เมืองหลวงเทพสุริยันนั้นนับว่าเป็เมืองที่ใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิเทพเมฆาอย่างแท้จริง เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทะเลหมอกที่ไหลผ่านตัวเมืองออกสู่ทะเล โดยแม่น้ำทะเลหมอกนั้นถือว่าเป็แม่น้ำที่กว้างและยาวที่สุดในจักรวรรดิเทพเมฆา ตามตำนานเล่าว่าเคยมีัโบราณเขาเดี่ยวอาศัยอยู่ในจักรวรรดิ วันหนึ่งเกิดอาเพศขึ้นทำให้ัเลื้อยลงสู่ทะเลไป ทางที่มันเลื้อยผ่านเกิดเป็แม่น้ำทะเลหมอกในปัจจุบัน ส่วนเมืองเทพสุริยันนั้นในอดีตบรรพบุรุษของราชวงศ์เทพเมฆาได้เดินทางมาตั้งรกรากบริเวณริมน้ำที่นี่ จากหมู่บ้านกลายเป็ชุมชน จากชุมชนกลายมาเป็เมืองใหญ่ เหล่าบรรพบุรุษได้ใช้ความสามารถของตนเข้าปราบปรามชนเผ่าน้อยใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงจนสุดท้ายก็สามารถรวบรวมแผ่นดินได้เป็หนึ่งก่อตั้งเป็จักรวรรดิเทพเมฆาในปัจจุบัน
หลังจากที่พวกมันรวมประเทศ พวกมันก็สถาปนาราชวงศ์ของตนเองขึ้นมา ราชวงศ์แห่งจักรวรรดิเทพเมฆา ราชวงศ์ซ่ง
ตัวเมืองหลวงนั้นถูกแบ่งออกเป็สองฝั่งโดยแม่น้ำทะเลหมอก รอบตัวเมืองทั้งสองฝั่งมีกำแพงเหล็กล้อมรอบเป็ปราการขนาดใหญ่กำแพงเมืองที่ทำจากเหล็กกล้าตั้งตระหง่านมานานปีจนบางจุดมีสนิมเกรอะกรัง บ้านเรือนของชาวบ้านตั้งเรียงรายไปตามถนนหนทางที่ทอดยาวสู่จุดศูนย์กลางของเมือง ผู้คนต่างเดินขวักไขว่ไปมาราวกับฝูงมดบางคนก็กำลังจับจ่ายใช้สอย บางคนก็กำลังะโเรียกลูกค้าให้เข้าร้านของตน แม้กระทั่งหญิงคณิกาที่หอนางโลมในเมืองยังออกมาเดินยั่วเย้าเหล่าบุรุษให้อุดหนุนพวกนาง
ที่ด้านนอกของเมืองบริเวณที่เป็ไร่นาของชาวบ้าน อากาศบนท้องฟ้าดูบิดเบี้ยวจนผิดปกติถึงแม้ว่ายามนี้จะเป็่เที่ยววันแต่อากาศกลับดูดำมืดกว่าทุกวัน หมู่เมฆหมุนวนราวกับลูกข่างก่อนจะค่อยๆรวมตัวกันแ่าจนในที่สุดท้องฟ้าบริเวณนั้นก็เกิดรอยร้าวรอยใหญ่ขึ้นก่อนจะมีสิ่งแปลกประหลาดพุ่งออกมาด้วยความเร็วสูง
ตูมม!!
เสียงตกกระแทกดังขึ้นจนได้ยินไปรอบๆท้องนาจนเหล่านกที่กำลังจิกกินเมล็ดข้าวแตกตื่นบินหนีกันว่อน ฝุ่นควันคละคลุ้งขึ้นไปบนอากาศ หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆจางลงเผยให้เห็นร่างของคนๆหนึ่งกำลังนั่งคุดคู้ด้วยความเ็ป
เหยียนชิงกำลังลูบหัวตัวเองป้อยๆเพื่อบรรเทาอาการเ็ป ในมืออีกข้างกำลังอุ้มเย่ว์ซือที่กำลังนอนหลับไม่รู้เื่ราวไว้อย่างมั่นคง อีกทั้งดูเหมือนว่านางจะไม่ได้รับาเ็อะไรด้วย
“อูยย....ส่งข้ามาดีๆไม่ได้รึไงตาเฒ่าขี้เหนียว” ชายหนุ่มบ่นพึมพากับตัวเองก่อนจะลุกขึ้นมาปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามชุดโดยไม่ได้สังเกตสายตาที่กำลังมองมาทางเขาอย่างตกตะลึง
“อะ....อะ.....” เสียงสตรีมีอายุดังขึ้น เหยียนชิงหันไปมองทางต้นเสียง เขาพบว่ามีหญิงชรากับชายแก่คนหนึ่งกำลังล้มลงพลางยกมือชี้มาทางเขาด้วยความหวาดกลัวราวกับเจอภูตผีกลางวันแสกๆ
เหยียนชิงรู้สึกแปลกใจที่ทั้งคู่แสดงอาการหวาดกลัวออกมา ความเป็จริงแล้วหน้าตาของเขาก็ไม่ได้แย่อะไร เผลอๆก็จัดว่าอยู่ในระดับคนหน้าตาดีด้วยซ้ำ เหตุใดทั้งคู่จึงแสดงอาการหวาดกลัวเช่นนี้ขึ้นมากัน?
เหยียนชิงกำลังจะเอ่ยปากคุยกับคนทั้งสองก่อนจะรู้ตัวว่าบัดนี้เสื้อผ้าหน้าผมของเขาแทบจะดูไม่ได้แม้แต่นิดเนื่องจากคลุกฝุ่นมาก่อนหน้า ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างหน่ายใจ บางทีทั้งคู่อาจจะคิดว่าเขาเป็พวกโจรูเาที่ดูสกปรกและป่าเถื่อนก็ได้
เหยียนชิงปัดฝุ่นตามตัวของเขาอีกครั้งพลางหยิบกระติกน้ำภายในย่ามออกมาเทใส่มือเพื่อล้างหน้าล้างตาก่อนจะจัดผมตัวเองที่ดูรุงรังเมืองครู่ให้กับว่าเรียบตรงเช่นเดิม
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเข้าที่แล้วเหยียนชิงก็สาวเท้าไปหาทั้งสองช้าๆก่อนจะก้มตัวลงทำความเคารพทั้งคู่ด้วยความนอบน้อม
“ท่านลุงท่านป้า ข้าขออภัยที่ทำให้ท่านทั้งสองใ ข้าขอถามอะไรพวกท่านหน่อยได้รึไม่?”
สองสามีภรรยาเมื่อเห็นชายหนุ่มดูนอบน้อมและมีมารยาทต่อพวกตนก็ค่อยๆคลายความกังวล ยิ่งเมื่อได้เห็นเหยียนชิงที่จัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมดีแล้วก็ดูจะเป็มิตรมากขึ้น หญิงชราจึงตอบเหยียนชิงด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็ธรรมชาติกว่าก่อนหน้า
“ไม่....ไม่ต้องขอโทษลุงกับป้าหรอกพ่อหนุ่ม เ้าอยากจะถามเื่อะไรล่ะ?”
เหยียนชิงเห็นว่าทั้งคู่ดูเป็มิตรมากขึ้นชายหนุ่มก็โล่งใจ บางทีอาจจะเป็เพราะเสื้อผ้าของเขาที่ดูดำมืดจนน่ากลัวที่ทำให้ทั้งสองดูหวั่นเกรงก็ได้
“ข้าอยากจะรู้ว่าวังยุทธ์เทพเมฆาอยู่ที่ไหน” ชายหนุ่มถาม
สองสามีภรรยามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนที่ชายชราจะเป็ผู้ตอบคำถามเหยียนชิง
“พ่อหนุ่ม วังยุทธ์เทพเมฆาตั้งอยู่ที่ใจกลางของเมืองหลวงข้างหน้าเ้าที่แหละ เ้าอยากจะเข้าสังกัดวังยุทธ์เทพเมฆาเรอะ?”
เหยียนชิงพยักหน้าแทนคำตอบก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ข้า้าเข้าสังกัดวังยุทธ์เทพเมฆา”
เสียงหญิงชราดังขึ้นอีกครั้งด้วยความแปลกใจ “โอ๊ะ! ถ้าอย่างนั้นเ้าก็มาถูกเวลาแล้ว ตอนนี้วังยุทธ์กำลังจะเปิดรับศิษย์นอกเข้าอยู่พอดี มันน่าจะเปิดในอีกสามวันนี่แหละ”
“อีกสามวัน? มีเกณฑ์การรับเข้าด้วยรึเปล่าท่านป้า?” เหยียนชิงสงสัย
“เท่าที่ข้าได้ยินมา เห็นว่าต้องอายุไม่เกิน25ปี แล้วก็พลังปราณไม่ด้อยกว่าระดับฝีกหัดขั้นสาม ข้าว่าระดับนี้ออกจะหินไปบ้างสำหรับคนที่มาจากหมู่บ้านไกลๆน่ะนะ”ชายชราตอบเขาพลางออกความเห็น
“เ้าจะเข้าสังกัดวังยุทธ์จริงๆรึพ่อหนุ่ม? ดูจากเสื้อผ้าหน้าตาแล้วเ้าก็ไม่น่าจะใช่พวกบ้านนอกเข้ากรุง รึเ้าเป็คุณชายจากตระกูลใหญ่จากเมืองอื่นกัน?”
เหยียนชิงยิ้มให้ทั้งคู่พลางส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆคราหนึ่ง ก่อนจะประสานมือคารวะผู้ชราทั้งสองก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ทั้งคู่ยืนมองชายหนุ่มจากไปจนลับตา
“เ้าเคยเห็นหน้าเด็กนั่นมาก่อนรึเปล่า?” หญิงชราถามขึ้น
“เ้าไม่เคยแล้วข้าจะเคยมั้ยเล่า เฮอะ! ถามอะไรแปลกๆ”ชายชราแค่นเสียง ก่อนจะกลับไปหว่านเมล็ดข้าวลงผืนนาต่อ แต่ก็ไม่วายคิดถึงความลึกลับของบุรุษที่เพิ่งจากไปอย่างไม่ตก
ชายหนุ่มยังคงสาวเท้าเดินไปตามถนนอย่างมั่นคงโดยไม่รู้ถึงบทสนทนาที่อยู่ด้านหลังของเขาแม้แต่น้อย
“ระดับปราณของข้าลดลงมาถึงปราณฝึกหัดระดับห้า ผ่านเฉียดฉิวเลยแฮะ.....”
เหยียนชิงเดินมาจนถึงประตูเมืองเทพสุริยันมือข้างหนึ่งยังคงอุ้มเย่ว์ซือในร่างแมวไว้ ส่วนอีกข้างก็เกาคางให้นางอย่างเอาอกเอาใจ เย่ว์ซือที่อยู่ในร่างแมวน้อยส่งเสียงครางอย่างมีความสุขออกมาก่อนจะกลับไปหลับใหลเช่นเดิม
“ช่างสบายเสียจริง ตื่นมาเมื่อไรข้าจะเอาคืนให้สาสมแน่” ชายหนุ่มพึมพำกับตนเบาๆพลางมองเย่ว์ซือที่อยู่ในอ้อมแขนเขาด้วยรอยยิ้ม
เหยียนชิงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูเมืองพอดิบพอดี มีเกวียนมากมายกำลังต่อแถวเข้าเมืองอยู่ อีกด้านเป็แถวคนที่กำลังต่อแถวรอเข้าเมืองเช่นกัน เพียงแต่น้อยกว่าแถวเกวียนมาก เมื่อเห็นดังนั้นเหยียนชิงก็เดินไปต่อแถวท้ายสุด เขารอจนกระทั่งพนักงานตรวจสอบมาถึงเขาในเวลาไม่นาน
“หยุด! แสดงสถานะของเ้าก่อนเข้าเมืองซะ!” เสียงทหารยามที่เฝ้าประตูอยู่ดังขึ้น
เหยียนชิงเหลือบมองทหารยามตรงหน้าที่แต่งกายราวกับกำลังจะไปเล่นละคร เสื้อเกราะแวววาวสะท้อนแสงจนแยงตาชายหนุ่มจนพร่ามัวไปหมด เหยียนชิงตรงไปหาคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“พี่ชาย ข้าเพิ่งจะเดินทางมาที่นี่เป็วันแรก ถ้าจะเข้าเมืองต้องมีขั้นตอนอะไรบ้างรึไม่?” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น
ทหารยามที่ขวางทางเหยียนชิงเหลือบมองเ้าตัวหัวจรดเท้าก่อนจะแค่นเสียงดูถูกออกมา มันพบเจอคนแบบนี้มานักต่อนัก ส่วนใหญ่ก็เป็พวกบ้านนอกเข้ากรุงที่ตื่นเมืองใหญ่ไม่ก็ทำตัวราวกับไม่เคยเห็นบ้านเมืองที่เจริญๆมาก่อน
“ค่าเข้าเมืองสิบเหรียญเงิน ห้ามต่อเพราะข้าลดไม่ได้แล้ว” ทหารยามเอ่ยขึ้นอย่างขอไปที
เหยียนชิงควักเงินในกระเป๋าออกมาสิบเหรียญเงินพอดิบพอดีก่อนจะยื่นมันให้กับทหารยาม เมื่อเห็นเช่นนั้นทหารคนดังกล่าวก็รับมันไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะโบกมือให้ชายหนุ่มรีบๆเข้าไปอย่างเบื่อหน่าย
--------------------------
เหยียนชิงกำลังเดินเตร่ไปตามถนนในเมืองพลางเหลียวมองซ้ายขวาด้วยความสนใจ รอบข้างของเขาเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายเปิดให้บริการ บางก็เป็แผงลอยหาบเร่ที่ะโเรียกลูกค้ากันอย่างไม่ลดละ เขาสามารถััได้ถึงบรรยากาศอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ แม้กระทั่งเมืองหยาดตะวันที่เขาเคยเดินเที่ยวก่อนหน้าก็ไม่อาจเทียบได้แม้แต่น้อย
“ข้ามีเวลาอีกสามวันก่อนที่การรับสมัครศิษย์นอกจะเริ่มขึ้น....จะทำอะไรดีนะ?” ชายหนุ่มคิดพลางพึมพำกับตัวเอง ฉับพลันเขาก็เหลือไปเห็นป้ายโรงเตี๊ยมที่ตั้งอยู่เรียงรายข้างทาง ชายหนุ่มดีดนิ้วเปาะราวกับนึกขึ้นได้ทันที
“หาห้องนอนก่อนเสียดีกว่า ถ้าช้ากว่านี้คนต้องมากขึ้นแน่ๆ”เมื่อพูดจบเขาก็เดินไปถามทางพ่อค้าแม่ค้าข้างถนน ก่อนจะเดินไปย่านโรงเตี๊ยมตามที่ได้รู้มา
ในที่สุดชายหนุ่มก็มาถึงย่านที่พัก เหยียนชิงเดินเลือกอยู่นานสองนานก่อนจะสะดุดเข้ากับโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ดูไม่เก่าและไม่ใหม่นัก เนื่องจากคนพักน้อยและไม่ค่อยมีคน ทำให้หน้าโรงเตี๊ยมดูสงบเงียบยิ่ง
เหยียนชิงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมด้วยความรวดเร็ว เมื่อชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามีคนรับใช้กำลังทำความสะอาดพื้นอยู่สองสามคน พนักงานต้อนรับที่กำลังนั่งซึมเซาอยู่ที่โต๊ะต้อนรับจนเขาก็รู้สึกแปลกใจ เหตุใดที่นี่จึงไม่ค่อยจะมีคนมาเข้าพัก แตกต่างจากโรงเตี๊ยมอื่นๆที่ห้องพักมักจะเต็มไปเสียทุกแห่ง
เมื่อพนักงานต้อนรับที่กำลังนั่งซึมเงยหน้าขึ้นมาเห็นเหยียนชิงอยู่ตรงหน้า เขาก็ลุกขึ้นมาด้วยความใก่อนจะวิ่งเข้ามาหาเหยียนชิงอย่างรวดเร็ว
“คุ...คุณชายท่านนี้้าพักห้องพักแบบไหนเหรอขอรับ?” เสียงพนักงานต้อนรับดังขึ้น เขาดูประหม่าเล็กน้อย
เหยียนชิงสบตาพนักงานต้อนรับอยู่คราหนึ่ง แต่เพียงผ่านไปชั่วเสี้ยววินาทีพนักงานต้อนรับก็หลุบตาลงต่ำทั้งยังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ชายหนุ่มได้แต่มองคนตรงหน้าด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อเขามองไปยังรอบข้าง บ่าวรับใช้หญิงที่กำลังทำความสะอาดพื้นอยู่ก็กำลังมองมาทางเขาด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆด้วยเช่นกัน
“.....ข้าดูน่ากลัวขนาดนั้น?” เหยียนชิงคิดในใจอย่างขมขื่น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนดูจะหวาดกลัวเขานัก ั้แ่ที่นอกเมืองมาจนถึงโรงเตี๊ยมนี่ หรือว่าจะเป็เพราะชุดคลุมที่เขาใส่อยู่?
เหยียนชิงถอนหายใจแ่เบาออกมาอย่างปลงตก ก่อนจะหันหลับไปพูดกับพนักงานต้อนรับอย่างนุ่มนวล รอยยิ้มราวกับฤดูใบไม้ผลิคลี่ออกมาจากมุมปากอย่างช้าๆจนทั่วทั้งห้องต้องมนต์อันแปลกประหลาดนี้ในทันใด
“พี่ชายยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าห้องพักมีแบบใดบ้าง แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะพักห้องแบบไหนดี?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นราวกับสายน้ำไหลช่วยปลุกให้คนในห้องที่ตกอยู่ในภวังค์รู้สึกตัวขึ้นมาทีละน้อย
“เอ่อ....ขออภัยด้วยคุณชาย ข้าลืมบอกเื่นั้นไป.....ห้อง....ห้องพิเศษคืนละยี่สิบเหรียญเงิน ห้องธรรมดาสิบห้าเหรียญเงิน ทั้งสองห้องรวมค่าอาหารสามมื้อแล้วขอรับ” พนักงานต้อนรับชายตอบเขาพลางก้มหน้าลงด้วยความเอียงอาย แม้กระทั่งบ่าวรับใช้หญิงก็ดูจะบิดม้วนตัวไปมาอย่างช่วยไม่ได้
เหยียนชิงได้แต่มองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างปลงตก จะมีครั้งใดบ้างที่เขาสามารถพูดคุยกับผู้อื่นได้อย่างคนปกติ? ชายหนุ่มคิดพลางส่งเหรียญเงินยี่สิบเหรียญไปให้พนักงานต้อนรับทันที ทั้งคู่พูดคุยกันเื่ห้องพักและอาหารเล็กน้อย หลังจากนั้นเหยียนชิงก็เดินตามบ่าวสตรีไปยังห้องพักของตน
บ่าวใช้หญิงพูดกับเขาอยู่ครู่หนึ่งว่าหากมีอะไรขาดตกก็ให้ไปบอกพวกนางได้ เหยียนชิงพยักหน้าให้นางเล้กน้อยพร้อมทั้งขยิบตาข้างหนึ่งกับนางจนทำให้นางจากไปด้วยท่าทางที่ดูเขินอายอย่างถึงที่สุด
่เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนในที่สุดก็เข้าสู่ยามเย็นของวัน เหยียนชิงอาบน้ำอยู่ในห้องอย่างไม่เร่งรีบ แน่นอนว่าเขาพาเย่ว์ซือที่อยู่ในร่างแมวเข้าไปอาบด้วย เนื่องจากนางเป็แมวและยังหลับไม่รู้เื่รู้ราวทำให้ชายหนุ่มไม่ค่อยกระดากใจเท่าไรนัก อีกอย่าง ต่อให้เป็แมวเขาก็ไม่อนุญาตให้นางมีกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์แน่
เหยียนชิงอุ้มเย่ว์ซือที่ตัวเปียกปอนออกมาจากห้องน้ำ ถึงยามนี้นางก็ยังไม่ยอมตื่นขึ้นมาจนชายหนุ่มเริ่มรู้สึกกังวล หรือบางทีก่อนหน้านี้นางอาจจะนอนน้อยเกินไปเลยหลับยาวมาโดยตลอดอย่างที่เห็น?
ชายหนุ่มเช็ดขนในนางอย่างเบามือจนกระทั่งเป็มันวาวอย่างสะอาดสะอ้าน เขาอุ้มนางไปวางไว้บนเตียงนอนอย่างเบามือก่อนจะยกผ้าห่มขึ้นคลุมร่างให้กับนาง
หลังจากที่เหยียนชิงอาบน้ำเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็เปลี่ยนชุดจากเสื้อจอมยุทธ์สีดำสนิทมาเป็ชุดคลุมบัณฑิตสีเขียวอ่อน ชุดคลุมถูกถักทอจากผ้าไหมบางเบาทำให้ไม่หนักมากจนเกินไปอีกทั้งยังช่วยขับเสน่ห์ของเหยียนชิงให้ดูเป็คนสุภาพเรียบร้อยมากขึ้น แตกต่างจากตอนที่เขาใส่ชุดคลุมสีดำโดยสิ้นเชิง
ที่ด้านล่างของโรงเตี๊ยม พนักงานต้อนรับกำลังเตรียมอาหารชุดหนึ่งให้กับเขาอยู่อย่างขมีขมัน เพียงแต่โต๊ะรอบๆตัวเขาไม่มีใครลงมานั่งทานข้าวแม้แต่คนเดียว ทำให้เหยียนชิงรู้สึกสงสัยขึ้นมาในใจ
เหยียนชิงเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารทันทีพลางขอบคุณพนักงานที่ช่วยจัดเตรียมให้กับเขาคราหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาลงมือทานอาหารอย่างไม่รีบร้อนนัก
เวลาผ่านไปไม่นาน เหยียนชิงรู้สึกว่าความสงสัยของเขากำลังเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆจนในที่สุดเ้าตัวก็เอ่ยปากถามพนักงานที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขกด้วยความแปลกใจ
“พี่ชาย ท่านบอกข้าได้รึไม่ว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีคนมาพักที่นี่เลยแม้แต่คนเดียว?” เหยียนชิงเอ่ยถามขึ้นขณะกำลังกินข้าวที่อยู่ในจาน
พนักงานต้อนรับชายดูลังเลเล็กน้อยที่จะกล่าว แต่สุดท้ายมันก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดขึ้น
“แสดงว่าน้อยชายน่าจะเพิ่งมาที่นี่เป็ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเกิดเื่ขึ้นที่นี่ มันทำให้เรามีสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละ เฮ้อ....”
