ความมืดไม่ได้กินเวลานานเท่าที่หลิงเฟิงคิด เพราะสิ่งแรกที่ลากเขากลับสู่โลกคือเสียงกรีดร้องของเสี่ยวถาว
เขาฝืนลืมตาขึ้นทั้งที่ทุกข้อกระดูกร้องครวญ ภาพตรงหน้าพร่าเลือนเป็สองชั้นก่อนจะค่อยๆ ชัด อสูรหกตาที่เขาคิดว่าผลักให้ถอยไปแล้วนั้น หาได้ตายไม่ รอยร้าวเรืองครามตามตัวมันกำลังสมานคืน แขนที่ถูกลำแสงเฉือนขาดงอกใหม่ออกมาช้าๆ ราวกับหินหลอมเหลวที่ไหลกลับเข้ารูป มันส่งเสียงครางต่ำ หันดวงตาทั้งหกมาจับจ้องร่างที่ทรุดอยู่กับพื้นของเขา—ต้นเหตุของความเ็ปที่มันไม่เคยรู้จัก
และคราวนี้ มันโกรธ
อสูรย่างก้าวเข้ามา พื้นหินะเืทุกฝีเท้า เสี่ยวถาวกอดร่างหลิงเฟิงไว้แน่น เอาตัวเล็กๆ บังเขาทั้งที่สั่นจนพูดไม่เป็คำ ป้าซูคว้าไม้คานหาบน้ำที่หักครึ่ง ยืนกางแขนขวางอีกครั้งด้วยร่างหลังค่อม—อาวุธไร้ความหมายในมือคนแก่ที่มีเพียงหัวใจกล้าหาญ หลิงเฟิงพยายามขยับ แต่สายธารสองสีในกายที่เพิ่งปะทุนั้นแห้งเหือด เหลือเพียงความเจ็บที่เผาไหม้ เขาเรียกมันกลับมาไม่ได้ ได้แต่มองเงาอสูรทาบลงคลุมคนทั้งสามอีกครา
ฝ่ามือั์เงื้อสูง—แล้วหยุดค้างกลางอากาศ
เสียงกระดิ่งใสกังวานดังขึ้นจากที่ใดไม่อาจระบุ ตามด้วยสายลมที่หอบกลิ่นดอกเหมยข้ามฤดู เงาร่างหนึ่งในจีวรปักลายเมฆปรากฏขึ้นกลางอากาศราวกับยืนอยู่บนสายลม ปลายนิ้วสองนิ้วของผู้เฒ่าเพียงดีดเบาๆ เส้นพลังสีทองบางเฉียบดั่งเส้นไหมก็พุ่งออกไปรัดข้อมืออสูรไว้แน่น “สัตว์จากความว่างเปล่า เ้าไม่ควรได้แตะต้องสิ่งมีชีวิต” เสียงนั้นเปี่ยมเมตตา แต่แฝงอำนาจที่กดทับจนอากาศหนักอึ้ง
นี่คือพลังชี่ที่แท้จริง—พลังของผู้ที่ไต่ผ่านขั้นปลุกชี่ เปิดเส้นพลัง และหลอมแก่นธาตุมาแล้ว ต่างจากแสงสองสีที่ปะทุออกมาเองของหลิงเฟิงราวฟ้ากับเหว
แต่ก่อนเส้นไหมทองจะกระชับ เสียงเย็นเยียบอีกเสียงก็แทรกขึ้น “ช้าก่อน ท่านาุโแห่งสำนักเทียนเหอ” เงาในเสื้อคลุมเวทก้าวออกจากความมืดบนหลังคา ฝ่ามือยกขึ้น วงเวทหกชั้นสีครามหมุนวนซ้อนกันเหนืออุ้งมือ “หากท่านปลิดชีพมันด้วยพลังชี่ ร่องรอยจะชี้กลับมาที่สำนักของท่านฝ่ายเดียว ปล่อยให้เวทประจิมเป็ผู้จัดการ จะ ‘ยุติธรรม’ กับทั้งสองพิภพมากกว่า”
ผู้เฒ่าในจีวรเมฆหรี่ตา “เซอร์เคเลบแห่งอาณาจักรแวร์นาธ เ้าตามข้ามารอยแยกถึงเพียงนี้ ก็เพื่อเด็กคนนี้สินะ”
“ก็เช่นเดียวกับท่านมิใช่หรือ” อัศวินเวทตอบ ปลายตาทั้งสองจับจ้องร่างหลิงเฟิงที่นอนหอบอยู่เบื้องล่างพร้อมกัน—ความเป็ปฏิปักษ์ร้อยปีระหว่างสองพิภพแขวนตึงอยู่บนเส้นด้ายเส้นเดียว ขณะที่อสูรซึ่งถูกลืมในวินาทีนั้นกระตุกข้อมือจนเส้นไหมทองตึงเปรี๊ยะ
และในจังหวะที่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองต่างจ้องตากัน อสูรก็ฉวยโอกาส มันเหวี่ยงทั้งร่างหมุนตวัด สลัดเส้นพลังหลุด แล้วพุ่งฝ่ากลางอากาศ—ไม่ใช่เข้าหาผู้เฒ่าหรืออัศวินเวท แต่ตรงดิ่งลงสู่ร่างเล็กๆ ของหลิงเฟิงและเสี่ยวถาว ราวกับสัญชาตญาณบอกมันว่า ต้องกำจัดเด็กที่ถือแสงต้องห้ามนั้นเสียก่อนสิ่งอื่นใด
ทุกอย่างเกิดเร็วเกินกว่าผู้ใดจะขวางทัน
แต่ในเสี้ยววินาทีที่เงาอสูรพุ่งลงมา หลิงเฟิงรู้สึกถึงบางสิ่งอีกครั้ง ไม่ใช่สายธารที่เชี่ยวกรากเหมือนคราวก่อน แต่เป็เพียงหยดสุดท้ายที่ก้นบึ้ง เขาไม่ได้คิดด้วยซ้ำ ร่างเคลื่อนเอง แขนโอบเสี่ยวถาวไว้กับอก อีกมือยกขึ้นรับ และจากฝ่ามือนั้น แสงสองสีริบหรี่ก็ก่อตัวเป็แผ่นบางๆ คล้ายโล่—เล็กเท่าฝ่ามือ แต่เพียงพอ
เพียงพอจะหน่วงอสูรไว้ครึ่งลมหายใจ
และครึ่งลมหายใจนั้นคือทั้งหมดที่ผู้เฒ่ากับอัศวินเวท้า คราวนี้ทั้งสองไม่แย่งกันอีก ราวกับมีข้อตกลงเงียบงัน เส้นไหมทองนับร้อยพุ่งออกตรึงอสูรไว้กลางอากาศ ขณะวงเวทครามเก้าชั้นซ้อนทับกันเป็หอกแสงพุ่งทะลุกลางลำตัวมันพอดี อสูรหกตาส่งเสียงคำรามครั้งสุดท้ายที่สั่นะเืทั้งเมือง ก่อนร่างจะแตกสลายเป็ผงครามที่ลอยกลับขึ้นสู่รอยแยกเบื้องบน แล้วรอยแยกนั้นก็ค่อยๆ หุบปิด ทิ้งไว้เพียงแผลเป็ริ้วใหม่บนม่าน์
เมืองชายม่านเงียบงันลงในพริบตา เหลือเพียงเสียงไฟที่ยังไหม้ซากเรือนและเสียงสะอื้นของผู้รอดชีวิต
หลิงเฟิงทรุดลงกับพื้น โล่แสงในมือดับวูบ เขายังกอดเสี่ยวถาวไว้แน่น “น้อง…เป็อะไรไหม” เสียงเขาแหบจนแทบไม่มีเสียง เด็กหญิงส่ายหน้าทั้งน้ำตา มือเล็กๆ ลูบหน้าเขาที่เปื้อนเื “พี่เฟิง…ตาพี่…มันเป็สีทองกับสีคราม สวยจัง…แต่พี่อย่าตายนะ อย่าทิ้งหนู”
เขายิ้มได้เพียงครึ่งเดียวก่อนเงาสองเงาจะลงมายืนเบื้องหน้า
ผู้เฒ่าในจีวรเมฆพินิจเขาด้วยสายตาที่ปนทั้งความตื่นตะลึงและความเศร้าลึกล้ำ “แก่นสองพิภพ…หลังคืนการปะทะ ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันอีกในชีวิต เด็กเอ๋ย เ้ารู้ไหมว่าสิ่งที่อยู่ในกายเ้าคือสิ่งที่ทั้งสองพิภพตามล่าและหวาดกลัวมากที่สุด”
“มันคือกุญแจ” เซอร์เคเลบเสริม น้ำเสียงไร้อารมณ์แต่แฝงความกระหาย “กุญแจที่อาจปิดรอยแยกทั้งหมด…หรือฉีกม่าน์ให้ขาดสะบั้นจนสองพิภพถล่มทับกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็ผู้ถือ และฝึกฝนมันอย่างไร เด็กไร้สำนักอย่างเ้า ปล่อยทิ้งไว้ในเมืองเล็กๆ เช่นนี้ ก็มีค่าเท่าคบเพลิงที่วางไว้กลางกองฟาง”
ทั้งสองก้าวเข้าใกล้ขึ้นพร้อมกัน เจตนาชัดเจน—จะนำตัวเขาไป ไม่ว่าเขาจะยินยอมหรือไม่ ป้าซูรีบคืบเข้ามาขวาง กางแขนปกป้องเด็กทั้งสองด้วยร่างที่บอบบางสั่นเทา “ท่านจะเอาตัวลูกข้าไปไม่ได้! เขาเป็แค่เด็กส่งน้ำ เขาไม่เกี่ยวกับเื่พิภพอะไรของพวกท่าน!” เสียงนางแตกพร่า แต่เท้าทั้งสองหยัดยืนไม่ถอย
“หลีกไป ยายแก่” เซอร์เคเลบยกมือขึ้นเบาๆ แรงเวทมองไม่เห็นพัดป้าซูเซถลาไปด้านข้าง หลิงเฟิงคำรามในลำคอ ดิ้นจะลุก แต่ร่างไร้เรี่ยวแรง ได้แต่มองด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ความโกรธที่คุกรุ่นในอกอีกครั้ง—ความรู้สึกเดียวกับตอนเหลียงข่ายเขี่ยเหรียญลงท่อ เพียงแต่คราวนี้ร้อนแรงกว่าเป็ร้อยเท่า
“ผู้ใดกล้าแตะต้องลูกหลานใต้ร่มม่านของข้า”
เสียงเฒ่าชราดังขึ้นจากปากตรอก ทุ้มต่ำแต่แจ่มชัดราวระฆังวัด ชายชราร่างผอมห่มเสื้อขาดวิ่นเดินกะเผลกเข้ามา มือถือไม้เท้าไผ่เก่าคร่ำ ผมขาวรุงรัง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยและคราบฝุ่น—คนทั้งเมืองรู้จักเขาในนาม ‘ตาเฒ่าบ้าป๋ายเหอ’ ขอทานเร่ร่อนที่เอาแต่พึมพำกับม่าน์ คนที่เด็กๆ ชอบขว้างก้อนหินใส่ คนที่ไม่มีใครเคยให้ราคา
แต่เมื่อไม้เท้าไผ่ของเขากระทบพื้นหินเพียงครั้งเดียว ทั้งผู้เฒ่าจีวรเมฆและอัศวินเวทกลับเบิกตากว้าง ถอยหลังไปคนละก้าวพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“เป็ไปไม่ได้…” ผู้เฒ่าจีวรเมฆเอ่ยเสียงสั่น “ลมหายใจนี้…ท่านคือ ‘ผู้พิทักษ์ม่านคนสุดท้าย’ ที่หายสาบสูญไปั้แ่คืนการปะทะ พวกเราเชื่อกันว่าท่านสิ้นไปแล้ว”
ป๋ายเหอไม่ตอบ เขาเพียงเดินมาหยุดเหนือร่างหลิงเฟิง ก้มลงมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง สายตาที่เหมือนเฝ้ามองมานานแสนนาน “สิบหกปี ข้าซ่อนเ้าไว้ในเมืองเล็กๆ ที่ไร้ค่าที่สุด ปลอมตัวเป็คนบ้าเฝ้าดูเ้าเติบโต ก็เพื่อให้คืนนี้มาถึงช้าที่สุดเท่าที่ฟ้าจะอนุญาต” เขาพึมพำเบาจนมีเพียงหลิงเฟิงที่ได้ยิน “แต่ม่านมันเลือกเวลาของมันเอง…เ้าก็เช่นกัน เด็กเอ๋ย”
แล้วชายชราก็หันกลับไปเผชิญหน้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง เสียงเปลี่ยนเป็ความหนักแน่นเ็า “เด็กคนนี้อยู่ใต้การพิทักษ์ของข้า ผู้ใดอยากพาเขาไป ต้องก้าวข้ามศพข้าก่อน และข้าเชื่อว่า…ทั้งสำนักเทียนเหอและอาณาจักรแวร์นาธ คงยังไม่อยากเปิดศึกใหญ่ระหว่างสองพิภพในคืนนี้ เพียงเพราะแย่งเด็กส่งน้ำคนหนึ่ง—ใช่ไหมเล่า”
บรรยากาศตึงเครียดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเซอร์เคเลบจะเป็ฝ่ายลดมือลงก่อน ริมฝีปากเขย่งเป็รอยยิ้มจางๆ “ก็ได้ ท่านผู้พิทักษ์ แต่ท่านรู้ดีพอๆ กับข้าว่า เด็กที่ถือแก่นสองพิภพไม่อาจซ่อนได้ตลอดไป ก่อนสิ้นเดือนนี้ ทั้งสามสำนักใหญ่ของบูรพาและสามราชวงศ์เวทของประจิมจะส่งคนมา และพวกเขาจะไม่สุภาพเท่าข้า” เขาคลี่เสื้อคลุมหายวับไปกับเงามืด “เราจะพบกันอีก เด็กแสงสองสี”
ผู้เฒ่าจีวรเมฆทอดสายตามองหลิงเฟิงเป็ครั้งสุดท้าย ถอนหายใจยาว “สำนักเทียนเหอจะรออยู่ที่ประตูบูรพา หากเ้าเลือกเส้นทางดาบ จงตามดอกเหมยมา” แล้วร่างก็จางหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงกลีบดอกเหมยกลีบเดียวที่ร่วงลงแตะอกหลิงเฟิงเบาๆ
เมื่อทั้งสองจากไป ป๋ายเหอจึงทรุดตัวลงนั่ง ราวกับเพิ่งปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาทั้งชีวิต เขามองหลิงเฟิงที่ยังกอดเสี่ยวถาวและพยุงป้าซูไว้ แล้วยิ้มอย่างอ่อนล้า “พักเถอะ เด็กเอ๋ย คืนนี้เ้าทำได้ดีแล้ว แต่พรุ่งนี้…ชีวิตที่เ้าเคยรู้จักจะไม่หวนกลับมาอีก” เขาเงยหน้ามองม่าน์ที่ยังเรืองสองสีจางๆ “เพราะฟ้าได้ลืมตามองเ้าแล้ว และฟ้าจะไม่มีวันหลับตาลงอีก”
หลิงเฟิงไม่เข้าใจคำพูดนั้นทั้งหมด เขารู้เพียงว่าในอ้อมแขนของเขามีน้องสาวที่ยังหายใจ มีป้าที่ยังอบอุ่น และในอกของเขามีบางสิ่งตื่นขึ้นแล้ว—บางสิ่งที่ทำให้ทั้งสองพิภพต้องหันมามองเด็กไร้แซ่อย่างเขา
เขาเงยหน้าขึ้นสบม่าน์เป็ครั้งสุดท้ายก่อนหมดสติลงจริงๆ และคราวนี้ ในความมืดที่โอบรับเขาไว้ เขาได้ยิน ‘เสียง’ นั้นอีกครั้ง—เสียงที่ไม่ได้ยินด้วยหู สองสายธารที่เคยถูกกั้น บัดนี้ไหลมากันแล้วอย่างแ่เบา และมันกำลังกระซิบกับเขาเป็คำถามเดียว คำถามที่จะนำพาเขาออกจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ สู่โลกอันกว้างใหญ่ของสองพิภพ
‘เ้าจะเลือกเส้นทางใด—ดาบ หรือเวท?’