บทที่ 1 เกิดใหม่เป็คนอายุสั้น
ปวดหัวจัง...
รสชาติของดินโคลนแทรกซึมเข้ามาในปาก
คล้ายฝนกำลังตก หยาดน้ำฝนกระทบริมฝีปาก ลำคอแห้งผากของเด็กน้อยชุ่มชื้นขึ้น
เย่เสี่ยวจิ่นลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก
เบื้องหน้าเธอมีหญิงผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าสไตล์ยุค 70 ใบหน้าซูบผอม กำลังคุ้ยเขี่ยดิน
ทันทีที่เห็นเย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้น ผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ “จิ่นเป่า ลูกยังไม่ตาย แม่รู้อยู่แล้วว่าลูกต้องไม่ตาย!”
“ไม่ต้องกลัว แม่จะพาลูกออกไปเดี๋ยวนี้”
ผู้หญิงคนนั้นพยายามขุดดินอย่างหนัก
มือสองข้างมีเืไหลซึมออกมา เล็บเต็มไปด้วยดินโคลน
ไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน สุดท้ายก็ดึงเย่เสี่ยวจิ่นออกมาจากโคลนได้
“จิ่นเป่า ไม่ต้องกลัวนะ แม่จะลูกพาไปหาหมอ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวัน จึงอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นวัยสามขวบอย่างทุลักทุเล
เดินโซเซไปตามทางลงเขา
เย่เสี่ยวจิ่นสับสนมาก เธอเป็เด็กที่เกิดมาพร้อมพร์ ทว่าป่วยหนักั้แ่อายุยังน้อยจนกระทั่งเสียชีวิตลง
แต่ตอนนี้… ทำไมถึงถูกฝังไว้ในดิน?
แล้วยังมีคนที่อ้างว่าเป็แม่แล้วมาช่วยชีวิตอีก?
เด็กน้อยค่อย ๆ ยกมือขึ้น พบว่ามือของตัวเองอ้วนกลม
เห็นได้ชัดว่าเป็มือของเด็ก
เธอเกิดใหม่แล้วหรือ?
ดูจากเสื้อผ้าของ ‘แม่’ แล้ว มันเป็เสื้อผ้าลายดอกไม้ที่คนส่วนใหญ่มักใส่กันในยุค 70
ความทรงจำบางอย่างที่ไม่ใช่ของตัวเองไหลทะลักเข้ามาในหัว
ไม่ใช่แค่ข้ามเวลามาเท่านั้น แต่ยังข้ามจากยุคเจริญก้าวหน้า มาสู่ยุคที่แม้แต่ข้าวก็ยังมีไม่พอกิน...
ครอบครัวยากจน แถมยังมีพี่ชายสามคน
รวมเธอแล้วก็กลายเป็ห้าคน
ปู่ย่าก็ลำเอียงรักแต่ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ลุงใหญ่และลุงรองก็ไม่ใช่คนดีอะไร
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกหน้ามืด
หลี่ชุ่ยชุ่ยเอ่ยเสียงสั่นเครือ “ใกล้ถึงหมู่บ้านแล้ว เดี๋ยวแม่พาไปหาหมอนะ”
“ถ้าหมอประจำหมู่บ้านรักษาไม่ได้ แม่จะพาไปโรงพยาบาลใหญ่!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเกิดและเติบโตในหมู่บ้านข้างเคียง สถานที่ไกลที่สุดที่เคยไปคือตลาดในอำเภอ แม้ไม่รู้ว่าโลกภายนอกกว้างใหญ่เพียงใด ทว่ายามนี้รู้เพียงว่าต้องหาคนรักษาเย่เสี่ยวจิ่นให้หาย ไม่ว่าจะเป็ที่แห่งหนใดก็ยอมไป!
ฝนตกหนัก ถนนลื่น เดินลงเขาไม่สะดวกนัก หลี่ชุ่ยชุ่ยล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน
“หลี่ชุ่ยชุ่ย บ้าไปแล้วหรือ?”
คนกลุ่มใหญ่กรูกันมาขวางทางพวกเขา
ชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาด้วยความโกรธ พยายามแย่งเด็กน้อยไป “เสี่ยวจิ่นตายไปแล้ว เธอยังกล้าปีนเขาลุยน้ำเพื่อขุดศพของเด็กคนนี้ขึ้นมาอีก”
“ไม่กลัวลบหลู่เ้าป่าเ้าเขาหรือไง?”