เหยียนชิงรู้สึกสงสัยขึ้นมากกว่าเดิม ชายหนุ่มหยุดทานข้าวลงพร้อมทั้งวางช้อนไว้ที่จานก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “พี่ชายพอจะเล่าเื่ที่ว่าให้ข้าฟังได้รึไม่?”
พนักงานต้อนรับแม้จะดูลังเลเหมือนในคราแรกแต่สุดท้ายก็พยักหน้าให้ชายหนุ่มอย่างจนใจ มันเดินมาหาเขาก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งข้างๆ
“เื่มันเกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน คุณหนูหลินของพวกข้ากับคุณหนูเฟยร้านอาหารตะวันออกตกเป็ข่าวอื้อฉาวว่าพวกนางรักกันดั่งคู่รัก หลังจากที่มีข่าวแทนที่พวกนางจะปฏิเสธเื่เหลวไหลนั่น พวกนางกลับยอมรับข่าวลืออย่างเต็มใจจนทำให้ครอบครัวของทั้งสองโกรธมาก ในตอนแรกพวกข้าก็ไม่เห็นด้วย แต่ว่าหลังจากที่พวกนางแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่รักกันจริง ทั้งสองครอบครัวก็ไม่ได้ขัดขวางอะไรอีกทั้งยังสนับสนุนให้พวกนางได้ครองรักกัน แต่เื่มันก็เกิดขึ้นตอนนี้แหละน้องชาย มีเ้าอ้วนตัณหากลับชื่อต้าิที่เป็ลูกของนายกองใหญ่คนหนึ่ง มันเกิดมาตกหลุมรักคุณหนูเฟยร้านอาหารตะวันออกเข้า ทำให้มันอยากจะได้นางมาเป็ภรรยา ยิ่งหลังจากที่มันเห็นหน้าคุณหนูหลินมันก็ถึงกับเอ่ยปากบอกว่าจะรับนางไปเป็ภรรยารองด้วย นั่นทำให้เกิดเื่ขึ้น!” พนักงานต้อนรับเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นอย่างออกรส
“แล้วไงต่อ? พวกนางว่ายังไง?” ชายหนุ่มถาม
“แน่นอนว่าพวกนางย่อมปฏิเสธ เ้าอ้วนต้าิโกรธมากจงขอให้บิดามันลงโทษพวกนาง เฮอะ! ไม่ว่าบุตรจะเป็อย่างไรบิดามันก็เป็อย่างนั้น บิดาของต้าิส่งพวกนางทั้งสองไปหอนางโลมผีเสื้อร่ายรำที่ตอนใต้ของเมืองหลวง ยามนี้ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกนางจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรบ้าง....เฮ้อ.....”
“หลังจากนั้นบิดาของมันก็กดดันธุรกิจของสองครอบครัว บ้างครั้งพวกมันก็ส่งคนมาป่วนร้านอาหารตะวันออก ไม่ก็ส่งคนมาทำลายข้าวของที่นี่ นี่แหละน้องชาย สาเหตุที่โรงเตี๊ยมเราไม่ค่อยมีลูกค้ายังไงล่ะ...”
เสียงถอนหายใจของพนักงานชายดังขึ้นติดต่อกันถึงสองครั้งสองคราในขณะที่เหยียนชิงจมจ่อมอยู่กับความคิดของตนเองเป็ที่เรียบร้อย
“น้องชาย? เฮ้! เ้าได้ยินข้ารึเปล่า?” พนักงานชายโบกมือไปมาที่ด้านหน้าของเหยียนชิง แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบกลับแต่อย่างใด
ผ่านไปชั่วครู่หนึ่งเหยียนชิงก็เงยหน้ามองพนักงานชายด้วยรอยยิ้มแปลกๆ ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายแทบจะตกเก้าอี้ด้วยความใ ก่อนจะเอ่ยคำพูดขึ้นมาหนึ่งประโยค
“ข้าเพิ่งเดินทางมาเมืองหลวงเป็ครั้งแรก ขอไปชมอิสตรีเมืองหลวงซักครั้งจะเป็ไรไป!”