บทที่ 14 พิธีคัดเลือกผู้สืบทอด
ภายในห้องนอนกว้างที่ตกแต่งด้วยลูกไม้และระบายสีชมพูหวานแหววหนึ่งมนุษย์หนึ่งจิ้งจอกอสูรยืนมองเหงื่อแตกพลั่กแบบไม่อยากจะกลอกตาไปสำรวจรอบๆเลยแม้แต่นิดเดียว กลัวจะไปเจออะไรน่ารักอันไม่เข้ากับหน้าตาของคนที่เข้ามาพักแล้วอยากจะฉีกทึ้งขึ้นมา
เลือกตกแต่งห้องได้ไม่ดูหน้าน้องชายตัวเองเลยเว้ย!
"เปลี่ยนไปนอนโรงแรมตอนนี้ทันไหมครับ" เทพินพึมพำพลางยกมือขึ้นกุมขมับ
"ข้าว่าไม่ทันแล้วล่ะ" เคไนน์ถอนหายใจยาว"ดึกขนาดนี้อริชาไม่มีทางปล่อยพวกเราออกไปข้างนอกแน่ๆ"
"นั่นสินะ"
"เ้าไปอาบน้ำก่อนเถอะ ส่วนข้า...คงต้องเก็บอะไรที่มันทำลายสายตาพวกนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นคืนนี้นอนไม่หลับแน่ๆ"
"งั้นก็ฝากด้วยนะเคไนน์"
เด็กหนุ่มเดินไปที่ห้องอาบน้ำทันที คฤหาสน์หลังนี้ทุกห้องมีห้องอาบน้ำในตัวอยู่แล้วฉะนั้นเขาไม่จำเป็ต้องเดินไปที่อื่นอีก เสื้อผ้าก็พร้อมเพราะเขาเตรียมมาเองเทพินใช้เวลาอาบน้ำค่อนข้างนาน น้ำอุ่นที่มีกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆช่วยให้ผ่อนคลายทำให้เขาลืมตัวนอนแช่จนกระทั่งเคไนน์มาเคาะประตูแล้วทั้งคู่ก็อาบน้ำพร้อมกันโดยเคไนน์อยู่ในร่างของจิ้งจอกอสูรจึงสามารถลงอ่างแช่น้ำได้
กว่าทั้งคู่จะขึ้นมาจากน้ำก็ชั่วโมงกว่าๆ มือเท้าเหี่ยวและซีดไปหมดแต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจนัก พวกเขามานั่งบนเตียงและผลัดกันเช็ดผมให้แห้ง
"นี่เทนพิธีเลือกผู้สืบทอดอะไรนั่นมันเป็อย่างไรหรือ" จิ้งจอกอสูรถามขณะปล่อยให้เทพินใช้ผ้าเช็ดตัวเช่นขนมันสีหน้าเคลิ้มคล้ายจะหลับได้ทุกเมื่อ
"พิธีคัดเลือกผู้สืบทอดเท่าที่ผมรู้เป็พิธีที่จัดขึ้นที่ทางวงกตใต้ดินน่ะทางวงกตก็ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่หรอกแต่ที่แย่และอันตรายก็คือบททดสอบที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง"เทพินอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือก็ขยี้ผ้าขนหนูไปด้วย"บททดสอบก็คือการต่อสู้กับสิ่งที่ปรากฏขึ้นภายในวงกต ไม่รู้เหมือนกันว่าสู้กันด้วยอะไรบ้างแต่เท่าที่เคยฟังมารุ่นก่อนๆก็คงจะสู้กับทายาทด้วยกันไม่ก็บรรพบุรุษที่เคยเข้าไปในนั้นแล้วน่ะนะพวกที่สู้ด้วยก็ไม่มีออมมือแน่ๆ เพราะงั้นเลยอันตรายถึงชีวิตไง"
"เดี๋ยวๆ สู้กับทายาทยังพอเข้าใจแต่สู้กับบรรพบุรุษนี่มันยังไงน่ะ?"
