ตอนที่ 5 "ทางตัน"
ภาพแรกที่ผมโฟกัสได้หลังจากกวาดสายตามองไปทั่วออฟฟิศอย่างละล้าละลัง คือใบหน้าของแก้มที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ
และแววตาของเธอนั่นเองที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ
มันไม่ใช่สายตาของคนที่แค่ปลุกเพื่อนร่วมงานที่เผลอหลับ แต่เป็แววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนกับความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะพูดอะไรดี
"แก้ม... มีอะไรรึเปล่า" ผมถามออกไป เสียงตัวเองยังแหบพร่า
“พี่เพ้งนั่นแหละ เป็อะไรรึเปล่า” เธอย้อนถามทันทีด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
“หนูเรียกตั้งหลายที พี่ไม่ตอบเลย เหมือนคนไม่ได้ยิน...” เธอลังเลไปเล็กน้อย "...เหมือนพี่กำลังพึมพำอะไรคนเดียวด้วย... หน้าพี่ซีดมากเลยนะ"
คำถามของเธอยิ่งตอกย้ำความจริงที่น่าหวาดหวั่น... ท่าทางของผมมันต้องดูผิดปกติมากจนเธอรู้สึกได้
ผมพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะดึงสติตัวเองกลับมาจากท่วงทำนองโบราณที่ยังคงก้องอยู่ในหัว
ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะเค้นเสียงตอบออกไป "เอ่อ... เปล่าๆ พี่แค่...คิดงานเพลินจนเบลอไปหน่อยน่ะ"
ผมหวังว่ามันจะฟังดูปกติพอที่เธอจะไม่ซักไซ้อะไรต่อ
แก้มยังคงมองผมด้วยสายตาไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะยื่นเอกสารให้และเดินกลับไปยังโต๊ะของเธอ
ผมมองตามแผ่นหลังของแก้มไปจนเธอนั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง โลกภายนอกเริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ
เสียงคลิกเมาส์และเสียงเคาะคีย์บอร์ดของเพื่อนร่วมงานดังขึ้นรอบตัวราวกับเสียงแมลงในป่ายามค่ำคืน
เสียงหึ่งๆ ของเครื่องปรับอากาศที่ผมไม่เคยสังเกตมาก่อน บัดนี้กลับดังชัดเจนจนน่ารำคาญ
ทุกอย่างคือ "ความจริง" ที่ผมคุ้นเคย แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็แค่ผู้ชมที่มองผ่านกระจกหนาบานหนึ่ง...
"เราแค่เครียดไปเอง... ใช่... ต้องใช่แน่ๆ" ผมพยายามบอกตัวเองในใจ "่นี้โหมงานหนัก พักผ่อนน้อย มันก็เลยเห็นภาพหลอนได้... มันคงเป็เื่ทางวิทยาศาสตร์... สมองแค่รวนไปชั่วคราวเท่านั้นแหละ"
ผมพยายามยึดเกาะกับหลักเหตุผลอย่างสุดชีวิต... 'มันคือภาพหลอน สมองแค่รวน' ...
ข้าท่องซ้ำๆ ราวกับมันเป็สิ่งสุดท้ายที่จะเหนี่ยวรั้งข้าไว้
แต่ทว่า... ััของกำแพงหินที่เย็นเยียบ ความรู้สึกนั้นยังคงสดใหม่และจริงเสียยิ่งกว่า... มันบดขยี้หลักเหตุผลของข้าจนแหลกลาญ
วินาทีที่ผมถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง กำแพงแห่งการเสแสร้งที่ผมเพิ่งสร้างขึ้นอย่างยากลำบากก็พังทลายลง
ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง ยกมือขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ พยายามขับไล่เศษเสี้ยวของภาพและความรู้สึกที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
...ภาพแววตาของผู้หญิงคนนั้น... ลายปักดิ้นทองที่วิจิตรตระการตา... ััของกำแพงหินโบราณ... ท่วงทำนองเพลงและชื่อเรียกนั้น...
มันคืออะไรกันแน่? เราเป็อะไรไป?
