เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 92 หย่าจิ้ง

            จางเสี่ยวเสียไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าแตงกวาดองรสเลิศขนาดนี้จะเป็นฝีมือของทิงเสวี่ย เด็กนั่นก็แค่อายุแปดเก้าขวบ ฉลาดก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเก่งกาจถึงขั้นทำสิ่งที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังทำไม่ได้ให้ออกมาสมบูรณ์แบบได้ขนาดนี้

            เมื่อก่อนจางเสี่ยวเสียเองก็เคยมาเรียนดองผักกับย่าหลินเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะลองกี่ครั้ง รสชาติก็ไม่เคยได้ดั่งใจเลยสักหน ทำออกมาพอกินได้ก็บุญแล้ว แถมยังเก็บไว้ได้ไม่นาน ไม่เกินสิบวันก็เริ่มส่งกลิ่นบูดเสียแล้ว

            ทีแรกเธอนึกว่าย่าหลินหวงวิชา แอบกั๊กสูตรเด็ดไว้คนเดียว แต่พอรู้ว่าแม้แต่หลินชุ่ยหงกับหลินชุ่ยอิง ลูกสาวแท้ๆ ของแกก็ยังทำไม่ได้ดีไปกว่าเธอ จางเสี่ยวเสียจึงเริ่มเข้าใจว่า... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนสอน แต่อยู่ที่ฝีมือคนทำต่างหาก

            ขนาดเธอที่เป็นผู้ใหญ่ยังถอดใจ แล้วเด็กเมื่อวานซืนอย่างทิงเสวี่ยจะทำสำเร็จได้อย่างไร?

            เด็กคนนี้... ช่างไม่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย

            ไม่นานนัก หลินกั๋วเซิ่งก็กลับมากินข้าว พอเขาคีบแตงกวาดองเข้าปาก คำชมก็พรั่งพรูออกมาไม่หยุด “โอ้โห! รสชาตินี้มันฝีมือแม่ชัดๆ ไม่นึกเลยว่าเจ้ากั๋วผิงจะสืบทอดวิชาดองผักของแม่มาได้แนบเนียนขนาดนี้”

            จางเสี่ยวเสียรีบสวนขึ้นทันควัน “ก็แน่ล่ะสิคะ เลือดข้นกว่าน้ำ พ่อลูกกันแท้ๆ มันต้องได้ทักษะมาบ้าง... แต่แตงกวานี่ เสียวเสวี่ยเป็นคนเอามาให้ค่ะ ยัยเด็กคนนี้ก็ช่างกล้า พูดหน้าตาเฉยว่าเป็นคนทำเอง โอ้อวดเกินตัวจริงๆ คุณคะ... วันหลังถ้าเจอเจ้ารอง คุณช่วยเตือนเขาหน่อยนะ จะรักลูกหลงลูกยังไงก็ได้ แต่อย่าปล่อยให้ลูกกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ตัวแค่นี้ก็หัดโกหกแล้ว โตขึ้นจะขนาดไหน?”

            หลินกั๋วเซิ่งพยักหน้าเห็นด้วย “อืม... เดี๋ยวเจอหน้ากั๋วผิงแล้วฉันจะลองคุยดู เสียดายที่เด็กฉลาดๆ อย่างเสียวเสวี่ยจะมาเสียนิสัยเพราะเรื่องแค่นี้”

            พูดจบเขาก็คีบแตงกวาดองชิ้นโตเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยจนลืมไปว่าของดองเค็มควรจะกินทีละนิด... ก็มันอร่อยจนหยุดไม่ได้นี่นา!

            หลังจากแวะบ้านลุงใหญ่ ทิงเสวี่ยก็เดินสายแจกแตงกวาดองต่อ ทั้งบ้านลุงรอง หลินกั๋วจวิน บ้านของหลินหงเจี้ยน และปิดท้ายที่บ้านปู่หวงย่าหวง

            ไม่ว่าจะไปบ้านไหน ทิงเสวี่ยก็ยืดอกบอกทุกคนด้วยความภูมิใจว่าเป็นคนทำเอง แต่ปฏิกิริยาตอบรับกลับไม่ต่างจากบ้านลุงใหญ่เท่าไหร่นัก แม้ปากจะชมเปาะว่า เสียวเสวี่ยเก่งจัง เสียวเสวี่ยฉลาดจัง แต่แววตากลับฟ้องว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดของเด็กหญิงเลยสักคน

            ใครจะไปเชื่อลง... ว่าเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบจะสืบทอดตำนานผักดองรสเทวดาของย่าหลินได้!

