หลายวันผ่านไป—
ั้แ่วันที่เธอจับได้ว่ามีคนกำลังจับตาดูเธออยู่นั้น เธอก็ไม่เคยพบเห็นรถต้องสงสัยที่ว่าอีกเลย มันทำให้เธอนั้นรู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่ทว่าก็ยังไม่คลายความระแวดระวังไปในทีเดียว เธอยังคงคอยสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ ซึ่งถ้าหากเจอสิ่งใดผิดปกติเธอก็จะได้จัดการได้
เฮ้อ— มันเหมือนกับเธอนั้นเป็ผู้ร้ายหลบหนีไม่มีผิด—
ปารมีคิดอย่างอดสมเพชตัวเองไม่ได้ อาทิตย์นี้ของโรงเรียนจะเป็อาทิตย์ที่เหล่านักเรียนต่างก็ขยันอ่านหนังสือกันเป็พิเศษ บ้างก็จับกลุ่มติวกันอย่างครึกครื้น เนื่องจากอาทิตย์หน้าจะเป็อาทิตย์แห่งเทศกาลสอบปลายภาคนั่นเอง
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้นก็ถือว่าเป็อาทิตย์หนึ่งที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ในอนาคตเลยทีเดียว เพราะเกรดสำหรับเทอมนี้ก็มีผลสำหรับการยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน
หลังจากจบเทศกาลสอบปลายภาค ก็จะเป็ห้วงเวลาที่เหล่านักเรียนต่างก็พึงปรารถนา นั่นก็คือวันปิดเทอม ทว่ากลับเป็วันมหาประลัยสำหรับเหล่าครูอาจารย์ทั้งหลายที่ต้องทำการตรวจข้อสอบ และสรุปคะแนน ตัดเกรด หรือบางท่านอาจจะต้องเคี่ยวเข็ญนักเรียนที่มีผลการเรียนดำดิ่งจนดึงไม่อยู่ให้มาทำงานแก้คะแนนที่มันเป็เลขกลม ๆ ดูน่ารัก ให้กลายเป็ตัวเลขที่พอจะทำให้เกรดของตัวเองมีอนาคตได้เห็นแสงตะวันได้บ้าง
ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว—
สำหรับปารมีแล้ว เธอเป็แค่อาจารย์แนะแนวและเป็อาจารย์ฝ่ายปกครอง เื่การตรวจข้อสอบ การตัดเกรดนั้น เธอไม่จำเป็ต้องทำอะไรแบบนั้น ซึ่งทำให้เธอนั้นรู้สึกดีใจลึก ๆ ที่ไม่ต้องหัวฟู ตาลายคอยจ้องตัวเลขคะแนนต่าง ๆ ในไฟล์เอกเซลจนน่าปวดหัวนั่น
เธอก็แค่ทำการเตรียมข้อมูลการเรียนต่อมหาวิทยาลัย ข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการสอบเข้า หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการแนะแนวทางทั้งทางด้านการเรียน และด้านอาชีพให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จะจบในอีกหนึ่งเทอมข้างหน้าก็เท่านั้นเอง
ปารมีนั่งมองเหล่านักเรียนที่ทำการจับจองโต๊ะม้าหินอ่อนที่ตั้งเรียงรายอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ดูร่มรื่นในสวนสาธารณะของโรงเรียน เพื่อนั่งติวหนังสือ หรืออ่านหนังสือเตรียมสอบ บ้างก็ทำการบ้านที่ค้างส่งให้ทันกำหนด ด้วยแววตาแห่งความคิดถึง
บางทีเธอก็อยากเป็เด็กไปตลอดเหมือนกัน เพราะจะได้ไม่ต้องมีเื่ให้คิดกังวลใจจนปวดหัวเหมือนตอนนี้
หลังจากวันที่นักรบมารับจอมทัพกลับบ้านตอนนั้น เธอก็สังเกตเห็นว่าในทุก ๆ วันเขาก็มารับหลานเขากลับเกือบทุกวัน ปารมีเห็นดังนั้นเธอก็รู้สึกดีใจกับจอมทัพ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งคู่ น่าจะมีอะไรดีขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะเธอนั้นไม่เห็นสีหน้าโดดเดี่ยวของจอมทัพอีกแล้ว เขาดูสดใสร่าเริงมากขึ้น ซึ่งสำหรับเธอแล้วมันถือว่าหน้าที่อาจารย์แนะแนวของเธอนั้นประสบความสำเร็จไปอีกขั้น