คำถามนับล้านผุดขึ้นในหัวแต่กลับไม่มีคำตอบ
ผมรู้สึกเหมือนคอมพิวเตอร์ที่โดนไวรัสเล่นงานจนรวนไปหมด ไม่สามารถจัดลำดับความคิดหรือแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรคือสิ่งที่ผมจินตนาการขึ้นมาเอง
ผมปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านพาตัวเองล่องลอยไป จนกระทั่งสายตาที่เหม่อลอยของผมถูกดึงดูดด้วยการเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่มุมขวาล่างของจอคอมพิวเตอร์
กรอบสี่เหลี่ยมสีเขียวของโปรแกรม LINE เด้งขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
รูปโปรไฟล์ของแก้มปรากฏขึ้นพร้อมกับข้อความ “Kaem: พี่เพ้งคะ พี่สุกิจฝากตามไฟล์โลโก้ค่ะ เขาบอกว่าลูกค้าขอสรุปภายในห้าโมงเย็นนี้นะคะ!”
ข้อความของแก้มเป็เหมือนเชือกกระตุกที่ดึงผมกลับมาสู่ความเป็จริงอันโหดร้าย...
ห้าโมงเย็น!
ผมเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าจอ... บ่ายสองโมงสิบห้านาที ยังเหลือเวลาอีกเกือบสามชั่วโมงให้ทรมานเล่น
ไม่ได้... จะมาจมอยู่แบบนี้ไม่ได้!
ผมบอกตัวเอง พยายามดึงสติกลับมาสู่งานตรงหน้า ยังมีเดดไลน์ที่ต้องส่ง มีความรับผิดชอบที่ต้องทำ
ผมฝืนตัวเองให้หันกลับมาจ้องจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง บังคับมือที่สั่นเทาเล็กน้อยให้ขยับเมาส์
ผมเปิดไฟล์งานออกแบบโลโก้ที่ต้องรีบส่งลูกค้าขึ้นมา แต่สายตากลับพร่าเลือน...
มันคือโลโก้ของบริษัทฟินเทคสตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง ลูกค้า้าความ "เรียบง่าย ทันสมัย และเชื่อถือได้"
ผมใช้เวลาไปเกือบสัปดาห์ในการออกแบบลายเส้นเรขาคณิตที่เฉียบคม ฟอนต์แบบไม่มีเชิง (Sans-serif) ที่ดูสะอาดตา และการไล่เฉดสีน้ำเงินที่ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย...
นี่คืองานที่ผมเคยภูมิใจ แต่บัดนี้ สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอของผมมันช่างดูว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวาเหลือเกิน
“เส้นสายที่คมกริบของมันไม่อาจเทียบได้กับความโค้งมนอันทรงพลังของเกล็ดับนลายปักนั้น... สีทองของเส้นไหมที่เหมือนมีแสงในตัวเองทำให้สีน้ำเงินบนจอของผมดูซีดเซียวราวกับกระดาษเปล่า”
ลวดลายที่ดูโบราณและทรงพลังนั่น... มันทำให้ผมนึกถึงพวกเครื่องแต่งกายอลังการในซีรีส์จีนย้อนยุคที่อาม่าชอบเปิดดู...
ใช่... มันให้ความรู้สึกแบบเดียวกันเลย ของที่ดูเก่าแก่... มีประวัติศาสตร์... มีความเป็จีน...
และความคิดนั้นเองที่ทำให้ผมฉุกนึกถึงของอีกสิ่งหนึ่ง... ของจีนโบราณอีกชิ้นที่ผมมีอยู่กับตัว และเพิ่งได้มาเมื่อวันก่อน...
ขุนหยก!
ไม่ใช่ภาพในความทรงจำ... แต่เป็ความคิดที่แล่นไปถึงขุนหยกตัวจริงที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าสะพายข้างตัวผมในวินาทีนี้
ผมเผลอยกมือขึ้นแตะกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว
ใช่แล้ว... ผมทบทวนลำดับเหตุการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว...
ความฝัน... ภาพหลอน... เสียงกระซิบ...