"ก็อย่างที่พูดไปนั่นแหละพิธีคัดเลือกเนี่ยคือการทำพิธีบิดเบือนห้วงมิติและเวลาดึงเอาความทรงจำของบุคคลและสถานที่ออกมาสร้างเป็ภาพเงาที่เหมาะสมเพื่อทดสอบทายาทการทดสอบก็ไม่แน่นอนนะอย่างที่บอก เป็การตอบคำถามการสู้ด้วยกำลังหรือเล่นเกมกันก็ได้อะไรแบบนั้นน่ะ"
"แล้วจะสู้ยังไงในเมื่ออีกฝ่ายเป็เพียงภาพเงาที่ไม่มีอยู่จริงน่ะ" เคไนน์ขมวดคิ้วถามอย่างฉงนเขานึกไม่ออกว่ามีเวทใดที่สามารถทำให้ภาพมายาเหมือนจริงได้แม้แต่เผ่ามายาเองยังไม่อาจทำได้เลย
"ทำได้สิ ในพิธีคือการบิดเบือนห้วงมิติและเวลาแล้วสร้างภาพมายาเสมือนใช่ไหมการสร้างร่างจำลองขึ้นมาเพียงชั่วคราวน่ะทำได้อยู่แล้ว แต่อาจจะเสียพลังไปมากหน่อยสำหรับผู้ทำพิธีน่ะ"
"ทำได้ขนาดนั้นคงเป็พิธีที่ใหญ่ไม่เบา"
"ก็ใหญ่นะเพราะใช้คนในการทำพิธีเยอะอยู่เหมือนกัน" เทพินหัวเราะเบาๆ ไม่ว่าวิธีที่ไหนที่เกี่ยวกับไกราก็ใหญ่ทั้งนั้น
"อืม..." จิ้งจอกอสูรโคลงหัวไปมา"แล้วเ้าคิดว่าจะผ่านพิธีเพื่อมาเป็ผู้นำตระกูลได้หรือเปล่าล่ะเทน"
"ไม่ครับ" เด็กหนุ่มตอบโดยไม่เสียเวลาคิด
"หา? แต่ระดับเ้าไม่น่าจะเป็สองรองใครนี่"
"ผมไม่ได้อยากเป็ผู้นำตระกูลสักหน่อยเป็แค่คนธรรมดา มีอาชีพเสริมเป็นักเก็บกวาดบ้างก็พอแล้ว ไม่ยุ่งยากด้วย"
"ก็สมเป็เ้าแล้ว" เคไนน์หัวเราะอย่างพอใจเขาคิดว่าเทพินไม่เหมาะกับตำแหน่งผู้นำตระกูลนั่นอยู่แล้ว
"เอาล่ะ ตัวแห้งแล้ว"เทพินหยิบผ้าขนหนูออกจากตัวขนๆ ของจิ้งจอกอสูรแล้ววางมันลงกับราวผ้าอย่างเป็ระเบียบ"ไปหาอะไรกินกันเถอะ หิวมากแล้วล่ะเคไนน์"
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็วเทพินที่เอาแต่เก็บตัวไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรสำหรับการทดสอบเลยนั่นกำลังเดินตามไกราคนอื่นๆในตระกูลเข้าไปยังสถานที่จัดพิธีคัดเลือกผู้สืบทอดอย่างสบายใจ
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ถูกตกแต่งด้วยไม้สักอย่างดีและดูเก่าแก่มีมนต์ขลังเหล่าทายาทของภาคีพิทักษ์จำนวนสิบกว่าคนยืนสงบนิ่งอยู่กับที่เพื่อเฝ้ารอเวลาทำพิธีคัดเลือกผู้สืบทอดผู้นำตระกูลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าพวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับญาติคนไหนทั้งสิ้นนอกจากตัวเองและภูตตัวจิ๋วที่อยู่ใกล้ตัว...แต่นั่นไม่ได้นับรวมเด็กหนุ่มตาสีม่วงเข้าไปด้วย
เพราะเทพินเป็คนเดียวที่ไม่มีภูตประจำตัวและไม่ได้นำจิ้งจอกอสูรเข้ามาร่วมในพิธีด้วย เขายืนยิ้มแย้มอย่างสุภาพแต่ดวงตากลับว่างเปล่าไม่สื่ออารมณ์ พิธีกรรมนี้น่าเบื่อแต่เพื่อไม่ให้เสียชื่อคนของตระกูลหลักมากไปกว่านี้เขาก็ต้องเข้าร่วมด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
บุคคลหลายสิบในชุดสีขาวสูงศักดิ์ทั้งชายและหญิงท่าทางที่เคร่งขรึมและพลังที่แผ่ออกมากดดันเดินเข้ามา เทพินเบนสายตาไปมาเล็กน้อยด้วยความสนใจ
พวกเขาทั้งหมดเดินไปยืนอยู่ที่กำแพงด้านหนึ่งทั้งหมด แล้วก้มหน้าสงบนิ่งอยู่กับทีราวกับ้าทำสมาธิเป็ระยะเวลานาน
หลังจากพวกเขาทำสมาธิกันเรียบร้อยแล้วชายชราผู้เป็ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันก็ปรบมือสามครั้งเป็การให้สัญญาณเสียงสวดคาถาดังเป็จังหวะกังวานไปทั่วทั้งห้อง พลังที่แผ่ออกมากดดันมหาศาลขนาดทำให้ทายาททั้งหลายภายในห้องรู้สึกสั่นไหวแทบจะยืนไม่อยู่แต่นั่นกลับไม่มีผลอะไรกับเด็กหนุ่มตาสีม่วงเลยแม้แต่น้อย...
