ตอนที่151 ให้ปากคำ
หยางจุ้นไปส่งแฟนสาวที่คฤหาสน์หรูเสร็จเรียบร้อยเขากล่าวอำลาเธอด้วยความอาลัยทว่าจำเป็นที่จะต้องกลับไปค้นหาแหล่งหลบซ่อนตัวของเดฟเวิลต่อ เพราะต้องการช่วยให้เด็กสาวมีความปลอดภัยมากกว่า
เสิ่นลี่อิงกลับเข้าห้องพักตนเองโดยมีคาโยและหญิงรับใช้ช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและการแต่งกายของเธอจากนั้นเธออาบน้ำเปลี่ยนใส่ชุดนอน แล้วนั่งบนเตียงพลางทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในงานเลี้ยง
“โชคดีที่หยางจุ้นช่วยฉันจัดการศัตรูวันนี้กำจัดไปได้สามคน นับไม่ว่าเสียทีที่จัดงานขึ้นมา ขอบใจมากนะเอมิเลีย”
เด็กสาวแค่นเสียงอย่างเยาะเย้ยและสมเพชเอมิเลียซึ่งอีกฝ่ายต้องตายจากผลของดาบนั้นคืนสนองพลางรู้สึกโชคดีที่มีความรู้เรื่องยาพิษขึ้นมาจนช่วยทำให้ตนเองรอดตายได้อย่างหวุดหวิด
“ยังดีที่ฉันสามารถใช้พลังจิตมองเห็นยาพิษนั้นได้หากไม่มีพลังจิต และไม่มีความรู้เรื่องยาพิษ ฉันคงตายด้วยน้ำมือพวกญาติเลว ๆแน่เลย ท่านอันเดรสช่างเก่งกาจเสียจริง ที่อยู่ท่ามกลางพวกตัวร้ายได้”
เด็กสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ตนมีทักษะสำคัญจนสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมกับพลิกผันวิกฤติเป็นโอกาสแล้วทำให้ศัตรูเสียชีวิตไปเอง
เธอนึกเห็นใจชายชราผู้มีพระคุณซึ่งสามารถดำรงตนท่ามกลางญาติชั่วร้ายได้เป็นเวลานานในขณะที่เธอพบเห็นญาติฝั่งซ้ายเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่ารู้สึกเกลียดชังพวกเขาแทนชายชราเป็นอย่างมาก
“สงสัยพรุ่งนี้ฉันคงไปถึงโรงพยาบาลสายแน่ๆ อาจารย์คงไม่ว่าอะไรฉันหรอกนะ ไม่รู้ว่าคนป่วยที่นั่นหนักหนาขนาดไหน?”
เสิ่นลี่อิงหวนกลับมาคิดถึงภารกิจที่มีนัดหมายไว้กับชายชราบาร์โทลิก่อนหน้าโดยคิดว่าตนคงเสียเวลาในการตอบคำถามของตำรวจนานพอสมควรพลางอยากรู้อาการของคนป่วยพิเศษที่เขาจะพาไปฝึกฝน
ในที่สุดเธอเลือกที่จะฝึกฝนพลังจิตต่ออย่างมุ่งมั่นเพราะรับรู้ได้ถึงพลังที่ช่วยให้ตนรอดชีวิตมาได้ โดยปล่อยวางเรื่องวุ่นวายของวันพรุ่งนี้ออกไปก่อน
“ฝึกฝนพลังจิตต่อดีกว่าคิดมากไปก็ปวดหัว” เสิ่นลี่อิงพึมพำข้อความสุดท้ายก่อนเริ่มต้นฝึกฝนพลังจิต
..........