ทั้งหมดมันเริ่มขึ้นหลังจากวันที่ผมได้มันมา! ก่อนหน้านั้นชีวิตผมเป็ปกติสุขดี
วินาทีนั้นเองที่ผมเข้าใจ... ต้นตอของเื่ทั้งหมดต้องมาจากขุนหยกแน่ๆ
แต่... มันจะเป็ไปได้ยังไง? ความคิดอีกส่วนหนึ่งค้านขึ้นมาทันที
หยกชิ้นเล็กๆ เนี่ยนะจะมีพลังเหนือธรรมชาติได้? มันเหมือนเื่เล่าพื้นบ้านงมงาย หรือพล็อตของซีรีส์ในทีวีไม่มีผิด ไม่ใช่เื่ที่จะเกิดขึ้นได้จริงเลยสักนิด
ผมสับสนไปหมด สมองกำลังตีกันระหว่างหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือมาทั้งชีวิต กับประสบการณ์ประหลาดที่เพิ่งเผชิญมากับตัว
แต่เอาล่ะ... ไม่ว่ามันจะเป็เื่จริงหรือผมแค่คิดไปเอง ทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้... คือต้องเอามันออกไปจากชีวิต
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทางรอดเดียวในหัวของผมก็ชัดเจนขึ้นมาทันที:
ผมต้องเอาขุนหยกนี่กลับไปคืนอากงจู
ถ้าทำแล้วเื่บ้าๆ ทั้งหมดนี้หายไป มันก็คือข้อพิสูจน์ว่าผมไม่ได้คิดไปเอง และเื่วุ่นวายทั้งหมดนี้จะได้จบสิ้นลงเสียที
ผมจะได้ชีวิตปกติของผมกลับคืนมา
ทันทีที่มีเป้าหมาย ความว้าวุ่นในใจก็เปลี่ยนรูปเป็ความร้อนรนกระวนกระวายที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เป้าหมายเดียวของผมคือการออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่เมื่อเหลือบมองนาฬิกา... ยังเหลืออีกเกือบสองชั่วโมงเต็มๆ
สองชั่วโมงนั้นคือความทรมานอย่างแท้จริง
ผมนั่งไม่ติดเก้าอี้ ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็จังหวะจนเพื่อนร่วมงานหันมามอง
ผมพยายามบังคับตัวเองให้ทำงานเพื่อฆ่าเวลา แต่สมองมันไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว ในหัวของผมมีแต่ภาพของอากงจู ขุนหยก และตรอกเยาวราช
ไฟล์โลโก้ที่ลูกค้าเร่งนักเร่งหนาถูกผมจัดการอย่างลวกๆ แค่พอให้ดูเหมือนว่าทำเสร็จ แล้วกดส่งไปโดยไม่แม้แต่จะตรวจทาน...
ช่างมันเถอะ แค่ให้มันจบๆ ไป
ทุกการกระทำของผมหลังจากนั้นเป็ไปเพื่อ "การรอคอย" เท่านั้น
ทุกๆ สองสามนาที สายตาของผมจะละจากหน้าจอที่ว่างเปล่า กลับไปยังศัตรูตัวฉกาจของผมในตอนนี้... ตัวเลขดิจิทัลที่มุมขวา
ผมจ้องมองมันนิ่งงัน รอคอยให้มันเปลี่ยนหลักอย่างทรมาน แต่ละหลักที่ขยับไปช่างเชื่องช้าราวกับจะแกล้งกัน
เมื่อการรอคอยดำเนินไปเรื่อยๆ โลกภายนอกก็เริ่มเลือนลาง
ผมกวาดสายตามองไปรอบตัว... แสงแดดยามบ่ายอ่อนแรงลงแล้ว เพื่อนร่วมงานเริ่มผ่อนคลาย เก็บของ
บทสนทนาของพวกเขาเกี่ยวกับมื้อเย็นดังแว่วเข้ามา แต่สำหรับผมมันเป็เพียงเสียงหึ่งๆ ที่น่ารำคาญ
เวลาของทุกคนกำลังจะสิ้นสุดลง แต่เวลาของผมกลับถูกแช่แข็งไว้ในความทรมานนี้
จนกระทั่งเสียง์ที่ผมรอคอยที่สุดในโลกดังขึ้น...
"ติ๊ด!"
เสียงสแกนบัตรลงเวลาเลิกงานของเพื่อนคนแรกดังขึ้น เป็เหมือนสัญญาณปล่อยตัวนักวิ่ง
ผมปิดโปรแกรมทุกอย่างลงทันที ยัดแล็ปท็อปลงกระเป๋าสะพายอย่างรวดเร็ว ไม่แม้แต่จะจัดของบนโต๊ะให้เป็ระเบียบเหมือนทุกวัน
"อ้าว พี่เพ้ง จะรีบกลับแล้วเหรอคะ" เสียงแก้มดังขึ้นจากโต๊ะข้างๆ เธอที่กำลังเก็บของอยู่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ
"อืม พอดีวันนี้พี่มีธุระด่วนนิดหน่อยน่ะ" ผมตอบปัดๆ โดยไม่ได้หันไปสบตาเธอด้วยซ้ำ
ผมเดินลิ่วๆ ออกจากออฟฟิศไปด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน ทิ้งให้แก้มมองตามไปด้วยความงุนงง...
เธอไม่เคยเห็นพี่เพ้ง รุ่นพี่ผู้ใจเย็นและสุขุมของเธอ รีบร้อนและมีสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนี้มาก่อนเลย
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่าง ผมก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมานอกอาคารทันที
ความร้อนระอุของกรุงเทพฯ ยามเย็นปะทะเข้ากับใบหน้า แต่ผมไม่สนใจมัน
ผมไม่สนใจสายตาของใครก็ตามที่มองมาอย่างแปลกใจ สมองของผมตอนนี้มีเป้าหมายเดียวที่ชัดเจน: ไปให้ถึงร้านทองของอากงจูให้เร็วที่สุด
ความคิดที่จะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสอย่างที่เคยทำทุกวันถูกปัดทิ้งไปในทันที
มันช้าเกินไป คนเยอะเกินไป ผมไม่สามารถทนอยู่ในกล่องเหล็กที่เคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าร่วมกับคนเป็ร้อยในสภาพจิตใจแบบนี้ได้
ผม้าความเร็ว เดี๋ยวนี้!
ผมกวาดสายตามองไปตามถนนที่รถกำลังติดอย่างหนาแน่น ก่อนจะตัดสินใจวิ่งฝ่าฝูงคนตรงไปยังหัวมุมถนนที่มีวินมอเตอร์ไซค์เรียงกันอยู่
เสียงเครื่องยนต์และกลิ่นน้ำมันเบนซินตีขึ้นมาในอากาศ
"ไปเยาวราชครับ!" ผมบอกพี่วินด้วยน้ำเสียงห้วนและหอบเล็กน้อย "เอาเร็วที่สุดเลยนะพี่ ผมรีบมาก!"
ผมย้ำขณะที่สวมหมวกกันน็อกที่เขายื่นให้
"ได้ครับพี่" พี่วินตอบรับสั้นๆ ก่อนจะบิดคันเร่งพารถทะยานออกไปข้างหน้า
วินาทีต่อมา ร่างของผมก็ถูกกระชากไปข้างหน้า โลกทั้งใบแปรเปลี่ยนเป็เส้นสีที่วิ่งสวนทาง
เสียงแตรจากรถคันอื่นแผดเสียงราวกับเสียงกรีดร้อง ลมร้อนที่หอบเอาควันพิษและฝุ่นผงปะทะใบหน้าอย่างรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก
พี่วินพาผมซอกแซกไปตามช่องว่างระหว่างรถยนต์ที่จอดนิ่งสนิทด้วยความชำนาญ แต่สำหรับผม มันคือการเหวี่ยงไปมาระหว่างกล่องเหล็กที่พร้อมจะบดขยี้เราได้ทุกเมื่อ
แสงไฟจากป้ายโฆษณาและไฟท้ายรถสาดส่อง วูบวาบราวกับภาพหลอนในความฝันร้าย
ผมกอดกระเป๋าสะพายไว้แน่นจนข้อนิ้วขาว ััได้ถึงวัตถุแข็งๆ ชิ้นเล็กๆ ที่อยู่ข้างใน... ต้นตอของปัญหาทั้งหมด
มันนอนนิ่งอยู่ในนั้น เหมือนก้อนเนื้อร้ายที่รอวันเติบโต
ความโกลาหลบนท้องถนนที่บ้าคลั่งนี้ยังไม่น่ากลัวเท่าความเงียบสงัดอันน่าขนลุกที่ดังมาจากในกระเป๋าของผมเลย
ผมภาวนาในใจ ขอให้การตัดสินใจของผมครั้งนี้มันถูกต้อง ขอให้ผมได้เจออากงจู แล้วเื่บ้าๆ ทั้งหมดนี้จะได้จบสิ้นลงเสียที
มอเตอร์ไซค์จอดลงที่ปากซอยที่คุ้นเคย
ผมจ่ายเงินอย่างรวดเร็วโดยไม่รอเงินทอน แล้วรีบสาวเท้าเข้าไปในตรอกทันที
เสียงคนขายเรียกลูกค้าดังแข่งกับเสียงรถ เขม่าควันและแสงไฟปะปนกันไปหมด แต่ในหัวผมกลับว่างเปล่า เหมือนเสียงทั้งหมดถูกปิดออกจากโลกภายใน
