สาวชาวเมืองถอนขนไก่บ้านเพื่อเอามาตุ๋นน้ำแกงได้คล่องแคล่วขนาดนี้เชียวหรือ?
สวีหว่านหนิงไม่รู้ความคิดของพวกเขาเธอเอาไก่ที่ถอนขนเสร็จหมักกับเครื่องปรุง แล้ววางไว้ด้านข้างเตรียมไว้ใช้งาน
เธอเลือกเห็ดจากกองเห็ดป่าสุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกใช้แค่เห็ดโคน การทำไก่ตุ๋นเห็ดแบบดั้งเดิมวัตถุดิบที่ใช้คือเห็ดโคนตากแห้งรสชาติของเครื่องปรุงจะซึมเข้าเนื้อและเคี้ยวเพลินกว่า
แต่สวีหว่านหนิงกลับเลือกใช้เห็ดโคนสดแล้วนำมันไปแช่ในน้ำเกลือ
นักบัญชีสวีเห็นสวีหว่านหนิงใส่เกลือลงไปในน้ำสะอาดเขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แล้วกระซิบถามว่า “สวีจือชิง เกลือเป็นของหายากต้องใช้ตั๋วแลกเกลือถึงซื้อได้ คุณใช้มันมาแช่เห็ด จะเสียของเกินไปหน่อยหรือเปล่า”
“นักบัญชีสวีไม่ต้องห่วงค่ะน้ำเกลือที่ใช้แช่เห็ดโคนจะไม่เสียเปล่า เดี๋ยวฉันจะใช้มันมาตุ๋นน้ำแกงค่ะ”
นักบัญชีสวีอยากพูดต่อแต่ถูกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ห้ามไว้
“ในเมื่อมอบหมายหน้าที่ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับให้กับสวีจือชิงแล้วก็ควรปล่อยให้เธอทำงานตามต้องการ”
หลังเตรียมวัตถุดิบเสร็จสวีหว่านหนิงก็เริ่มลงมือทำอาหาร
เธอเริ่มจากเทน้ำมันถั่วเหลืองลงไปในหม้อหลังน้ำมันร้อนแล้วค่อยใส่โป๊ยกั้ก อบเชย และต้นหอมลงไปตามลำดับ
ตามหลักแล้วต้องใส่ขิงกับใบกระวานด้วยแต่สองสิ่งนี้หาซื้อไม่ได้จึงต้องตัดออกไปก่อน
หลังผัดเครื่องปรุงทั้งหมดจนหอมแล้วสวีหว่านหนิงก็ใส่เนื้อไก่ที่หั่นเป็นลูกเต๋าลงไปผัดด้วยไฟอ่อนๆจนกระทั่งเนื้อไก่เริ่มกลายเป็นสีเหลือง
พวกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ยืนอยู่หน้าห้องครัวเห็นสวีหว่านหนิงใส่วัตถุดิบลงไปทีละอย่าง ทั้งๆ ที่คล้ายกับตอนคนที่บ้านทำอาหารแต่กลิ่นหอมที่โชยออกมานั้นคนละชั้นเลย
แม้จะยังไม่ได้ชิมไก่ตุ๋นเห็ดแต่กลิ่นหอมที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศนั้นช่างยั่วน้ำลายเหลือเกิน แค่ดมกลิ่นก็ทำเอาน้ำลายไหล
“สวีจือชิงต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนหรือ” นักบัญชีสวีถูมือไปมา พลางถามอย่างร้อนใจ
“น่าจะต้องตุ๋นอีกสักสองชั่วโมงค่ะ”เพราะไม่มีหม้ออัดแรงดันจึงต้องใช้วิธีตุ๋นแบบดั้งเดิมเพื่อให้ทุกอย่างซึมเข้าเนื้อความแรงไฟที่ใช้ก็ต้องกะให้พอดี
ระหว่างรอให้ไก่ตุ๋นได้ที่สวีหว่านหนิงก็เริ่มทำก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น หมูทอดซอสเปรี้ยวหวาน และหมูอบหม้อดิน
หม้อดินคือสิ่งที่นักบัญชีสวีซื้อมาตามรายการของที่สวีหว่านหนิงเขียนมาให้เขาใช้เงินสามหยวนซื้อมาจากในเมืองเพราะค่าใช้จ่ายก้อนนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านหลายคนทักท้วงแต่หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้
สิ่งแรกที่สวีหว่านหนิงทำเสร็จคือก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นเธอใช้เนื้อหมูไม่มากเพื่อเพิ่มรสชาติแต่ส่วนใหญ่เน้นหนักไปที่เส้นก๋วยเตี๋ยวกับผักกาดขาว
“ตั้งแต่ฉันมาที่หมู่บ้านต้าเจียงนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันทำก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น ไม่รู้เหมือนกันว่ารสชาติจะเป็นอย่างไรทุกท่านช่วยชิมแทนฉันด้วยนะคะ”
เธอไม่ได้โกหกนี่เป็นครั้งแรกที่เธอทำมันหลังมาถึงหมู่บ้านต้าเจียงจริงๆคนที่เคยคว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขันทำอาหารหลายต่อหลายครั้ง เป็นคนละคนกับเธอในร่างนี้!