แรงกดดันจากพลังสลายไปก่อนจะได้ััตัวของเขา
เมื่อเสียงสวดจบลงแรงกดดันที่หนักหน่วงยิ่งเพิ่มขึ้นอีกเป็เท่าตัว ก่อนที่เหล่าคนในชุดสูงศักดิ์ทั้งหลายจะยืนแยกเป็แถวสองข้างราวกับรั้วกันทางเดินให้กับพวกเขาและพอแรงกดดันเริ่มเบาบางลงที่กำแพงปรากฏประตูสีฟ้าเทาบานใหญ่ลวดลายบนบานประตูเป็ดอกไม้หลากหลายพันธุ์บานอยู่ที่ประตูฝั่งซ้ายมีสลักลายพระอาทิตย์ไว้อย่างงดงามและประตูฝั่งขวามีลายพระจันทร์และดวงดาวขอบบานประตูสลักอักษรเป็ภาษาที่อ่านไม่ออกและคิดว่าไม่มีคนเข้าใจ เทพินมองบานประตูที่เปิดออกช้าๆกลิ่นอายของเวทที่พัดผ่านออกมาจากบานประตูทำให้เขาขยับยิ้มกว้างออกไปอย่างลืมตัว
'กลิ่นอายให้ความรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ' เทพินคิดในใจ
พิธีนี้คือการรวมพลังของเหล่าทายาทรุ่นก่อนโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็สายพลังใดเพื่อมาเปิดประตูสู่ทางวงกตแห่งการทดสอบ และการรวมพลังกันแบบนี้เองก็ทำให้พลังทั้งหลายเป็หนึ่งเดียวได้แต่ภายในความเป็หนึ่งเดียวก็ยังมีความยุ่งเหยิงซับซ้อนอยู่เป็พลังที่อธิบายไม่ได้ว่าแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ อ่อนโยนหรือแข็งกร้าว
มันมีลักษณะคล้ายกับพลังของเขาแต่ว่าพลังเขาไม่ได้แข็งแกร่ง มันทั้งพยศและมั่วซั่ว...แต่กระนั้นก็ยังมีความอ่อนโยนอยู่บ้าง
"เอาล่ะ นับจากนี้พวกเขาทุกคนจะต้องเดินเข้าไปในประตูนี้เพื่อเข้าสู่วงกตแห่งการทดสอบทีละคนพวกเขาจะออกมาจากวงกตแห่งการทดสอบไม่ได้จนกว่าจะมีผู้ผ่านการทดสอบคัดเลือกและผู้ที่ผ่านการทดสอบคัดเลือกนั้นจะมีได้เพียงหนึ่งเดียว..."