ร้านทองของอากงจูยังคงตั้งอยู่ที่เดิม แสงไฟสีส้มสว่างออกมาจากด้านใน
หัวใจผมเต้นรัวด้วยความหวังระคนกับความกลัว นี่แหละ คือจุดสิ้นสุดของความทรมาน
แต่เมื่อผมก้าวเข้าไปในร้าน... คนที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์กลับไม่ใช่อากงจู
เป็หญิงสาวที่ผมไม่คุ้นหน้า อาจจะเป็ลูกจ้างคนใหม่
เธอกำลังเช็ดกระจกตู้โชว์อยู่ เมื่อเห็นผมเธอก็ยิ้มให้อย่างเป็มิตร "สวัสดีค่ะ รับอะไรดีคะ"
"สวัสดีครับ... เอ่อ... อากงจู... เอ่อ เฮียเ้าของร้านอยู่ไหมครับ พอดีผมมีเื่ด่วนจะคุยด้วย" ผมถามออกไป พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
ลูกจ้างสาวทำหน้างงเล็กน้อยก่อนจะตอบ "อ๋อ เฮียเหรอคะ ท่านเพิ่งไปต่างจังหวัดเมื่อเช้านี้เองค่ะ ไปงานแต่งญาติที่ชลบุรี"
เืทั้งตัวของผมเย็นเฉียบ ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่พังทลายลงไม่มีชิ้นดี
"ไป... ไปต่างจังหวัดเหรอครับ? แล้ว... จะกลับเมื่อไหร่ครับ?"
"น่าจะอีกสักสองสามวันเลยค่ะ มีอะไรด่วนรึเปล่าคะ หรือจะฝากข้อความไว้ให้ได้นะคะ"
...สองสามวัน...
คำนั้นเหมือนค้อนที่ทุบลงมากลางอกผม ผมต้องทนอยู่กับสภาพนี้ไปอีกสองสามวันเชียวหรือ
ผมเผลอกำสายกระเป๋าสะพายแน่นขึ้น ความคิดที่จะฝากของสำคัญชิ้นนี้ไว้กับลูกจ้างที่เขาไม่รู้จักมักคุ้นดี ถูกปัดทิ้งไปทันที
"เอ่อ... ไม่เป็ไรครับ ไม่มีอะไรด่วนมาก" ผมปั้นหน้ายิ้มที่ดูฝืดเฝื่อนที่สุด "งั้น... เดี๋ยวผมมาใหม่วันหลังดีกว่า ขอบคุณมากครับ"
ผมโค้งหัวให้เธอเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินออกจากร้านมาอย่างเชื่องช้า
ท่ามกลางความวุ่นวายและเสียงจอแจของเยาวราชยามค่ำคืน ผมกลับรู้สึกเหมือนยืนอยู่คนเดียวในโลก
ทางรอดที่ผมเคยเห็นอยู่รำไร... บัดนี้ได้หายไปแล้ว
ทิ้งให้ผมต้องเผชิญหน้ากับความแปลกประหลาดที่เกาะกุมชีวิตผมต่อไป... อย่างน้อยก็อีกสองสามวัน
--- จบตอนที่ 5 ---
สวัสดีครับนักอ่านทุกท่าน! เสวี่ยซื่อจื้อ (血誓志) / ธ.ปณิทัศน์ กลับมารายงานตัวกับตอนที่ 5 ครับ!
จากใจนักเขียน:
แย่แล้ว! แผน A ของเพ้งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เขาติดอยู่กับขุนหยก แถมทางรอดเดียว (อากงจู) ก็ไม่อยู่ เขาจะทำยังไงต่อในเมื่อมาถึง "ทางตัน" แล้ว?
เจอกันอีก 2 วันครับ!
ตอนที่ 6 "เบาะแสแรก" วันศุกร์ที่ 7 พ.ย. ครับ!
ฝากกดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้น ด้วยนะครับ! — เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์