รุ่งเช้าเสิ่นลี่อิงได้รับแจ้งจากอัลวาโรแต่เช้าโดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสามคนมาขอพบเพื่อสอบปากคำในเวลาแปดนาฬิกา เธอมอบหมายให้อัลวาโรทำหน้าที่ให้ปากคำกับทางตำรวจไปก่อน
ทั้งนี้เธอตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกฝนทักษะต่อสูหย่งเหิงเป็นประจำทุกวันอยู่แล้วจึงไม่เป็นปัญหาในการพบกับตำรวจตามเวลานัดหมาย
หลังจากเสิ่นลี่อิงกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยคาโยเอ่ยกับเจ้านายด้วยความกังวลและห่วงใยว่า
“นายท่านคะ เรื่องวุ่นวายคงไม่มาถึงนายท่านหรอกใช่ไหมคะ?”
เสิ่นลี่อิงเข้าใจความหมายของคาโยที่สื่อสารออกมาเป็นอย่างดีเธอตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า
“ไม่ต้องกังวลหรอกคาโยหากตำรวจสอบถามอะไร ก็ตอบไปตามที่เห็นในงานนั่นแหละ”
เธอเอ่ยให้แม่บ้านคนสนิทฟังอย่างไม่กังวลใจพลางคิดว่าเรื่องการสับเปลี่ยนแก้วแชมเปญมีเพียงตนและหยางจุ้นเท่านั้นที่เข้าใจและรับรู้เรื่องราวทั้งหลายเป็นอย่างดี
ประการสำคัญเธอไม่ได้บอกกับคาโยหรืออัลวาโรในเรื่องที่เกิดขึ้นฉะนั้นจึงไม่เป็นกังวลหากคนสนิทของตนถูกตำรวจซักไซ้ไล่เลียงแต่อย่างใด
“เข้าใจแล้วค่ะ”คาโยตอบรับคำสั่งของเจ้านายด้วยความสบายใจ
ทว่าส่วนลึกในใจของคาโยกลับรู้สึกดีที่ญาติฝั่งซ้ายของเจ้านายเก่าเสียชีวิตไปพร้อมกันสามคนซึ่งช่วยให้เจ้านายคนปัจจุบันลดปัญหาจากญาติที่ทรงอิทธิพลลงไปได้
จากนั้นเสิ่นลี่อิงเดินออกจากห้องอาหารไปพบตำรวจทั้งสามคนในห้องโถงรับแขกเธอพบว่าอัลวาโรเสร็จสิ้นการให้ปากคำกับทางตำรวจเรียบร้อยพอดี
เธอเดินไปนั่งบนโซฟาตัวใหญ่อย่างสง่างามโดยกวาดสายตามองสำรวจตำรวจทั้งสามคนด้วยความสนใจ
สารวัตรไอเดนเป็นหัวหน้าทีมตำรวจเข้ามาสอบปากคำผู้นำตระกูลเฟอนันโดคนใหม่ทีแรกเขาตั้งใจที่จะวางก้ามเล็กน้อยเพราะเห็นว่าผู้นำตระกูลเป็นเพียงเด็กสาวแสนสวยเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเขาจำเป็นต้องส่งสัญญาณให้กับลูกน้องที่มาด้วยอีกสองคนเพื่อลุกขึ้นยืนทำความเคารพเด็กสาวที่เดินเข้ามานั่งบนโซฟาอย่างสง่างามด้วยความหวาดเกรง
เขาสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับจากตัวเด็กสาวซึ่งคล้ายคลึงกับชายชราอันเดรสเมื่อครั้งที่เขามาตรวจสอบงานบางอย่างในคฤหาสน์หลังนี้โดยพบว่าเด็กสาวและชายชราอันเดรสต่างมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากัน จนทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นใน
ทันใด
“สวัสดีครับท่านผู้นำพวกผมมาขอรบกวนสอบปากคำ เรื่องงานเลี้ยงเมื่อคืนหน่อยครับ”