เหล่าทายาททั้งหมดเงียบฟังใบหน้าของแต่ละคนเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
"เราขออวยพรให้ลูกหลานทุกคน...จงแสดงพลังทั้งที่พวกเธอมีออกมาเพื่อให้เหล่าบรรพบุรุษได้ประจักษ์จงตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทในการทดสอบไม่มีอะไรง่ายดาย และสุดท้ายขอให้พวกเธอจงโชคดี...เราจะรออยู่ที่ปลายทางของวงกตแห่งการทดสอบนี้ลูกหลานแห่งภาคีพิทักษ์เอ๋ย"
"ขอบคุณครับ/ค่ะ"เหล่าทายาทยกมือขึ้นไหว้รับพรจากผู้สูงวัย ก่อนจะหันหน้าไปที่ประตูทั้งหมดก่อนจะค่อยๆ ทยอยเดินเข้าไปในประตูที่ละคนตามลำดับอายุ ซึ่งเทพินเป็คนสุดท้ายที่จะต้องเดินเข้าไป
เทพินที่หลับตาเพราะแสงที่ส่องก่อนเดินเข้าประตูมาค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วกะพริบตาถี่ๆ เพราะปรับแสง จากนั้นก็หันมองซ้ายมองขวาในทันที
เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มเป็ทางเดินวงกตสีขาวมุกที่ราบเรียบและแวววาวมันสวยมากกว่าที่เคยจิตนาการเอาไว้ ที่จริงเขาคิดว่าทางมันคงจะเป็อะไรที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้และผุกร่อนไปตามกาลเวลาเสียอีกแต่นี่กลับกลายเป็ทางที่สวยงามได้อย่างเหลือเชื่อจนคิดว่ามันอาจจะเป็ภาพลวงตา
เทพินลองเอามือไปัักับกำแพงสีขาวมุกนั่นดูความเรียบลื่นที่ััได้เป็ของจริงทำให้เด็กหนุ่มตาสีม่วงขมวดคิ้วก่อนจะลองเพ่งสายตาดูว่ามันภาพลวงตาที่สมจริงถึงการััหรือเปล่า...แต่เหมือนเดิม สิ่งที่เห็นยังเป็ภาพเดิมจนเขาแปลกใจมันไม่ใช่ทั้งภาพลวงตาหรือการลวงประสาทััแต่เป็ของจริงแท้ๆ เลยล่ะ
'สิ้นเปลืองค่าซ่อมบำรุงไปเท่าไหร่กันนะกับของพวกนี้' เทพินลองคิดคำนวณถึงเม็ดเงินที่ต้องจ่ายไปกับการบำรุงรักษาทางวงกตนี่แล้วก็แทบจะน้ำตาไหลออกมาเลยเงินที่เสียไปก็เป็เลขหลายหลักอยู่นะ
แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาเสียใจกับเงินซ่อมบำรุงกำแพง
"เอ... ซ้ายหรือขวาดีนะ?"เด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวา เขาไม่ได้คาดหวังที่จะออกจากที่นี่เป็คนแรกแต่จะให้นั่งรออยู่เฉยๆ มันก็ออกจะน่าเบื่อเกินไปเขากลัวว่าตัวเองจะหลับในระหว่างที่รอมากกว่า
"ขวา... ไอเวทของไกราแรงดี...งั้นไปทางซ้ายแล้วกัน" เทพินพึมพำก่อนจะเดินไปทางซ้ายอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดอีก
ฮึ! ใครมันจะไปโง่หาเื่เจ็บตัวด้วยการปะทะกับไกรากัน
เทพินเดินวนอยู่ในทางวงกตไปเรื่อยๆ เพื่อสำรวจสถานที่ไปเรื่อยๆกับพยายามหลีกเลี่ยงทิศทางที่มีพลังเวทสูงเพราะเขาไม่อยากจะปะทะกับไกราบรรพบุรุษคนไหนทั้งนั้น
เขาก็แค่คนธรรมดา สู้ไกราไม่ได้หรอกน่า...
ในขณะเดียวกันทางด้านจิ้งจอกอสูรที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีการคัดเลือกก็กำลังวุ่นวายอยู่กับหีบทองคำเขากำลังศึกษากลไกลของหีบอย่างละเอียดเพื่อจะได้ใช้พลังในการผนึกพลังเทพเปื้อนมลทินได้อย่างเด็ดขาดโดยไม่ต้องพึ่งเทพิน
เทพินนั้นมีพลังขนาดผนึกและสลายพลังได้อย่างเป็ธรรมชาติและง่ายดายยิ่งกว่าหีบทองคำขนาดเทพในสรวง์ยังทำอย่างเขาไม่ได้ ถ้าพวกเขาจะทำก็ต้องมีพลังมหาศาลและต้องมีคาถาที่ผนึกด้วยไม่ใช่ใช้พลังดิบๆ ก็ทำได้เลยเหมือนใครบ้างคน
งัดแงะอยู่นานก็รู้สึกว่าไม่คืบหน้าก็วางหีบลงแล้วถอนหายใจเขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของเทพินแล้วกลิ้งไปมา คิดจะงีบหลับเพื่อพักสมองแต่พริบตาต่อมาก็ลุกพรวดขึ้นจากเตียงไปเกาะหน้าต่าง
"ัันี่มัน..."
