“ข้ามีนามว่า…'ไป่เยว่ชิง' บุตรีของท่านเสนาบดีฝ่ายขวา ไป่เยี่ยกวง เ้าค่ะ”
“ข้า..ตู้ฟางซินบุตรีพ่อค้าใหญ่ ตู้ชงไห่เ้าค่ะ หากคุณหนูไป่้าผ้าไหมข้าช่วยเหลือท่านได้หนึ่งพับ” ฟางซินเสนอเพราะคิดว่ารู้จักนางไว้ไม่เสียหาย
“ดียิ่งนักเ้าค่ะ..ขอบคุณคุณหนูตู้มาก” ไป่เยว่ชิงกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ มิใช่ว่านางจะมิรู้จักคุณหนูตู้ฟางซินผู้โด่งดังและร่ำรวยหรอก กลับกันนางรู้จักดีเลยต่างหาก บ่อยครั้งที่พยายามจะทำความรู้จักกับคนที่คิดว่ามีผลประโยชน์กับตนเช่นคุณหนูตู้แต่ก็ไม่เคยได้พบกันแบบซึ่งๆ หน้าสักครั้งมาครั้งนี้เมื่อพบเจอจึงทำทีเป็เดินชนอีกฝ่าย “ในเมื่อเรามีวาสนาต่อกันเช่นนี้…เรามาเป็สหายกันดีหรือไม่เ้าคะ” ยิ้ม
“หากคุณหนูไป่ไม่รังเกียจข้าที่เป็เพียงลูกพ่อค้า ข้าก็ยินดีเ้าค่ะ”
"ไม่เลย ไม่เลย เช่นนั้นเราไปดูผ้าด้วยกันเถิดสหาย" ไป่เยว่ชิงรีบควงแขนตู้ฟางซินเดินไปที่ท่าเรือ แล้วหลังจากวันนั้นคนทั้งคู่ก็กลายเป็สหายที่สนิทกันในระดับหนึ่ง
------++++++--------++++
วันปักปิ่นของตู้ฟางซินในยามเฉิน (07.00)
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูไป่กำลังจะมาแล้วเ้าค่ะ” จินเมี่ยวบอกฟางซินขณะที่กำลังจัดแต่งผมมวยขึ้นครึ่งศรีษะ
“อืม..ช่างนางเถอะ” สีชาดถูกปาดไปบนริมฝีปาก ฟางซินมองใบหน้าตนเองอย่างพอใจแม้ว่านางจะไม่ได้จัดว่าสวยสะกดใจผู้พบเห็นแต่นางก็น่ารักมาก มิได้แลดูจืดชืดเฉกเช่นไป่เยว่ชิง
“บ่าวอยากจะกรีดร้องนักเ้าค่ะ…คุณหนูไม่น่าไปคบค้ากับนางเป็สหายเลยเห็นแก่ตัวก็เท่านั้น” จินเมี่ยวบ่น คุณหนูตู้ฟางซินของนางหาใช่คนโง่เขลาดังเช่นแกล้งทำตอนอยู่กับคุณหนูไป่ สิ่งที่กระทำไปนั้นเพียงแค่หาผลประโยชน์จากอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน แต่สตรีนางนั้นคงคิดว่าคุณหนูของนางเก่งเพียงเื่ค้าขายหาได้มีความคิดทันผู้คนเฉกเช่นวันวาน
“ข้ารู้ว่านางหลอกเอาทรัพท์สิน สิ่งของต่างๆ จากข้าแต่ข้าก็ยังจะคบนางไว้ อย่างที่ท่านพ่อเคยกล่าว หากท้ายที่สุดแล้วจนถึงวัยปักปิ่นหรือผ่านพ้นไปหนึ่งปีข้ายังหาคู่มิได้ท่านพ่อคงต้องมองหาลู่ทางให้ข้าเข้าไปเป็สนมชายในวัง มันก็มิได้เสียหายอะไร? เ้ามิรู้รึว่าตลอดเวลาร่วมหกเดือนที่ข้าคบหานาง นางพร่ำรำพันถึงแค่องค์ชายรองเ้าหย่งเจี้ยนๆ และยังคะยั้นคะยอให้ข้าชอบพอกับองค์ชายสามเ้าหย่งเซิงอยู่บ่อยครั้ง”
“แต่เรามิเคยพบปะทั้งสองพระองค์เลยนะเ้าคะ..แล้วไหนจะเื่ที่คุณหนูมิชอบบุรุษมากรัก..บุรุษวิปริตแล้วก็..” จินเมี่ยวไม่อยากจะกล่าวเื่แต่หนหลังที่ผ่านมาเพราะมันไม่ได้น่าจดจำเท่าใด
“พอเถอะจินเมี่ยว..ยามนี้ข้าเติบใหญ่ขึ้นมาแล้วเพียงแค่ข้าอดทนมันก็จะผ่านพ้นไป เื่บุรุษมากรักเช่นเดียวกับท่านพ่อก็มีมากล้นจนเต็มเมืองหลวงหากข้าเลือกมิได้ การตกลงใจไปเป็สนมชายาขององค์ชายสักพระองค์แม้ว่าพระสวามีจะมิรักใคร่ก็คงมิเป็ไร มันก็คงจะดีกว่าไปเป็อนุของพ่อค้ากระมัง” หน้าตาเศร้ามองตนเองในกระจก “ส่วนเื่นั้น..คุณชายฝู่บุรุษวิปริตก็ขอให้ลืมไปได้แล้วเ้าอย่าได้เอ่ยถึงมันอีก” เื่ความรักสำหรับนางหนึ่งบุรุษเคียงคู่หนึ่งสตรี 'มันคงไม่มีอยู่จริง' มองป้ายหยกสีขาวที่ได้มาเมื่อหลายปีที่ก่อนแล้วถอนหายใจ
“เ้าค่ะ บ่าวจะมิพูดให้คุณหนูฟังอีก”
“พี่ใหญ่ๆๆ …ข้ามาแล้วว” ฟางอินวิ่งตึงตังเสียงดังขึ้นมาบนเรือน “ใกล้เวลาแล้วเ้าค่ะ” เปิดประตูห้องเข้ามาโดยไม่รอช้า “ข้าจะเดินไปกับพี่ใหญ่เอง นังคุณหนูนั่นก็มาแล้วข้ามิชอบนาง” ฟางอินที่เกลียดคนเสแสร้งอย่างไป่เยว่ชิง บ่อยครั้งที่ชอบมาที่บ้านแล้วดึงตัวพี่ใหญ่ของนางออกไปที่อื่นบ่อยๆ ‘แย่งพี่ใหญ่ของนาง’ เกลียดยิ่งนัก
“เ้าก็มิต้องสนใจนาง” ฟางซินยืนขึ้นและเดินนำทุกคนออกไป “และมิต้องไปกลั่นแกล้งนางด้วย” ฟางอินทำหน้างอน
“หลังจากนี้คงจะมีแม่สื่อมาทาบทามพี่ใหญ่ของข้ามากมายเป็แน่ พี่ข้าน่ารักถึงเพียงนี้” ฟางอินยิ้มะโไปตามทาง
“เ้าก็พูดไป” สองพี่น้องพูดคุยหัวเราะไปจนถึงโถงกลางบ้านใหญ่
ด้านในเต็มไปด้วยพ่อค้ามากมายที่อยู่ในเมืองหลวงมาร่วมอวยพรให้นางมิได้ว่างเว้น ข้างๆ กลุ่มบรรดาแม่ๆ ของนางมีคุณหนูสกุลไป่นั่งจิบชาอย่างมีความเป็กุลสตรีเพรียบพร้อม ไป่เยว่ชิงอายุน้อยกว่านางเกือบหนึ่งปีแม้มิได้สวยสง่ามากมายแต่กิริยามารยาทงดงามพร้อมกับการที่นางเป็ถึงบุตรีของท่านเสนาบดีไป่ทำให้ทุกคนในงานต่างก็พากันลอบมอง