    “ผมเชื่อครับ! ผมเชื่อว่าเป็นฝีมืออาเล็กจริงๆ” มีเพียงหลินฉางจื้อคนเดียวที่ออกตัวปกป้องทิงเสวี่ยกลางวงข้าว

            แม่ของหลินฉางจื้อส่ายหน้าขำๆ “แกก็แค่เห็นเสียวเสวี่ยไปซื้อซีอิ๊วกับน้ำส้มสายชูมาไม่ใช่เหรอ? ของแบบนี้มันต้องเป็นฝีมือลุงรองของแกแน่ๆ ขนาดซาลาเปายังทำอร่อยกว่าย่าทวดเลย ถ้าจะทำผักดองให้อร่อยเหาะได้อีกอย่างก็ไม่แปลกหรอก”

            หลินหงเจี้ยนพยักหน้าสนับสนุน “ใช่... ย่าทวดของแกน่ะฝีมือชั้นครู ปู่รองของแกคงได้วิชามาเต็มๆ”

            จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่อง หันมาคุยกับลูกชาย “อีกสองวันพ่อจะพาแกเข้าเมืองไปซื้อจักรยาน ใกล้เปิดเทอมแล้วต้องมีรถไว้ขี่ไปโรงเรียน แล้วก็แวะร้านหนังสือด้วยนะ ไปหาซื้อหนังสือดีๆ มาอ่านบ้าง”

            หลินฉางจื้อแย้งเสียงอ่อย “จักรยานคันเก่าที่บ้านก็ยังมีนี่ครับ ผมขี่คันนั้นก็ได้”

            ผู้เป็นแม่รีบแทรก “ไม่ได้ๆ จักรยานคันนั้นพ่อซื้อมาตั้งแต่สมัยจีบแม่ใหม่ๆ เก่าคร่ำคร่าจะตาย จะให้ลูกรักของแม่ขี่เศษเหล็กไปโรงเรียนได้ยังไง? อายเพื่อนเขาตายเลย”

            หลินฉางจื้อรู้สึกอบอุ่นหัวใจที่พ่อแม่รักและทุ่มเทให้เขาขนาดนี้ พลันนึกถึงคำพูดพล่อยๆ ที่เคยบอกทิงเสวี่ยว่าจะไม่ตั้งใจเรียน... ถ้าพ่อแม่รู้เข้าคงเสียใจแย่ ดีไม่ดีเขาอาจจะโดนไม้กวาดฟาดก้นลายจริงๆ ก็ได้

            สองวันต่อมา หลินหงเจี้ยนพาหลินฉางจื้อเข้าตัวอำเภอตามสัญญา

            พวกเขาตรงดิ่งไปที่ร้านจักรยาน เลือกซื้อคันใหม่เอี่ยมที่เหมาะกับเด็กวัยกำลังโต จากนั้นก็ไปต่อที่ร้านหนังสือ

            นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หลินฉางจื้อได้เข้าร้านหนังสือ เขาเดินงงๆ อยู่กลางกองหนังสือมากมาย หลินหงเจี้ยนเองก็ความรู้น้อย ช่วยลูกเลือกไม่ถูก สุดท้ายต้องพึ่งพนักงานสาวให้ช่วยแนะนำหนังสือดีๆ ที่เหมาะกับเด็กเตรียมสอบเข้า ม.ต้น มาให้สองสามเล่ม

            หลังจากช็อปปิงเสร็จ หลินหงเจี้ยนก็พาลูกชายไปฉลองมื้อใหญ่ที่ภัตตาคาร

            “ฉางจื้อ... พอขึ้นมัธยมแล้วต้องตั้งใจเรียนให้หนักนะลูก อย่ามัวแต่ห่วงเล่น ดูอย่างอารองของแกเป็นตัวอย่าง เขาขยันจนสอบติดมหาวิทยาลัย เป็นหน้าเป็นตาให้วงศ์ตระกูล จบมาก็ได้ทำงานดีๆ มีเงินเดือนกิน นั่งห้องแอร์สบายๆ ...ดูอย่างพ่อสิ ถ้าไม่หลังขดหลังแข็งไถนา ก็ต้องมายืนขาแข็งขายถั่วงอกในตลาด ชีวิตคนไม่มีความรู้มันลำบากนะ...”