ความสัมพันธ์น้าหลานพัฒนาขึ้น ส่วนความรู้สึกที่เธอมีให้นักรบนั้นกลับแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเวลาที่เขามารับหลานเขากลับบ้าน เธอมักจะรู้สึกเหมือนกับถูกสายตาที่เ็าราวกับน้ำแข็งจ้องมาที่เธอจนเธอขนลุกวาบทุกครั้งที่เจอหน้ากันโดยบังเอิญ
แรก ๆ เธอก็ไม่คิดอะไร แต่นาน ๆ ไปมันกลับรู้สึกทุกครั้งที่เจอหน้ากับเขา ทำให้เธอนั้นพยายามเลี่ยงไม่เจอหน้า แต่มันก็ทำไม่ได้ในเมื่อเธอก็เป็อาจารย์ฝ่ายปกครองที่ต้องคอยยืนตรวจความเรียบร้อยหน้าโรงเรียนทุกเย็นหลังเลิกเรียน ดังนั้นมันจึงทำให้ความพยายามในการหลบเลี่ยงของเธอสูญเปล่าทันที
วันนี้ก็เช่นกัน—
“เฮ้อ— อยากไปเที่ยวจัง อยากไปชาร์จแบต...”
ปารมีนั่งบ่นพร้อมกับทำหน้าเซ็งหน่อย ก่อนที่จะรีบฟื้นฟูพลังกายพลังใจแล้วก้มหน้าเคลียร์เอกสารงานข้างหน้าต่อให้เสร็จเพราะวันหยุดปิดเทอมนี้ เธอตั้งใจว่าจะลาไปพักผ่อนสักสองสามวันที่ต่างจังหวัดเสียหน่อย นักเรียนได้ปิดเทอมเดือนกว่า ๆ แต่ครูอาจารย์ได้วันหยุดหนึ่งอาทิตย์ ดังนั้นมันเป็เวลาที่มีค่าเธอจึงไม่อยากจะให้งานเหล่านี้มากวนใจ ขณะที่เธอกำลังพักผ่อนลั้ลล้าที่ริมชายทะเล
---------------------
ตกเย็น—
หลังจากที่ปารมีกลับคอนโด อาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น เธอก็มาเดินซื้อของเพื่อไปทำอาหารเย็นวันนี้และใส่ตู้เย็นไว้ทำมื้อถัดไปที่ซุปเปอร์
ขณะที่เธอกำลังเอาของที่ซื้อมาทั้งหมดนั้นเก็บที่รถ เธอเพิ่งนึกได้ว่ายาสีฟันนั้นใกล้จะหมดจึงเดินกลับไปซื้ออีกรอบ
ระหว่างทางในซอยเปลี่ยวเธอได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของคนหลายคนดังมาจากด้านในซอย ซึ่งเธอนั้นก็ไม่ได้สนใจจนกระทั่งเธอได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายนั้น
“ไอ้แทน— เฮ้ย— ปล่อยเพื่อนฉันนะเว้ย!!”
‘เสียงของจอมทัพนี่!!’
ไม่ต้องใช้เวลาคิดมากนัก เธอรีบวิ่งไปยังกลุ่มเสียงนั้นทันที เมื่อไปถึงภาพที่เธอเห็นคือแทนไทกำลังถูกชายสองคนซึ่งน่าจะอายุมากกว่าพวกเขาจับล็อคแขนคนละข้างให้เพื่อนตัวเองอีกคนชกซ้อมราวกับกระสอบทราย ส่วนสภาพของแทนไทนั้นก็สะบักสะบอม
ข้าง ๆ เธอก็เห็นกีต้าร์ถูกชายคนหนึ่งจับล็อคเอาไว้เช่นกัน ด้วยความที่เขาเป็คนตัวเล็กและชายที่ล็อคตัวเขาเป็คนร่างใหญ่ ทำให้เขาไม่สามารถที่จะดิ้นให้หลุดได้
และเมื่อกวาดตาไปไม่ไกลนัก เธอเห็นจอมทัพนอนคว่ำกับพื้น เสื้อผ้าเปราะเปื้อน ผงกหัวมองแทนไทที่กำลังถูกทำร้าย ส่วนตัวเขานั้นก็ถูกชายสองคนนั้นกดเอาไว้ที่พื้นจนเขาขยับตัวแทบจะไม่ได้
ด้วยอะไรก็แล้วแต่ ปารมีนั้นรีบพุ่งไปทันทีเธอวิ่งไปพร้อมกับะโไซส์คิกส์ใส่ชายคนที่กำลังซ้อมแทนไทอยู่จนกระเด็นสลบคาที่
ชายอีกห้าคนที่เหลือเมื่อเห็นเพื่อนของตัวเองถูกผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ะโถีบจนสลบ ก็ปล่อยพวกจอมทัพแล้วหันมาสนใจเธอแทน
“แกเป็ใครวะ!!!”