เขารู้สึกได้ ััที่คุ้นเคยแต่เกลียดเข้าไส้
แต่เพียงไม่นานัันั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยจิ้งจอกอสูรขมวดคิ้วทำท่าจะออกไปตามหา แต่ก็ชั่งใจไว้เขาไม่ควรออกไปนอกคฤหาสน์สุ่มสี่สุ่มห้าเดี๋ยวจะเข้ามาไม่ได้และเทพินเองก็ไม่ชอบใจด้วยหากเขาออกไปไหนโดยไม่บอกกล่าว
งั้นรอเทพินกลับมาก่อนก็แล้วกัน
เทพินที่เดินวนอยู่ในวงกตสีขาวมุกเป็เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว
"เอ... ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของวงกตแล้วนะเหมือนจะเดินกลับมาที่เดิมหรือเปล่าหว่า" เด็กหนุ่มตาสีม่วงมองซ้ายมองขวาเหมือนไม่ค่อยแน่ใจนักเพราะตลอดเส้นทางเป็ผนังสีขาวมุกเรียบๆเหมือนกันหมดเลยสังเกตได้ยากว่าอยู่ส่วนไหน
"เพราะมัวแต่เดินทางเลี่ยงหรือเปล่านะ"เทพินยกมือขึ้นแตะปลายคาง "ต้องลองเสี่ยงไปทางที่มีพลังสูงๆบ้างแล้วล่ะมั้ง"
คิดได้ดังนั้นเทพินก็เริ่มเดินไปยังทิศทางที่มีพลังระยะมันห่างจากเขาไปค่อนข้างไกลสักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับหาไม่เจอเส้นทางวงกตที่คดเคี้ยวแต่เขาก็ไปถึงจุดหมายได้เมื่อเลี้ยวข้างหน้าก็ถึงจุดที่มีพลังเวทสูง...
"เอ๊ะ? ...ว่างเปล่า?"พอมาถึงพลังที่ควรจะมีกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้เด็กหนุ่มขมวดคิ้วอย่างฉงนเขาออกเดินกันอีกครั้ง เมื่อถึงทางเลี้ยวก็เลี้ยวไปด้านที่มีพลังมากอย่างคาดหวังแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับว่างเปล่าเหมือนเช่นเคย และยิ่งเดินไปหาอีกสองจุดก็ยังไม่พบคิ้วก็ขมวดเข้าหากันแน่และเขาก็หยุดเดินแล้ว
'มันไม่ปกติ...' เด็กหนุ่มรำพึงในใจ
ไปทางที่ไม่มีพลังเขาก็ไม่พบอะไร แต่พอเดินไปทางที่มีพลังก็ไม่มีสิ่งใดเช่นกันเื่แบบนี้มันมีด้วยเหรอ เื่บังเอิญ? หรือเป็ความผิดพลาดของพิธี?แต่ไม่ว่ายังไงก็ช่างมันก่อนเถอะตอนนี้เขา้าที่จะรู้เื่ตรงหน้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เทพินออกตัววิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเขาวิ่งเลี้ยวซ้ายขวาสลับกันไปมาอยู่หลายช่องทางแน่นอนว่าทางที่ไปล้วนแต่เป็ด้านที่มีคลื่นพลังทั้งสิ้นพลังที่ััได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่พบเจอ แต่สิ่งที่รอเขาอยู่กลับเป็ความว่างเปล่าเช่นเคยว่างเปล่าเสียจนหงุดหงิด
"หมายความว่ายังไงกันเนี่ยทำไมถึงไม่เจออะไรเลยล่ะ" เทพินบ่นออกมาในที่สุดหลังจากใช้เวลาวิ่งไล่หาพลังเวทมาครึ่งชั่วโมงแล้ว
"หรือที่ไม่เจออะไรเลยเพราะว่าผมไม่มีคุณสมบัติของตระกูลหรือเปล่า"เทพินครุ่นคิดในสิ่งที่เป็ไปได้ "เพราะไม่มีภูตเหมือนคนอื่นๆเลยไม่ได้เจออะไรพวกนั้น"
'ก็มีความเป็ไปได้อยู่' เทพินพยักหน้าให้ตัวเอง
เทพินเดินต่อไปอย่างไม่รีบร้อนเขาััได้ถึงพลังสูงสุดภายในเขาวงกตแห่งนี้ แต่พอเดินเลี้ยวทางข้างหน้าก็ชะงักเท้าทันทีเมื่อพบเห็นบางสิ่ง...