สารวัตรไอเดนเอ่ยบอกเด็กสาวแสนสวยตรงหน้าด้วยความเคารพขึ้นมาทันทีทันใด
“ยินดีค่ะเชิญพวกคุณทุกคนนั่งได้แล้ว” เสิ่นลี่อิงพยักหน้ารับรู้เธอเอ่ยปากอนุญาตให้พวกเขานั่งลงได้
ก่อนหน้านั้นเธอลอบส่งพลังจิตตรวจสอบพวกเขาเพื่อค้นหาว่าเป็นคนจากญาติฝั่งซ้ายหรือไม่พอพบว่าพวกเขามาสอบปากคำตามหน้าที่เท่านั้น โดยไม่มีความรู้สึกอื่นใดแอบแฝงอยู่จึงผ่อนลมหายใจด้วยความผ่อนคลาย
“ขอบคุณมากครับ”สารวัตรไอเดนและตำรวจอีกสองคนกล่าวขอบคุณเธอด้วยความยินดี
จากนั้นสารวัตรไอเดนนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามแล้วเริ่มต้นซักถามเธอตามหน้าที่ว่า
“ขอโทษนะครับไม่ทราบว่าเมื่อวานนี้ท่านผู้นำ พบปะคุณเอมิเลียกับคุณเฟาส์ติโนเวลาไหนและยังไงบ้างครับ?ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย”
เสิ่นลี่อิงยิ้มใจเย็นเธอเปิดโทรศัพท์เพื่ออัดเสียงสนทนาไว้ก่อนหน้าแล้วร่วมกับการมีกล้องวงจรปิดอยู่ในห้องโถงซึ่งสามารถรับฟังได้ทั้งภาพและเสียงอย่างชัดเจนจึงไม่เป็นกังวลหากตำรวจมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การของตนเองกับลูกน้อง
เธอเริ่มต้นเล่าให้ตำรวจฟังตามจริงโดยกล่าวถึงเฉพาะการเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงเท่านั้นว่า
“ฉันมีภารกิจที่ต้องทำหลายอย่างและหลายสถานที่ แต่ฉันเพิ่งจะได้พบกับคุณเอมิเลียหรือคุณเฟาส์ติโนเฉพาะในงาน
เลี้ยงเท่านั้นซึ่งในงานเลี้ยงฉันก็ได้สนทนากับทั้งสองคนไม่กี่ประโยคต่อมาฉันก็ต้องขึ้นไปกล่าวทักทายแขกเหรื่อบนเวทีแล้ว ฉันไม่ได้อยู่กับพวกเขาตลอดเวลาเพราะต้องทำหน้าที่ของผู้นำตระกูล”
“ฉันเชื่อว่าตำรวจคงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องจัดเลี้ยงแล้วคงสามารถวิเคราะห์ได้กระมังว่าฉันอยู่ในจุดไหน และอยู่กับใครบ้าง เหตุที่เกิดขึ้น ฉันเองก็รู้สึกแย่เหมือนกันไม่คิดว่าญาติของท่านอันเดรส จะด่วนจากไปเร็วขนาดนี้”
เสิ่นลี่อิงกล่าวตอบตำรวจด้วยท่าทางเศร้าสร้อยซึ่งเธอรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของทั้งสามคนอย่างเป็นทางการตั้งแต่กลับมาถึงคฤหาสน์แล้วจึงกล่าวแสดงความรู้สึกเศร้าโศกซึ่งเป็นหนึ่งในการแสดงที่เธอตั้งใจ
สารวัตรไอเดนถอนหายใจด้วยความเข้าใจความรู้สึกพลิกผันที่เกิดขึ้นกับเด็กสาวถึงแม้เขาจะรับรู้ความขัดแย้งระหว่างบรรดาสมาชิกในตระกูลดังของประเทศก็ตาม
ทว่าเขาไม่พบสิ่งใดที่จะใช้เชื่อมโยงระหว่างเด็กสาวผู้นำตระกูลคนใหม่กับผู้เสียชีวิตทั้งสามรายได้อย่างชัดเจน เนื่องด้วยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นอย่างชัดจนว่าเด็กสาวพบปะกับแต่ละคนเพียงผิวเผิน
ประการสำคัญการโอบกอดทักทายระหว่างเด็กสาวกับเอมิเลียเป็นไปตามสถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อน จึงไม่มีเหตุที่จะใช้
เชื่อมโยงได้
อนึ่งผลการชันสูตรเบื้องต้นยังไม่ออกมาชัดเจนทว่าเขาได้รับคำสั่งให้มาสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องหลักในงานเลี้ยงไปก่อน
จากนั้นเขาถึงจะไปสอบปากคำแขกเหรื่อคนอื่นที่ได้ใกล้ชิดกับผู้เสียชีวิตในงานเลี้ยงซึ่งทางตำรวจสามารถสอบปากคำได้เป็นบางคนเท่านั้น
อนึ่งแขกเหรื่อในงานเลี้ยงเปิดตัวผู้นำตระกูลเฟอนันโดหลายคนมาจากต่างประเทศและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ฉะนั้นทีมเขาจึงเลือกที่จะสอบปากคำเฉพาะกลุ่มคนในประเทศก่อน
สารวัตรไอเดนสอบถามเสิ่นลี่อิงอีกเล็กน้อยเมื่อไม่พบพิรุธหรือข้อมูลใดที่จะเป็นประโยชน์อีก เขาและลูกน้องขอตัวที่จะสอบปากคำคาโยต่อเนื่องจากเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่อยู่ในงานเลี้ยงด้วยเช่นกัน
เสิ่นลี่อิงเปิดโอกาสให้ตำรวจทำงานอย่างสบายใจเธอแยกตัวเดินทางไปโรงพยาบาลโดยให้คนขับรถคนเดิมพาเธอออกไปยังด้านหน้าคฤหาสน์โดยตรง
ทว่าคนขับรถกล่าวทักท้วงเธออย่างกังวลใจว่า“นายท่านครับ นายท่านไม่กลัวพวกนักข่าวหรือครับ? เห็นว่ามาตั้งกองทัพอีกแล้วแต่ไม่เยอะแบบเมื่อวาน น่าจะมีสักครึ่งหนึ่งนี่แหละครับ”
เสิ่นลี่อิงส่ายหน้าอย่างไม่กังวลใจพลางบอกองครักษ์ตามจริงว่า
“อย่าสนใจพวกนักข่าวไปเลยฉันจำเป็นที่จะต้องออกไปทางด้านหน้า พวกตำรวจจะได้รู้ว่าฉันไปที่ไหนหรือกำลังทำอะไรอยู่ ไม่งั้นพวกเขาก็จะพุ่งเป้า เรื่องการตายของสามคนนั่นกลับมาที่ฉันอีก”
องครักษ์พลันตาโตอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้เขารีบกล่าวขอโทษเจ้านายที่คิดกังวลในเรื่องนักข่าวมากกว่าที่จะคิดถึงปัญหาตามมาซึ่งอยู่ในช่วงถูกจับตามองจากทางตำรวจพอดีว่า
“อ๊ะ! ผมขอโทษครับนายท่าน ผมคิดน้อยไปกลัวว่าจะเกิดปัญหากับพวกนักข่าว แต่ลืมไปว่าพวกเรากำลังถูกจับตามองอยู่”
องครักษ์รู้สึกผิดที่ไม่คิดรอบด้านจนอาจทำให้เจ้านายเดือดร้อนในภายหลังได้เขาจึงตั้งใจที่จะปรับปรุงตัวเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษจากหัวหน้าองครักษ์รวมทั้งเพื่อความปลอดภัยของเจ้านายซึ่งจะต้องทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์
อย่างไรก็ตามเสิ่นลี่อิงไม่ได้รับรู้เรื่องการปรับปรุงตัวขององครักษ์ที่พาเธอไปฝึกฝนนอกสถานที่แต่อย่างใด