ป้าบ—
คำถามของชายคนหนึ่งที่ถามเธอมาอย่างหยาบคาย ปารมีกลับตอบคำถามนั้นด้วยการหมุนตัวสามร้อยหกสิบองศาแล้วเตะไปที่กกหูของชายคนนั้นอย่างจัง จนสลบเหมือดไปอีกราย
ชายทั้งสามคนเมื่อเห็นเพื่อนถูกทำร้ายไปถึงสองคนต่างก็รีบปรี่เข้ารุมปารมีโดยมิได้นัดหมาย ปารมีที่เห็นดังนั้นเธอก็รีบตั้งท่ารอ ก่อนที่จะสวนหมัดไปที่ลิ้นปี่ของชายคนหนึ่งแล้วใช้แรงจากการพุ่งไปข้างหน้าของเธอเพิ่มแรงกดให้หมัดเธอแรงขึ้นจนชายคนนั้นถึงกับจุกจนทรุดยืนไม่ไหว
จากนั้นเธอก็หันไปบล็อกหมัดของชายคนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาต่อยเธอก่อนที่จะดึงแขนชายคนนั้นพร้อมกับถีบไปที่ท้องของชายคนนั้นโดยใช้แรงบิดของสะโพก จากนั้นก็หมุนตัวหันหลังให้ชายคนนั้นแล้วจัดการทุ่มใส่ชายอีกคนที่ก็พุ่งตัวมาหาเธอเช่นกันจนทั้งคู่กระเด็นไปหมอบอยู่กับพื้น
แทนไทและกีต้าร์ที่เห็นปารมีต่อสู้กับตาตัวเองก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมเธอหลายเท่า ส่วนจอมทัพที่เคยเห็นมาแล้วนั้นก็ยังอดทึ่งไม่ได้เช่นกัน
“พวกเธอนั่งบื้ออะไรอยู่— โทรเรียกตำรวจสิ!!”
ปารมีหันมาะโใส่พวกของจอมทัพที่นั่งมองเธอต่อสู้กันตาค้าง ราวกับกำลังดูฉากหนังบู๊จนลืมไปว่าตอนนี้พวกเขานั้นกำลังเจอสถานการณ์อะไรกันอยู่
‘อาจารย์ปารมีเวลาของขึ้นน่ากลัวแฮะ!!’
ทั้งแทนไทและกีต้าร์ต่างก็มีความคิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เหล่าชายนักเลงที่ถูกปารมีซัดจนหมอบเมื่อเห็นว่าพวกจอมทัพนั้นกำลังโทรเรียกตำรวจ พวกเขาก็รีบวิ่งหนีไป ทิ้งเพื่อนที่ถูกเตะจนสลบเอาไว้อย่างนั้น
ไม่ถึงสิบนาทีเหล่าตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุ
“อ้าว— อาจารย์!! อีกแล้วเหรอครับเนี่ย คุณเนี่ยชอบมีเื่จังเลยนะครับ”
นายตำรวจคนหนึ่งที่มาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเห็นเป็ปารมีเขาก็จำเธอได้ เพราะตอนที่จอมทัพถูกกลุ่มนักเรียนฝั่งตรงข้ามรุมเขาก็เป็คนมาคุมตัวพวกนักเรียนที่ก่อเื่ทั้งหลายไปโรงพักเอง
“ไม่ได้ชอบค่ะ— เื่มันมาเอง”
ปารมีตอบอย่างเซ็ง ๆ
“เอ้า— อีกแล้วเหรอ...”