ตรงหน้าของพวกเขาไม่ใช่ความว่างเปล่าอย่างเช่นทุกทีแสงสีฟ้าอ่อนขนาดเท่าหิ่งห้อยกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ จากนั้นแสงทั้งหมดก็ค่อยๆเคลื่อนตัวมารวมกันช้าๆ ก่อเกิดเป็รูปร่างของมนุษย์ที่ดูบอบบางเมื่อแสงมารวมตัวกันจนหมดมันก็สว่างวาบขึ้นในชั่วพริบตาก่อนจะหายไปสิ่งที่ปรากฏแทนที่แสงนั้นเป็ร่างของหญิงสาวในชุดโบราณสวยงามใบหน้านั้นสวยอย่างที่ไม่เคยพบเจอเส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกม้วนเป็มวยไว้ด้านหลังแล้วประดับด้วยดอกไม้สีขาวสะอาดตาดวงตาสีครามมีประกายระยับนั้นจ้องมองมาที่เด็กหนุ่มรอยยิ้มอันแสนนุ่นนวลนั้นทำให้วงหน้าของเธอดูน่ามองอย่างประหลาดเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นทักทาย
"สวัสดี"
เมื่อถูกทักทายเทพินก็เอ่ยกลับด้วยท่าทีลนลาน
"สะ... สวัสดีครับ เอ่อ... คุณคือ...?"
"เราชื่อ 'เกวน ภาคีพิทักษ์' ยินดีที่ได้พบกันนะ ทายาทสายตรงผู้ทรงสิทธิ์ เทพิน ภาคีพิทักษ์"
"!?!"เทพินสะดุ้งเมื่อถูกอีกฝ่ายเอ่ยชื่อจริงของตัวเองออกมา "คุณ...คุณรู้จักชื่อของผมได้ยังไงกัน?"
เมื่อเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มที่ทั้งใและกระวนกระวายหญิงสาวเบื้องหน้าปิดปากหัวเราะออกมาเบาๆเธอยิ้มอย่างเอ็นดูให้กับเขาก่อนจะกล่าวเสียงหวานที่กลั้วหัวเราะ
"เราก็ต้องรู้จักอยู่แล้วในเมื่อสถานที่แห่งนี้เป็สถานที่ทดสอบเหล่าทายาทผู้ที่เข้ามาในพิธีจะต้องจารึกนามของตน นามของผู้ร่วมพิธีจะสลักอยู่ในความทรงจำของบรรพบุรุษที่ปรากฏตัวขึ้นมาทดสอบอีกทั้งนี่เป็มิติพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อดึงความทรงจำและเสี้ยวิญญาของเหล่าบรรพบุรุษออกมาไม่ได้เป็ตัวตนจริงฉะนั้นแล้วการที่จะสามารถรับรู้ชื่อของพวกเ้าได้ก็ไม่นับว่าเป็เื่แปลกอันใด"
"อ๋อ เข้าใจล่ะ การทำงานของพิธีนี้สมบูรณ์จริงๆไม่คิดว่าจะทำอย่างนี้ได้ด้วย" เทพินพยักหน้าหงิกๆ อย่างเข้าใจ
"มันก็ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่หรอกนะเพราะรู้ได้แต่ผู้จารึกนาม...แต่การที่สามารถเรียกเราผู้เป็ต้นตระกูลได้เช่นนี้ต่างหากที่ทำให้พิธีกรรมนี้สมบูรณ์"
"เอ๊ะ?"
"เ้าคงไม่รู้เื่สินะ ก็ไม่แปลกหรอกในเมื่อเื่นี้ไม่ได้จารึกลงในศิลาเวทนี่นา"หญิงสาวหัวเราะคิกคักอย่างงามสง่า "แต่ไหนๆ มันก็บรรลุจุดประสงค์พิธีแล้วก็ต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ทำประโยชน์สูงสุดเถอะ"
"คุณคิดจะทำอะไรจะทดสอบผมในฐานะว่าที่ผู้นำตระกูลคนถัดไปหรือครับ?"เทพินหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจ ถึงอีกฝ่ายจะเป็ต้นตระกูลของเขาก็ตาม
"การทดสอบ... อ้อ! จริงสิ ทายาททั่วไปเข้าใจว่านี่เป็พิธีการคัดเลือกผู้นำคนต่อไปของตระกูลสินะแย่จริงเชียวที่เราลืมเื่เช่นนี้ได้" เกวนทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกออกดูเหมือนแค่เปลี่ยนเื่คุยนิดหน่อยหญิงสาวตรงหน้าก็ลืมเื่สำคัญไปเสียแล้วนั่นทำให้ทั้งเทพินมองเธอด้วยสายตาเอือมระอาเบาๆ
"นี่คุณมีแก่ใจจะทดสอบหรือเปล่าน่ะ" เทพินพูดออกไปอย่างอดไม่ได้
"ไม่มีแก่ใจจะทดสอบเลยจ้ะ" เกวนตอบกลับมาทันทีแบบไม่คิดเลยทำให้คนถามถลึงตาใส่อย่างลืมตัว
"ว่าไงนะ!?"
"ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีแก่ใจจะทดสอบเลยแม้แต่น้อยเพราะงั้นเราจะไม่ทดสอบใดๆ ทั้งสิ้น" หญิงสาวตอบพลางยิ้มสดใสผิดกับเด็กหนุ่มที่ตอนนี้หน้ามุ่ยลงไปแล้ว
"ทำไมถึงไม่มีการทดสอบล่ะหรือเพราะว่ามีเหตุจำเป็อื่นที่สำคัญกว่าการทดสอบ" เทพินเอ่ยถามออกไปก่อนจะหรี่ตาสีม่วงมองอีกฝ่าย"แล้วที่ปรากฏตัวออกมาน่ะ คงไม่ใช่แค่ออกมาแนะนำตัวเฉยๆ หรอกใช่ไหมครับ คุณเกวนภาคีพิทักษ์"
"ฉลาดจ้ะ" เกวนเอ่ยชม "ถูกแล้วเราไม่ได้เพียงปรากฏตัวเฉยๆ แต่มาเพื่อขัดขวางต่างหากเล่า"
"ขัดขวาง? ทำไมล่ะ?"
"ที่ต้องขัดขวางนั้นก็เพราะไม่อยากให้เ้าได้ขึ้นเป็ว่าที่ผู้นำตระกูลยังไงล่ะเทพิน"เกวนยิ้มหวานก่อนจะกางมือออกไปเรียกศัสตราวุธคู่มือออกมาถือมือบางควงง้าวสีเงินเอาไว้แล้วหันปลายง้าวมาทางเด็กหนุ่ม"หากคิดที่จะเป็ผู้นำตระกูลล่ะก็... จงผ่านเราไปให้ได้เสียหนุ่มน้อย"
"หา?!"เทพินอ้าปากค้างมองหญิงสาวต้องหน้าตาโต ก่อนจะเผลอด่าอีกฝ่ายไปอย่างลืมตัว"นี่คุณบ้าหรือเปล่าเนี่ย!"
"เอ๊ะ? เมื่อกี้ว่าอะไรนะ" เกวนที่ถูกว่ากะทันหันชะงักไปเล็กน้อย
"ก็... ผมก็ไม่ได้อยากจะว่าหรอกนะแต่คุณท่านวางอาวุธลงเถอะครับ" เด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็ทำหน้าอึดอัดใจ"จริงๆ แล้วผมเองก็ไม่ได้คิดจะเป็ผู้นำตระกูลอยู่แล้ว เพราะงั้นเราไม่จำเป็ต้องสู้กันให้เสียเวลาหรอกครับ"
"เอ๊ะ? จริงเหรอ?" เกวนทำหน้างุนงงจ้องเด็กหนุ่มเหมือนไม่เชื่อ
"ผมพูดจริงไม่งั้นผ่านมาเป็เกือบสองชั่วโมงผมจะเพิ่งเจอคุณหรือไง"
"เอ๊ะ? เอ๋!?!"หญิงสาวสลายอาวุธในมือทิ้งไปทันที "แล้วทำไมไม่บอกกันั้แ่แรกเล่า!!"
"ก็แล้วทำไมไม่ถามกันก่อนเล่า..." เทพินพูดเสียงอ่อยพลางถอนหายใจออกมาอย่างหมดอาลัยตาย ทำไมบรรพบุรุษของเขาเอ๋ออย่างนี้ได้ล่ะเนี่ย
บรรพบุรุษสาวส่งเสียงโวยวายและแสดงอาการฟึดฟัดน่ารักออกมากับเื่การชักอาวุธข่มขู่เก้อก่อนจะเก็บมันกลับมามายืนจ้องหน้าสำรวจเทพินอย่างจริงๆ จังๆ
"อื้ม เ้าเป็เด็กที่หน้าตาน่ารักผิดคาดไปเลยนะเทพิน"เกวนเอ่ยเปิดประเด็นขึ้นหลังจากที่สำรวจเขาละเอียดทุกส่วนแล้ว เทพินมองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะกลอกตาหนีไปอีกทาง
"ก็... ตามนั้นแหละครับ"เขาไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายไปว่าอย่างไรดี หน้าตามันเป็แบบนี้ก็เพราะพันธุกรรมนั่นแหละแต่จะชมยังไงก็ได้เขาไม่เหลิงหรอกนะ
"แต่ดวงตาของเ้าดูหม่นแสงไปหน่อยนะถึงแม้มันจะสีสวยมากก็ตามที"หญิงสาวกล่าว ก่อนจะยกมือขึ้นลูบแก้มเทพินอย่างแ่เบา ััของมือที่เทพินรู้สึกได้ไม่ใช่ความอบอุ่นแต่เป็ความเย็นะเืราวกับไม่ใช่มือของมนุษย์มันก็คงเป็อย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ ก็ในเมื่อคนตรงหน้าไม่ใช่ 'คนเป็'แต่เป็เศษเสี้ยวิญญาและความทรงจำของบรรพบุรุษ จะเรียกว่า 'คนตาย' เลยก็คงไม่ผิด
"จะสีสวยหรือหม่นแสงก็ช่างมันเถอะครับมันไม่ได้น่าสนใจสักหน่อย" เด็กหนุ่มปัดมือของเกวนออกไป"อย่ามัวแต่คุยสัพเพเหระอยู่เลย เข้าเื่กันได้แล้วล่ะครับ"
"หืม? เ้านี่ใจร้อนจังเลยนะหนุ่มน้อย"
"ผมใจเย็นมากแล้วต่างหากถ้าใจร้อนเราคงไม่ได้มานั่งคุยกันอย่างนี้หรอกครับคุณบรรพบุรุษ"
"นี่ขนาดใจเย็นมากแล้วนะเนี่ย"หญิงสาวตรงหน้าหัวเราะอย่างล้อเลียน แต่เทพินไม่ได้แสดงท่าทางโกรธเคียงอะไรท่าทางของเขายังเรียบเรื่อยสบายๆ
"เอาเถอะ ถ้าคุณไม่พูดผมเริ่มเองก็แล้วกัน"เทพินกล่าวก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ "ไม่ทราบว่าทำไมถึงต้องออกมาขัดขวางผมด้วยล่ะปกติแล้วบรรพบุรุษจะทำเพียงแค่ 'ทดสอบ'คุณสมบัติของทายาทไม่ใช่เหรอ?"
เกวนเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนจะปรบมือเบาๆอย่างถูกใจกับคำถามของเทพินในทันที "โอ้!ถามปุ๊บก็เข้าประเด็นหลักเลยหรือ สมแล้วที่ฉลาด..."
"อย่าพูดเบี่ยงประเด็นตอนนี้เลย ผมไม่ขำด้วยหรอกนะ"
"จริงจังเกินไปแล้วนะเทพิน"หญิงสาวตรงหน้าถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย "เราตอบก็ได้...ที่เราออกมาขัดขวางก็เพื่อไม่ให้เ้าเป็ว่าที่ผู้นำตระกูลอย่างไรเล่า เพื่อที่จะให้เ้าทำหน้าที่หนึ่งได้อย่างไม่ต้องพะวงน่ะจิติญญาและพลังที่เหมาะจะทำหน้าที่นั้นมากที่สุดในรอบหมื่นปี"
"หน้าที่อะไรครับ?" เทพินถามออกไปบ้าง เขามีหน้าที่อะไรกันไม่เห็นเคยได้ยินเื่นี้มาก่อนเลย "จิติญญาและพลังของผมมันยังไงน่ะ?"
"ข้ากำลังจะเล่าให้ฟังอยู่นี่อย่างไรเล่า"เกวนหัวเราะขบขัน "เ้าคงคิดไม่ถึงแน่เด็กน้อย ถึงตัวตนของเ้าความลับที่มีเพียงเบื้องบนเท่านั้นที่รับรู้ และจิติญญาพิเศษเพียงหนึ่งเดียวในโลกใบนี้"