“ปิ่นอันนี้พ่อขอมอบให้เ้าและขออวยพรว่า นับจากนี้ไปขอให้เ้าพบเจอคู่ครองที่ดี มีหน้าที่การงานที่ดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง” ตู้ชงไห่อวยพรบุตรสาว จากนั้นบรรดาแม่ๆ ต่างก็พากันร่วมอวยพร แล้วงานวันนั้นก็จบลงด้วยดีเมื่องานเลี้ยงร่ำสุราแล้วเสร็จ
-----++++-------------+++++++---
วันรุ่งขึ้นรถม้าสกุลไป่มาจอดรอตู้ฟางซินที่กำลังแต่งตัวอยู่อย่างไม่เร่งรีบ
“ไม่ต้องรีบหรอกจินเมี่ยว ปล่อยให้นางรออยู่เช่นนั้นล่ะ” มือบางปักปิ่นสีขาวเรียบง่าย มองกระจกและแต่งหน้าทาปากบางๆ
“คุณหนูจะไปร้านเครื่องประดับของสกุลเราหรือเ้าคะ?” จินเมี่ยวถาม
“ใช่แล้ว..มีพลอยสีแดงกับไข่มุกมาใหม่ข้าจะเข้าไปตรวจสอบน่ะ”
“แล้วคุณหนูไป่?”
“นางจะไปด้วย คงอยากได้อะไรโดยมิต้องเสียเบี้ยอีกกระมัง” ฟางซินพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ช่างนางเถิด เื่นี้ข้าจัดการบ่อยไปมิใช่เื่ใหญ่” ลุกขึ้นเดินนำไปหน้าเรือน “เ้ารีบเดินไปบอกฟางอินว่ายามอุ้ย (14.00) ข้าจะกลับมาสอนนางดูบัญชีร้านเครื่องประดับ”
“เ้าค่ะ”
“แล้วรีบมาหาข้าหน้าบ้าน”
“เ้าค่ะ” จินเมี่ยวรีบวิ่งไปทันที
เมื่อวานหลังจากจบงานพิธีปักปิ่นของนาง มีบ่าวชายผู้ดูแลร้านเครื่องประดับเดินมาบอกว่า ‘มีไข่มุกกับพลอยมาจากแคว้นเฉิงมากมายขอรับคุณหนู’ ไป่เยว่ชิงได้ยินเข้าก็รีบหันมาทางนางแล้วกล่าวว่า ‘ข้าอยากเห็น..ไปด้วยได้หรือไม่?’ เป็ความเคยชินที่ไป่เยว่ชิงเรียกขานนางราวกับสหาย แทนที่จะเรียกนางว่าพี่สาว ซึ่งฟางซินก็ไม่ได้ว่ากล่าวอันใดเป็สหายก็ได้ มันมิใช่เื่ใหญ่
มาทำเป็ขอไปด้วยอันที่จริงนางอยากได้สินค้าใหม่จากนางมากกว่า ‘สตรีเห็นแก่ตัว-เห็นแก่ได้’ นับวันฟางซินก็ยิ่งเอือมระอา เห็นแก่ที่ไป่เยว่ชิงบอกกล่าวแก่นางว่าจะพยายามช่วยให้นางได้รู้จักกับองค์ชายสามซึ่งจะเชื่อได้มากน้อยเพียงใดก็มิอาจรู้และนางก็ไม่ได้คาดหวัง ข่าวที่นางรับฟังมาก็คือยามนี้องค์ชายทั้งสองพระองค์ทรงอยู่ที่สำนักศึกษาบนเขาไท่ซานใช้เวลาอีกร่วมปีกว่าที่จะเสด็จลงจากเขา หากยามนี้นางมีแม่สื่อจากสกุลใดมาดูตัวก็คงจะรับเอาไว้ก่อน ทุกอย่างคงแล้วแต่โชคชะตา
“ฟางซิน..เ้ามาแล้วเช่นนั้นเรารีบไปกันเถิด” ไป่เยว่ชิงที่นั่งรออยู่บนรถม้าเอ่ยกับสหาย