมาจะพบว่าพวกมันมีสีสันงดงาม วางเรียงเป็ระเบียบเรียบร้อยดูน่ามองไม่น้อย
“เพียงสวยงามจะมีประโยชน์อันใด ยันต์เป็สิ่งที่ต้องนำออกมาใช้มิใช่เพื่อวางตั้งประดับ”
“สาวน้อยผู้นี้ไม่บรรลุถึงจุดหมายไม่ยอมเลิกราจริงๆ รอจนเมื่อนางขายยันต์ไม่ได้สักแผ่นก็จะรู้เองว่าตนเองน่าขันเพียงใด”
เสี่ยวเอ้อแค่นเสียงอย่างดูแคลน กลอกตามองบนให้กับเสิ่นจื่อโยวก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำการค้าของตนเองต่อ
หนึ่งชั่วยามผ่านไปเสิ่นจื่อโยวก็ยังขายยันต์ไม่ได้สักแผ่นจริงๆ
แผงค้าขายของเสิ่นจื่อโยวตั้งอยู่ข้างร้านขายยันต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวงมีคนจำนวนมากที่กวาดตามองยันต์บนโต๊ะของนางปราดหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในร้านขายยันต์
เทียบกับ ‘แผงค้าขายอันไร้ที่ตั้งประจำ’ ของเสิ่นจื่อโยว เห็นได้ชัดว่ายันต์ของร้านค้าสามารถรับประกันคุณภาพได้ดีกว่า
“เด็กสาวผู้นี้โง่งมหรือ ถึงได้มาตั้งแผงบริเวณนี้”มีคนลอบนินทานางกับสหายที่มาด้วยกัน มีร้านขายยันต์ตั้งอยู่ด้านข้างแล้วผู้ใดจะซื้อยันต์ของนางทั้งยังเป็ยันต์ขั้นต้นเหมือนกันอีก
“ใช่ ก็แค่คนโง่คนหนึ่ง”
สำหรับเสียงซุบซิบนินทาเหล่านี้เสิ่นจื่อโยวเพียงฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
นางกำลังรอ...โอกาสที่จะได้แสดงพลังของยันต์แผ่นแรกของตน
ไม่นาน โอกาสนี้ก็มาเยือน
“ไอหยา แม่นางน้อยเหตุใดจึงมาตั้งแผงขายเพียงลำพังตรงนี้เล่า นายท่านอย่างข้ามองแล้วปวดใจยิ่งนัก”
บุรุษพุงโตผู้หนึ่งเดินนำกลุ่มลูกน้องเข้ามาเขาเดินวางมาดใหญ่โตมาหยุดเบื้องหน้าเสิ่นจื่อโยว
สายตาที่มองเสิ่นจื่อโยวเต็มไปด้วยความลามกหยาบโลน
ภายใต้ผ้าคลุมหน้ามุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักขึ้นเล็กน้อย
เป็เ้านี่แหละ!