หลี่ชุ่ยชุ่ยปกป้องเย่เสี่ยวจิ่นเอาไว้ จ้อมเขม็งไปที่เย่ฉู่เฉียงอย่างแข็งกร้าว “พ่อ เสี่ยวจิ่นยังไม่ตาย”
“ถ้าไม่มีใครออกเงินรักษาเสี่ยวจิ่น ฉันก็จะออกไปหางานทำเอง ฉันจะไปล้างจาน ทำงาน...”
“ฉันไม่้าเงินจากตระกูลเย่แม้แต่ ‘เฟิน’ เดียว ขอแค่อย่ามาขวางทางฉันก็พอ”
ยามปกติสตรีมักจะอ่อนโยน ทว่าเมื่อเป็แม่แล้ว พวกเธอกลับแข็งแกร่งขึ้นมาทันตา
แต่เดิมหลี่ชุ่ยชุ่ยขึ้นชื่อเื่ความอ่อนโยนในหมู่บ้าน ทว่าตอนนี้ หญิงสาวได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมา
“ถ้าแกเอานังเด็กขี้โรคคนนี้กลับบ้าน ฉันก็จะทุบบ้านทิ้งซะ!”
“ถ้าฉันแก่ตายไป พวกแกก็อย่ามาเผาผีกันเลย!”
“จะพานังเด็กตัวซวยแบบนั้นกลับมาทำไม!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยโกรธจัด “เสี่ยวจิ่นเป็เืเนื้อเชื้อไขของตระกูลเย่นะ!”
เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินพวกเขาทะเลาะกัน
หัวใจของเด็กหญิงปวดร้าว ย้อนถึงอดีตในตอนที่ตัวเองป่วยและตายเพียงลำพัง ไร้ญาติขาดมิตร
เด็กหญิงอดพึ่งพาหลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้ จึงซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขน
ทั่วร่างสั่นสะท้าน
ถูกฝังอยู่ใต้ดินนาน ร่างกายอ่อนแอ ไม่นานก็หมดสติไป
ไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอีก
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงที่แห้งสบาย
บนตัวมีผ้าห่มหนาคลุมอยู่ แม้ผ้าห่มผืนนี้จะเก่าคร่ำคร่า แต่ก็ยังให้ความอบอุ่น
พื้นห้องเป็ดินเหนียว มีโต๊ะไม้สีดำสนิทตั้งอยู่ และยังมีเก้าอี้ไม้สามตัว
ภายในห้องไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงกะละมังน้ำอุ่นวางไว้
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับชีวิตใหม่ และได้ระบบทำฟาร์มมหาเศรษฐี!]
[ฉันคือระบบของคุณ พร้อมให้บริการคุณตลอดเวลา]
คงเป็เพราะชาติที่แล้วเคยอ่านนิยายแนวนี้มาบ้าง แม้จะแปลกใจ แต่เย่เสี่ยวจิ่นก็ยอมรับการมีอยู่ของระบบได้อย่างรวดเร็ว
ต่อให้ชาติที่แล้วจะไม่มีครอบครัว แต่ก็ถือว่าใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่ต้องกังวลเื่อาหารและที่อยู่อาศัย
แต่บ้านหลังนี้... ทุกอย่างดูทรุดโทรม และเรียบง่ายเกินไป
แต่ดูจากสภาพที่สะอาดสะอ้าน ก็พอจะเดาได้ว่าเ้าของบ้านหลังนี้ต้องเป็คนรักความสะอาดมาก
“จิ่นเป่า ลูกตื่นแล้วเหรอ?” หลี่ชุ่ยชุ่ยเข้ามาพร้อมกับชามโจ๊ก
สามีและลูกชายของหล่อนออกไปทำงานซ่อมคูน้ำกับคนในหมู่บ้าน ออกไปร่วมเดือนแล้วก็ยังไม่กลับมา
ตอนที่ลูกสาวตัวน้อยป่วยก็ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย หญิงสาวต้องออกไปทำงานที่หมู่บ้าน พอกลับมาก็เจอปู่กับย่าของเด็กคนนี้บอกว่าหลานสาวของตนเป็โรคระบาด จะจับฝังทั้งเป็!
หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็หญิงสาวที่ใจดีและขยันขันแข็ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่พ่อแม่สามีทำ หล่อนก็รู้สึกปวดใจอย่างมาก
“จิ่นเป่าไม่ได้กินอะไรมานาน กินโจ๊กสักหน่อยนะ พอกินโจ๊กแล้ว ร่างกายก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น”
เย่เสี่ยวจิ่นมองโจ๊กจืดชืดตรงหน้า พลางสงสารเ้าของร่างจับใจ
เ้าของร่างเดิมคงจะเสียชีวิตไปแล้ว
สิ่งที่เย่เสี่ยวจิ่นทำได้คือดูแลร่างกายนี้ให้ดีที่สุด และดูแลผู้หญิงตรงหน้าราวกับแม่แท้ ๆ ของตัวเอง
“แม่จ๋า แม่กินก่อนสิ”
ดวงตาหลี่ชุ่ยชุ่ยแดงก่ำ ลูกสาวของหล่อนเป็คนไม่ค่อยพูด
กระทั่งอายุสามขวบก็ยังไม่ยอมเรียกใคร จนพ่อแม่สามีต่างบอกว่าจิ่นเป่าเป็คนโง่
ทว่า...
แท้จริงแล้วจิ่นเป่าไม่ได้โง่เขลา เด็กคนนี้เป็เด็กดีทั้งยังกตัญญูอีกด้วย
“แม่กินไปแล้วจ้ะ จิ่นเป่ากินเถอะ”
[เรียกแม่เป็ครั้งแรก ยินดีกับที่โฮสต์ทำภารกิจสานสัมพันธ์กับครอบครัวประจำวันสำเร็จ! รางวัลคือเพิ่มโอกาสในการสุ่มรางวัลระดับทั่วไป +1]
เย่เสี่ยวจิ่นตกตะลึง สุ่มรางวัล?
“จิ่นเป่ากำลังคิดอะไรอยู่?” หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูลูกสาวที่ผอมแห้ง พลางลูบหัวเบา ๆ “กินข้าวซะสิ โจ๊กเย็นแล้ว กินตอนมันเย็นชืดแล้วจะปวดท้องเอานะ”
เย่เสี่ยวจิ่นหิวจนตาลาย ไม่สนใจระบบแล้ว
เด็กหญิงกินโจ๊กไปครึ่งชามแล้วก็หยุด
ั์ตากลมโตมองหลี่ชุ่ยชุ่ย “แม่จ๋ากินสิ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นว่าลูกสาวอิ่มแล้ว จึงค่อยกินโจ๊กทีหลัง
โจ๊กจืดชืดชามนี้กินอย่างไรก็ไม่อิ่มท้อง
่เวลาเดือนนี้หล่อนต้องดูแลลูกสาวที่ป่วย จึงไม่มีเวลาไปไหน แถมข้าวที่ได้รับแจกจ่ายก็ไม่เพียงพอ
ต้องแขวนท้องรอจนกว่าสามีจะกลับมาเท่านั้น
เพราะพ่อแม่สามีลำเอียง รักลูกชายคนโตกับคนรอง พวกเขาไม่ชอบครอบครัวนี้เอาเสียเลย
จะไปขอยืมข้าวสารก็คงไม่ได้
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นนิ้วของหลี่ชุ่ยชุ่ยเต็มไปด้วยาแ ในใจรู้ดีว่าเป็แผลที่เกิดจากการขุดหาร่างของตัวเองจนนิ้วถลอก
หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นลูกสาวจ้องตัวเอง พลางยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “แม่ไม่เจ็บหรอก ขอแค่จิ่นเป่าปลอดภัย แม่ก็ไม่กลัวเจ็บ”
เย่เสี่ยวจิ่นจับมือที่ผอมแห้งไร้ซึ่งเนื้อหนังของหลี่ชุ่ยชุ่ย เป่ามันเบา ๆ ด้วยความสงสาร
ตัดสินใจแล้วว่าต่อให้ยุค 70 นี้จะไม่มีอะไร แต่จะต้องมีชีวิตที่ดีให้ได้
ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา “โอ้โห รักลูกสาวของตัวเองเสียจริง”
“หมอดูก็บอกอยู่ว่าหล่อนเป็เด็กอายุสั้น อย่าเสียเวลาดูแลเลย”
“ยังไงก็เลี้ยงไม่โตอยู่แล้ว จะเปลืองข้าวสุกไปทำไม”
……………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
เกิดใหม่แล้วก็สุ่มได้ครอบครัวที่รันทดสุดๆ เลย จิ่นเป่าสู้ๆ นะ เติบโตอย่างงดงามให้ได้ ตอกหน้าครอบครัวเย่ให้หงายเงิบไปเลยว่าลูกสาวก็ได้ดีไม่แพ้ลูกชายเหมือนกัน
ไหหม่า(海馬)