เมื่อหันมาทางจอมทัพนายตำรวจนายนั้นก็หันมาทักทายจอมทัพ จากนั้นก็กลับไปสั่งการลูกน้องคุมตัวคนร้ายไปโรงพยาบาลก่อนจะไปโรงพัก เพราะดูท่าจะอาการหนักน่าดู
“หนีไปอีกสามคนนะคะ ไปทางนั้นน่ะค่ะ”
ปารมีชี้ไปทิศทางที่ชายนักเลงที่หนีไป จากนั้นเธอก็หันมาทางลูกศิษย์ของเธอที่ตอนนี้นั่งเงียบเจี๋ยมเจี้ยม จนเธออยากจะเคาะกบาลคนละหลายทีข้อหาทำให้เธอนั้นต้องเหนื่อยใช้พลังงานไปเยอะทีเดียว
“เดี๋ยวคงต้องขอให้อาจารย์กับลูกศิษย์อาจารย์ไปโรงพักหน่อยนะครับ ช่วยบอกรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายให้ทางเราสเก็ตไว้จะได้ตามจับคนที่หนีไปได้”
เสียงถอนหายใจของปารมีดังขึ้น นี่เป็ครั้งที่สองที่เธอต้องขึ้นโรงพักที่ในชีวิตนี้เธอไม่เคยได้ขึ้นเลยสักครั้งเดียว จนกระทั่งเธอมารับหน้าที่เป็อาจารย์ฝ่ายปกครองนี่แหละ
‘ให้ตายเถอะ!!’
-----------------------------
กว่าจะเสร็จเื่ก็ปาไปเกือบสี่ทุ่ม แทนไทกับกีต้าร์ก็ถูกผู้ปกครองมารับไปรักษาาแและกลับบ้าน ส่วนจอมทัพนั้นแม้จะถูกทำร้ายเหมือนกัน เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนหลุดลุ่ย แต่ทว่าเมื่อดูโดยรวมแล้วเขาเป็คนที่าเ็น้อยที่สุด
“แล้วเธอล่ะกลับยังไง...”
ปารมีหันมาถามจอมทัพที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่คนเดียว
“เอ่อ— คือ....”
จอมทัพอึกอัก เขาไม่อยากให้นักรบรู้เพราะไม่อยากให้เป็ห่วง ั้แ่ที่นักรบมารับเขากลับบ้านทุกเย็นนั้น เขาก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับน้าของเขามากขึ้น จนทำให้เขารู้ว่าแท้ที่จริงแล้วนักรบนั้นรักและเป็ห่วงเขาอยู่ตลอดมา เสียแต่ว่านักรบนั้นเป็ผู้ชายที่แสดงออกไม่เก่งเท่านั้นเอง
ปารมีเห็นท่าทีอึกอักของจอมทัพเธอก็พอจะเข้าใจ
“หรือว่าจะไปทำแผลที่คลินิกใกล้ๆ นี่ก่อนมั้ย”
“เอ่อ— ไม่เป็ไรครับ แค่นี้เอง...ผมไม่ได้เจ็บอะไรมาก”
จอมทัพรีบเอ่ยปฏิเสธ
“งั้นเอางี้— เดี๋ยวไปทำแผลที่ห้องครูก่อนแล้วกัน อยู่ใกล้ ๆ นี้เอง แล้วเธอก็ค่อยโทรบอกคนขับรถให้มารับที่หน้าคอนโดครูก็ได้”
ปารมีเสนอจากนั้นก็สำรวจาแของจอมทัพไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็าแฟกช้ำ มีคิ้วแตกเืออกเล็กน้อย มุมปากก็ช้ำม่วง ๆ
ส่วนจอมทัพนั้นเมื่อได้ยินว่าไปทำแผลที่ห้องของปารมี เขานั้นก็อึ้งใ เหม่อลอยเพราะเขาไม่คิดว่าจะได้ไปห้องของคนที่เขาชอบ ใบหน้าแดงระเรื่อ และพอรู้ตัวอีกทีเขานั้นก็นั่งอยู่ในห้องของปารมีเรียบร้อยแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป