บทที่ หนึ่ง
ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างแสงจันทร์สาดส่องไปทั่วพื้นที่สีน้ำตาลทองอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ท้องฟ้ายามราตรีเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับสายลมหนาวเย็นพัดผ่านไปพร้อมกับเศษทรายที่ปลิวขึ้นจากพื้นเสียงหวิวของลมแ่เบาแต่สะท้อนความเงียบเหงาในห้วงลึกของดินแดนแห้งแล้ง
ณใจกลางค่ายกระโจมเล็กๆ ของเผ่าซาเฟิง ชนเผ่าเร่ร่อนที่เหลืออยู่น้อยนิดที่อยู่รอดท่ามกลางความโหดร้ายของดินแดนทะเลทรายด้วยความกล้าหาญภายในกระโจมหลังหนึ่ง นายหญิงเล็กหลี่เสวี่ยบุตรสาวเพียงหนึ่งเดียวของหัวหน้าเผ่านอนนิ่งอยู่บนเตียงใบหน้าอ่อนเยาว์ดูบอบบางราวกับดอกไม้ที่พร้อมจะถูกลมพัดหายไปได้ในทุกเวลาร่างกายของนางอ่อนแอด้วยโรคประจำตัวที่คอยบั่นทอนกำลังทำให้หลายคนในเผ่าไม่มั่นใจในความสามารถของนางที่จะผ่านเหมันต์แสนอันตรายรุนแรงที่ใกล้เข้ามาได้
ในขณะที่นายหญิงเล็กหลี่เสวี่ยพักผ่อนนั้นมีเงาร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกล ‘หลิวชิงเซียง’ ผู้เป็ทั้งมือซ้ายและมือขวาของนายหญิงนางเป็หญิงสาวรูปร่างสูงเพรียว ในชุดคลุมยาวสีเข้มที่กลมกลืนกับความมืดรอบตัวเส้นผมสีดำขลับปลิวไหวตามสายลมแต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในร่างกายของหลิวชิงเซียงคือดวงตากลมที่เปล่งประกายแวววาวดั่งเหยี่ยวซึ่งทอประกายเปี่ยมความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง
หลิวชิงเซียงไม่ได้เป็เพียงคนสนิทหากแต่เป็บุตรสาวของคนสนิทของหัวเผ่าด้วยและเป็ยอดฝีมือแห่งการต่อสู้ผู้ที่นายหญิงเล็กหลี่เสวี่ยไว้ใจที่สุดนางได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ั้แ่ยังเยาว์วัยความเฉลียวฉลาดในการวางแผนและความสามารถในการต่อสู้ของนางทำให้บุรุษในเผ่าไม่อาจดูแคลนนางสามารถลอบสังหารในเงามืดได้อย่างไร้เสียงและไร้ร่องรอยหากแต่ในเวลาเดียวกันนางก็พร้อมที่จะปกป้องนายหญิงด้วยชีวิตของตนเอง
ทุกย่างก้าวของหลิวชิงเซียงเต็มไปด้วยความเงียบเช่นผิวน้ำไร้ลมเพราะจะแม้ในยามที่ดูเหมือนจะสงบนิ่ง แต่ทะเลทรายไม่เคยเป็ที่แห่งความปลอดภัยรอบเผ่าล้วนแฝงเร้นอันตราย ยิ่งการที่เผ่าซาเฟิงนับวันยิ่งอ่อนกำลังหัวหน้าเผ่าก็เข้าวัยชรานายหญิงของนางบุตรสาวกลับร่างกายอ่อนแอคนสนิทอย่างนางที่จงรักภักดีต่อนายหญิงเล็กและเผ่าของตนอย่างไม่มีข้อแม้แต่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าบางทีหลังรุ่นหลี่เสวี่ยเผ่าซาเฟิงอาจจะหมดยุคและถูกกลืนกินหายไป
แต่หลี่เสวี่ยมักจะพูดเสมอว่านางเชื่อว่าความแข็งแกร่งของเผ่าซาเฟิงไม่ได้ขึ้นอยู่กับพละกำลังหรือขนาดของเผ่าแต่อยู่ที่ความเป็หนึ่งเดียวและความตั้งใจที่จะต่อสู้เพื่ออนาคตของเผ่านางสัญญากับตัวเองว่าปกป้องและดูแลเผ่าไปจวบจนสุดของชีวิต
ขณะที่ลมเริ่มแรงขึ้นหลิวชิงเซียงกระชับผ้าคลุมและเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ดวงจันทร์ยังคงส่องสว่างแต่ในใจของนางคิดว่าไม่นานพายุทรายอาจจะกำลังมาแต่ขณะนั้นเองก็มีสิ่งหนึ่งมุ่งมาทางเผ่าซาเฟิงเป็เพียงจุดเล็กๆแต่นางก็พอจะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร คนควบม้าเร็วฝ่าพายุทะเลทรายแสดงว่าเป็คนที่หัวเมืองไม่ใช่คนของเผ่าถึงขี่ม้าแบบนี้ต่างจากคนในเผ่าซาเฟิง
หลิวชิงเซียงก้าวเดินไปที่ด้านหน้าเผ่าเพื่อสังเกตการณ์บุคคลผู้มาใหม่ไม่นานคนที่ควบม้าเร็วก็มาถึงทางเข้า บุรุษผู้นั้นเป็คนของหัวเมืองจริงๆนายกองร่างกำยำตวัดตัวลงจากม้าแล้วเข้าไปพบหัวหน้าเผ่าด้านในกระโจมนางลอบมองอยู่ด้านนอกพักใหญ่นายกองคนนั้นก็ออกมาแล้วตรงกลับขึ้นม้าควบออกไป
“มีเื่แน่ๆ” ทุกครั้งที่หัวเมืองส่งคนมาล้วนมีแต่สารสำคัญไม่เช่นนั้นเผ่าเล็กๆแห่งนี้แทบไร้ตัวตน ยังไม่ทันที่หลิวชิงเซียงจะหันตัวกลับจากไป จู่ๆ ท่านหัวหน้าเผ่าก็สั่งเรียกตัวนายหญิงของนางขึ้นมาคิ้วเรียวพลันขมวดเข้าหากันหรือว่าเื่ที่คนของหัวเมืองมาส่งสารจะเกี่ยวข้องกับหลี่เสวี่ยร่างเพรียวจึงรีบตรงกลับกระโจมไปอยู่ข้างกายนายหญิง
หลี่เสวี่ยผู้เป็นายหญิงของหลิวชิงเซียงนั้นเข้านิทราไปแล้วแม้ว่าจะพึ่งยามซวีแต่วันนี้ร่างกายของนางไม่ค่อยดีจึงดื่มยาและพักผ่อนแต่หัววัน
“เรียกนายหญิงด้วยท่านหัวหน้าเผ่าคงมีเื่สำคัญ”
“ได้ เดี๋ยวข้าจะพานายหญิงตามไป” หลังหลิวชิงเซียงรับคำแล้วก็หายเข้าไปในกระโจมนางเรียกจ้าวเอ่อร์ฉิงผู้เป็ข้ารับใช้ที่ดูแลใกล้ชิดให้ไปปลุกนายหญิงเล็กที่เข้านิทราไม่ถึงชั่วยามให้เปลี่ยนชุดคลุมและไปพบท่านหัวหน้าเผ่า
ไม่นานหลี่เสวี่ยก็พร้อมร่างบอบบางอยู่ในชุดคลุมผ้าขนสัตว์ผืนหนาให้ความอบอุ่นกับร่างกายหลิวชิงเซียงเดินเข้ามาเดินเคียงข้างของนายหญิงถึงแม้อีกฝ่ายจะอยู่ในฐานะนายหญิงแต่อายุของทั้งสองก็ไม่ห่างกันมากผู้เป็นายกำลังเข้าวัยสิบเจ็ดส่วนผู้ปกป้องข้างกายอายุมากกว่าหลักเดือนด้วยวัยสิบเจ็ดทั้งสองจึงสนิทกันเหมือนสหายเสียมากกว่า
หลี่เสวี่ยเดินเข้ามาชิดคนสนิทแล้วเอ่ยถามเสียงเบาว่านางรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นถึงถูกเรียกตัวในเวลาเช่นนี้
“ข้าก็ไม่ทราบ แต่ก่อนหน้าพึ่งมีนายกองจากหัวเมืองมาพบท่านหัวหน้าเผ่าคาดว่าอาจจะเกี่ยวนายหญิงเล็ก” สตรีใบหน้าอิดโรยสีค่อนข้างซีดคล้ายกลีบดอกไม้ที่ต้องลมจนช้ำพยักหน้ารับคนข้างกาย
บุตรสาวหนึ่งเดียวของหัวหน้าเผ่ามาถึงกระโจมใหญ่พร้อมคนสนิทและสาวรับใช้ข้างกาย“ท่านพ่อ ลูกมาแล้ว” หลี่เสวี่ยกล่าวเรียกอยู่หน้ากระโจมขนาดใหญ่ที่ถูกตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนทะเลทรายสายลมแ่เบาพัดพาเม็ดทรายละเอียดลอยผ่านเข้าไปในช่องเปิดของกระโจม เสียงพรึ่บเบาๆ
“รีบเข้ามาเถอะ” เสียงของผู้เป็หัวหน้าเผ่าดังกังวานออกมาหลิวชิงเซียงจึงเปิดกระโจมให้ผู้เป็นายเดินผ่านเข้าไปก่อนด้านในของกระโจมบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นของเครื่องหอมและสมุนไพรที่หญิงรับใช้คอยเผาไว้เพื่อรักษาอาการป่วยของคุณหนูที่มีร่างกายบอบบางบิดาที่เห็นบุตรสาวตบที่นั่งข้างกายให้นางมานั่งพักที่ตั่งคลุมด้วยผ้าไหมและถูกปูด้วยหนังสัตว์อีกชั้นเพื่อรองรับร่างกายที่ป่วยไข้
บิดาของหลี่เสวี่ยหัวหน้าเผ่า‘หลี่เจี๋ยซง’ ผู้มีใบหน้าที่กร้านแดดจากใช้ชีวิตและเดินทางมานับไม่ถ้วนกลางทะเลทรายเขานั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมรอยเหี่ยวย่นบริเวณดวงตายิ่งชัดเจนเมื่อเขาเริ่มพูด น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้ทุกคนในกระโจมเงียบกริบ
หลี่เสวี่ยที่มาถึงก็ไม่เอ่ยสิ่งใดนางรอเพียงให้ผู้เป็บิดาเอ่ยวาจาก่อนอย่างใจเย็น“ลูกต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในพิธีคัดเลือกสนม..” หัวหน้าเผ่ากล่าวขึ้นอย่างราบเรียบแม้แต่เสียงลมภายนอกก็เหมือนจะสงบลงไปชั่วขณะเมื่อเขากล่าวประโยคนี้ออกมา
บุตรสาวผู้อ่อนแอเอนผงะไปกับหมอนใบน้อยด้านหลังดวงตาของนางเบิกกว้างเล็กน้อยแววตานั้นเต็มไปด้วยความกังวลและหวาดหวั่น “แต่ลูก..ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ..จะให้ไปเข้าเฝ้าได้อย่างไร?” นางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอ่อนล้าราวกับทุกคำที่เปล่งออกมาทำให้นางเหนื่อยยิ่งขึ้นไปอีก
หลิวชิงเซียงผู้เป็คนสนิทและเพื่อนรักของบุตรสาวหัวหน้าเผ่าไม่อาจยืนเฉยนางเขาไปพยุงร่างอ่อนแอให้กลับมานั่งตัวตรงอีกครั้งสตรีห้าวหาญสวมชุดนักรบที่เป็ผ้าทอมือจากเส้นไหมและขนสัตว์ท้องถิ่นสีน้ำตาลเข้มเมื่อกลับมายืนที่เดิมนางก็เผลอกัดริมฝีปากบางอย่างครุ่นคิดใจของนางเ็ปกับสิ่งที่เพื่อนรักต้องเผชิญ
“ท่านหัวหน้าเผ่าข้าขอพูดแทนนายหญิงเล็กได้หรือไม่?” นางเองกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวหัวหน้าเผ่าหันมามองบุตรสาวที่นั่งตัวอ่อนแล้วจึงพยักหน้าช้าๆ
“นายหญิงเล็กยังป่วยอยู่จะให้เข้าเฝ้าในสภาพเช่นนี้เกรงว่าจะไม่ไหวการเดินรอนแรมก็ยาวไกลเกรงจะไม่สามารถทนไปได้ถึงเมืองหลวงแล้วอากาศก็สลับเปลี่ยนไปมาความไม่คุ้นชินนายหญิงเล็กไม่อาจปรับตัวทันด้วย” น้ำเสียงของหลิวชิงซียงแฝงด้วยความหวังลึกๆว่าคำพูดของตนจะทำให้หัวหน้าเผ่ายกเลิกการตัดสินใจเมื่อครู่
แต่หัวหน้าเผ่าส่ายหน้าอย่างหนักแน่น“เราไม่มีทางเลือกเช่นนั้นถ้าหากไม่ส่งคนไปเข้าคัดเลือกฮ่องเต้จะถือว่าเผ่าของเราขัดโองการและจะส่งผลเสียต่อทั้งเผ่า” เสียงของเขาหนักแน่นราวกับเป็คำสั่งที่ไม่อาจโต้แย้งได้
หญิงรับใช้คนสนิทที่นั่งเฝ้าอยู่ด้านข้างด้วยความสงบแอบปาดน้ำตาเบาๆ ด้วยความสงสารนายหญิงเล็ก จ้าวเอ่อร์ฉิงคอยเฝ้าดูแลมาตลอดเมื่อนางเหลือบไปเห็นอาการของนายหญิงที่ไม่สู้ดีก็ใช้มือเช็ดเหงื่อที่ซึมออกจากหน้าผากของหลี่เสวี่ยด้วยผ้านุ่ม
บรรยากาศภายในกระโจมสงบนิ่งจนเสียงลมหวีดหวิวด้านนอกยังได้ยินชัดเจน ทุกสายตาจับจ้องไปที่บุตรสาวหัวหน้าเผ่าผู้ที่ต้องรับหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ท่ามกลางอาการเจ็บป่วยนางกลับไม่สามารถปฏิเสธภาระหน้าที่อันหนักอึ้งนี้ได้
หลี่เสวี่ยทอดถอนใจเผ่าเล็กๆ กลางทะเลทรายอย่างซาเฟิงจะเอาแรงที่ไหนว่าโต้ตอบทัพหลวงถ้าแสดงการแข็งข้อขนาดหัวเมืองเซิงไห่ที่ยิ่งใหญ่คิดเป็ปรปักษ์เมื่อราวๆสี่ถึงห้าปีก่อนเพราะเห็นเทียนหลงฮ่องเต้พึ่งขึ้นครองราชย์จึงอาศัย่รอยต่อตอนนั้นใครจะคาดว่าฮ่องเต้พระองค์นี้เฉียบขาดเพียงใดแม้จะพระชนม์น้อยทุกวันนี้เมืองเซิงไห่ยังไม่ฟื้นกำลังเลย
“ได้ หน้าที่ใดต้องทำก็ต้องทำ ลูก..จะ”
“ข้าข้อไปแทนนายหญิงเล็กเอง” เสียงแน่นหนักเปล่งออกมาขัดเสียงอ่อนแรงของผู้เป็นายเสียก่อนที่จะกล่าวจบ
นายหญิงพาคนสนิทและข้ารับใช้ข้างกายกลับมาที่กระโจมของตนเองในกระโจมที่เล็กรองลงมาจึงกว้างขวางพอที่จะให้คนเข้ามาอาศัยได้นับสิบ แต่เพียงเวลากลับอึดอัดยิ่งทั้งที่มีเพียงสามคนเท่านั้น
หลิวชิงเซียงคุกเข่าข้างหนึ่งลงที่พื้นอีกข้างชันตั้งตรงเป็ฐานรับแขนที่ยกขึ้นเคารพนายหญิงเล็กที่นั่งนิ่งบนเตียงขนสัตว์สีขาวนุ่มไม่ต่างอย่างไหมลื่น“ให้ข้าไปเถอะนายหญิงเล็ก”
“ข้าจะห้ามได้อย่างไร ท่านพ่ออนุญาตกับแผนการของเ้าเรียบร้อยแล้วนี่..ชิงเอ๋อร์” แม้น้ำเสียงจะแ่เบาสงบนิ่งแต่หลิวชิงเซียงอยู่กับหลี่เสวี่ยมานานจนเพียงแค่นี้ก็สามารถรู้ความในใจได้ทั้งหมดนางหญิงผู้นี่ของตนกำลังไม่พอใจอยู่หกถึงเจ็ดส่วน
“นายหญิงเล็ก..ไม่ว่าข้าจะอยู่ในฐานะใดก็ไม่อาจจะปล่อยท่านไปจะข้ารับใช้ คนในเผ่าหรือยิ่งสหายคนสนิทยิ่งไม่ได้ ข้าเข้าใจท่านแล้วท่านโปรดเข้าใจข้าด้วย..เสวี่ยเอ๋อร์”
สตรีร่างบอบบางเผลอเม้มปากที่ซีดเซียวจนห้อเืนางไม่อาจจะมีโทสะต่อคนที่จงรักภักดีกับตนได้นานนัก เวลาก็มีน้อย..รุ่งเช้าวันพรุ่งหลิวชิงเซียงก็ต้องเริ่มเร่งออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้วเส้นทางพันลี้ไม่รู้จะได้พบเจอกันอีกเมื่อไร คนสนิทผู้นี้เปรียบดั่งสหายและพี่สาวทั้งสองเติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ร่ำเรียน ฝึกฝน ไม่มีวันใดไม่พบหน้าเพราะนางเป็บุตรสาวคนสนิทของท่านพ่อจึงถูกวางให้เป็คนติดตามของนางต่อไปแต่พอยิ่งโตร่างกายของหลี่เสวี่ยก็ยิ่งเสื่อมถอยหลิวชิงเซียงจึงต้องเข้มแข็งเป็สองเท่าแทนส่วนของนางเพื่อแสดงว่าผู้เป็นายสามารถสืบทอดตำแหน่งของเผ่าได้
หลี่ปาดน้ำตาที่หางตาก่อนแตะที่ไหล่หลิวชิงเซียง“มาเถอะ เก็บของกันจะปลอมเป็ข้าเ้าจะใส่ชุดเช่นนักรบทะเลทรายเช่นนี้ไม่ได้แล้วนะ”
หลิวชิงเซียงยิ้มให้อีกฝ่ายที่ยอมยกโทษให้ตนหลังคำพูดไม่กี่คำไม่มีผู้ใดใจดีกับนางไปกว่าหลี่เสวี่ยอีกแล้ว โดยที่นางกระทำการใดก็ไม่ปรึกษาก่อนแต่ก็ยังให้อภัยไม่เก็บมาถือสาได้นานมือเรียวนุ่มละมุนดึงข้อมือของคนสนิทให้เดินตามไปที่หีบด้านในกระโจมพลางเรียกจ้าวเอ่อร์ฉิงให้ช่วยเก็บของอีกคน
“ไม่ต้องเตรียมเยอะหรอกเสวี่ยเอ๋อร์ของน้อยเดินทางคล่องตัว ไปไม่นานข้าก็กลับ” ร่างเพรียวโบกมือปฏิเสธเมื่อนายหญิงจะให้เสื้อผ้าเครื่องประดับส่วนตัวมาติดตัวไปกับการเดินทางครั้งนี้
“ได้อย่างไรเผ่าซาเฟิงถึงจะห่างไกลกินกลางดินกลางทรายแต่จะให้ใครๆ ดูแคลนไม่ได้เ้าปลอมเป็ข้าก็จะต้องแต่งกายดั่งบุตรสาวหัวหน้าเผ่าให้แเี แล้วอีกอย่างก็..ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไร” เสียงหวานยิ่งเบาลงในท้ายประโยคมือเล็กยื่นมาจับมือที่ฝ่ามือกร้านจากการฝึกวรยุทธ์อย่างหนักด้วยความห่วงหา
“ต้องได้เจอกันอยู่แล้วสตรีเช่นข้าจะผ่านการคัดเลือกได้อย่างไร ฮ่องเต้คงจะตาบอดหูหนวกเป็แน่” หลิวชิงเอ่ยอย่างขบขันนางรู้ตัวดีว่าพวกชาวเมืองมีความนิยมสตรีเช่นใด นุ่มนวลอ่อนหวานกิริยางดงาม เอ่ยวาจาสามคำก็จบประโยคประหยัดถ้อยคำไม่นับรูปลักษณ์ภายนอกอีก ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้นางผ่านการคัดเลือกได้เลย
“ถ้าเ้าไม่ผ่านนับเป็โชคของข้าที่จะได้เ้ากลับมาเคียงข้างแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดหากเ้าผ่านก็หวังว่าการแก่งแย่งที่วังหลังอันโหดร้ายจะไม่ทำร้ายเ้า”
“วางใจเถอะเสวี่ยเอ๋อร์บุปผานับร้อยจะผ่านได้อย่างไร”