ผู้ใหญ่บ้านหยิบตะเกียบคนแรกตอนกินคำแรกยังไม่รู้สึกอะไร แต่เขากลับคีบเส้นกินเร็วขึ้นเรื่อยๆ
“สวีจือชิงเมื่อครู่ตอนคุณทำก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น พวกเรายืนดูอยู่ด้วย มันไม่มีอะไรพิเศษแต่ทำไมรสชาติถึงดีเช่นนี้เล่า”
เขาพยายามหาคำศัพท์ในคลังศัพท์ของตนมาบรรยายรสชาติแต่สุดท้ายกลับพูดได้แค่คำว่าอร่อยมาก
อร่อยกว่าอาหารทั้งชีวิตที่เขาเคยกินมา!
หลังกินคำแรกก็อดอยากกินคำที่สองและคำที่สามไม่ได้
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ไม่ได้คุยกับนักบัญชีสวีเขาแค่คีบอาหารกินอย่างเงียบๆ กว่าผู้ใหญ่บ้านจะรู้ตัวก๋วยเตี๋ยวก็แทบเห็นก้นชามแล้ว
“แปลกจริงทั้งที่ในนี้มีหมูอยู่ไม่กี่ชิ้นแต่เส้นก๋วยเตี๋ยวกับผักกาดขาวนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเนื้อ รสชาติดีเยี่ยมเหลือเกินอร่อยกว่าที่พ่อครัวใหญ่ประจำร้านอาหารของรัฐทำเสียอีก!”
นักบัญชีสวีจ้องหมูทอดซอสเปรี้ยวหวานกับหมูอบหม้อดิน
หมูทอดซอสเปรี้ยวหวานเป็นอาหารทานเล่นของมณฑลเฮยทุกคนที่นี่เคยกินแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกันรสชาติของมันไม่เหมือนกับที่พวกเขาเคยกินมา
รสชาติยังเป็นแบบที่ควรเป็นแต่มีบางอย่างต่างออกไป ซึ่งทำให้รสชาติอร่อยเป็นพิเศษ
“น้ำแกงที่เหลืออย่าทิ้งให้เสียดายวันนี้เมียผมนึ่งหมั่นโถว ผมจะเอาไปจิ้มกินกับหมั่นโถว”
“เหลือให้ผมด้วยผมจะเอากลับไปต้มบะหมี่กินคืนนี้”
สวีหว่านหนิงเห็นพวกเขาแย่งน้ำซุปต้มก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นแล้วยิ้มเล็กน้อยก่อนจะยกหมูอบหม้อดินมาให้
หมูอบหม้อดินที่ว่าทำมาจากหมูสามชั้น
นักบัญชีสวีซื้อหมูมาไม่มากและต้องแบ่งเอาไว้ใช้วันพรุ่งนี้อีกด้วยฉะนั้นสวีหว่านหนิงจึงฉวยโอกาสตอนไม่มีคนสังเกตแอบหยิบหมูสามชั้นจำนวนหนึ่งออกมาจากช่องมิติ
ช่องมิติเก็บความสดใหม่ของวัตถุดิบได้และเติมของให้โดยอัตโนมัติเธอจึงไม่รู้สึกเสียดายสักนิด
แต่เพื่อไม่ให้คนอื่นผิดสังเกตเธอจึงหยิบออกมาได้ไม่มาก เดี๋ยวจะอธิบายลำบาก
“ทุกท่านทานกันไปก่อนนะคะฉันขอไปดูไก่ที่ตุ๋นเอาไว้ก่อน”
สวีหว่านหนิงยกไก่ตุ๋นเห็ดออกมาอีกทีหม้อดินก็เหลือเพียงความว่างเปล่า
ไม่เหลืออะไรไว้เลยหรือ!
สวีหว่านหนิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจเธอเอาไก่ตุ๋นเห็ดโคนวางลงบนโต๊ะ
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่สูดหายใจเฮือกใหญ่แล้วยิ้มพลางกล่าว “กลิ่นนี้ถูกต้องแล้ว!”
ครั้งนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาปรึกษากันแล้วหรือไม่แต่ละคนถึงกินกันอย่างเก็บอาการ ทั้งยังคีบแต่เห็ดโคนมากินไม่แตะต้องเนื้อไก่สักชิ้น
“เนื้อไก่ตุ๋นไม่ได้ที่เหรอคะให้ฉันเอากลับไปตุ๋นอีกสักหน่อยไหมคะ”สวีหว่านหนิงลอบขมวดคิ้ว
แม้เธอจะไม่เคยใช้เตาทำอาหารลักษณะนี้มาก่อนแต่ก็คงไม่ถึงกับควบคุมความแรงของไฟได้ไม่ดีหรอกมั้ง?
หัวหน้าฝ่ายสตรีประจำชุมชนอย่างหยางซู่หัวลากสวีหว่านหนิงมานั่งเธอยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า “พวกฉันตั้งใจเก็บไว้ให้เธอ เห็นเธอยุ่งมาทั้งวัน ไม่มีเวลาดูแลลูกด้วยซ้ำอีกเดี๋ยวเอากลับไปที่บ้านให้พวกเด็กๆ กินบำรุงร่างกายเถิด”
สวีหว่านหนิงรีบปฏิเสธ“ขอบคุณในความหวังดีของทุกคนนะคะ แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะที่บ้านฉันยังมีไก่อีกหลายตัว พวกเด็กๆอยากกินเมื่อไรฉันทำให้พวกเขากินได้ทุกเมื่อ พวกคุณรีบชิมดูว่ารสชาติไก่เป็นอย่างไรบ้างถ้าเนื้อกระด้างเกินไป ฉันจะได้ควบคุมไฟให้ดีกว่านี้ค่ะ”
ได้ยินดังนั้นเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านทั้งหลายก็สบตากัน แม้รู้ว่าคงไม่เหมาะสมแต่พวกเขาก็ทนความเย้ายวนไม่ไหว ทุกคนหยิบตะเกียบคีบเนื้อไก่หลังจากนั้นก็ให้คำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า
“อร่อย!”
“ไฟแรงกำลังดีเนื้อนุ่มละมุนไม่แข็งกระด้าง”
“เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อไก่อย่างลงตัวอร่อยมากจริงๆ!”
เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านคีบกินไปแค่คำเดียวก็ไม่ขยับตะเกียบอีกแล้ว
พวกเขายืนกรานว่าจะให้สวีหว่านหนิงเอาอาหารที่เหลือกลับไปที่บ้าน
สวีหว่านหนิงอยากปฏิเสธแต่เธอเหลือบไปเห็นพวกเด็กๆ ที่กำลังปีนกำแพงล้อมดูอยู่ด้านนอก
“เอาแบบนี้แล้วกันค่ะฉันจะเพิ่มเห็ดโคนลงไปตุ๋นอีกชาม แล้วเอาไปแบ่งให้พวกเด็กๆ ทานกัน”
ยุคสมัยนี้ แต่ละครอบครัวมีลูกกันหลายคนทว่าเสบียงอาหารกลับมีไม่มาก พวกเด็กๆ มีอาหารกินอย่างจำกัด
ด้วยเหตุนี้จึงมีเด็กแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยกินอาหารดีๆอย่างแท้จริง