            ปกติหลินหงเจี้ยนเป็นคนพูดน้อย แต่วันนี้เขากลับพรั่งพรูความในใจออกมาให้ลูกฟังยืดยาว

            มองดูใบหน้ากร้านแดดและแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของพ่อ หลินฉางจื้อรู้สึกจุกในอก “พ่อไม่ต้องห่วงนะครับ ผมสัญญา... ขึ้นมัธยมแล้วผมจะตั้งใจเรียน จะไม่เหลวไหลอีกแล้วครับ”

            หลินหงเจี้ยนยิ้มบางๆ ลูบหัวลูกชาย “พ่อเชื่อใจแก”

            กว่าสองพ่อลูกจะกลับถึงหมู่บ้านต้าเหอก็บ่ายคล้อย แม้จะเหนื่อยแต่ความเห่อของใหม่ยังคุกรุ่น หลินฉางจื้อดื่มน้ำแก้วเดียวก็รีบจูงจักรยานคันโก้ออกไปทันที

            เขาปั่นตรงดิ่งมาที่บ้านทิงเสวี่ย กดกริ่งเรียกเสียงดังลั่น “อาเล็ก! อาเล็ก! ออกมานี่เร็วครับ!”

            ทิงเสวี่ยที่กำลังอาบน้ำให้เจ้าแมว เตี๋ยนเตี่ยนได้ยินเสียงเรียกก็รีบเช็ดมือวิ่งออกมา “ว้าว! เจ้าหลานชาย... ไปถอยรถใหม่มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”

            หลินฉางจื้อยืดอกภูมิใจ “เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ วันนี้เลย! อาเล็ก... ขึ้นมาสิ เดี๋ยวผมจะพาไปซิ่งกินลมชมวิว”

            “รอแป๊บ! ขอจัดการเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนก่อน”

            ไม่นานทิงเสวี่ยก็จัดการภารกิจเสร็จสิ้น เธอวิ่งออกมาและกระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยานคันใหม่ของหลานชาย

            หลินฉางจื้อปั่นพาทิงเสวี่ยลัดเลาะไปตามถนนในหมู่บ้าน พอเจอคนรู้จักเขาก็กดกริ่งทักทาย กริ๊งๆ เสียงใส ก้องกังวานไปทั่ว ราวกับประกาศความสุขของเด็กทั้งสองให้โลกได้รับรู้

            “ฉางจื้อ! บรรยากาศแบบนี้ฉันอยากร้องเพลงจัง!” ทิงเสวี่ยตะโกนบอก ลมเย็นๆ ที่ปะทะหน้าทำให้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษ

            “จัดไปเลยอาเล็ก! ขอเพลงดังๆ นะ ไม่เอาเพลงปลุกใจ... เอาเพลงเติ้งลี่จวินได้ยิ่งดี!”

            “ไม่มีปัญหา!”

            สำหรับทิงเสวี่ย เพลงของราชินีเพลงหวาน เติ้งลี่จวินนั้นเธอร้องได้ขึ้นใจ เธอเริ่มขับขานบทเพลง “เรื่องราวในเมืองเล็ก” ต่อด้วย “เถียนมี่มี่” และ “พระจันทร์แทนใจฉัน” เสียงใสๆ ของเธอกังวานก้อง แม้จะเป็นเด็กแต่ท่วงทำนองและอารมณ์เพลงกลับถ่ายทอดออกมาได้อย่างไพเราะจับใจ

            ในขณะที่กำลังร้องเพลงอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกชื่อเธอแทรกเข้ามา...

            “หลินทิงเสวี่ย! หลินทิงเสวี่ย!”

            ทิงเสวี่ยชะงัก หันไปมองตามเสียง... นั่นมันฉินหยวนเฟิงนี่นา! ไม่เจอกันตั้งนาน เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มีเด็กสาวหน้าตาน่ารักในชุดกระโปรงลายดอกไม้สีชมพู มัดผมแกละสองข้างยืนอยู่ข้างๆ ด้วย

            “ฉางจื้อ จอดรถก่อน!”

            พอจักรยานจอดสนิท ทิงเสวี่ยก็กระโดดลงวิ่งเข้าไปหาเพื่อนเก่า โดยมีหลินฉางจื้อเดินเข็นรถตามมาติดๆ

            หลังจากการแนะนำตัว ทิงเสวี่ยจึงรู้ว่าเด็กสาวน่ารักคนนี้คือ หวังหย่าจิ้ง ลูกสาวของหวังอ้ายหมิน ลุงรองของฉินหยวนเฟิง เธออายุน้อยกว่าฉินหยวนเฟิงครึ่งปี แต่ตัวเล็กกว่าเขามาก

            “นายคือหลินฉางจื้อใช่ไหม? จักรยานนั่นของนายเหรอ?” ฉินหยวนเฟิงมองจักรยานคันใหม่อย่างสนใจ

            “ใช่! เพิ่งถอยมาวันนี้เลย” หลินฉางจื้อตอบยืดอก

            “ขอลองขี่หน่อยได้ไหม?”

            คำขอนั้นทำให้หลินฉางจื้อลังเล... ก็รถเพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ยังเห่อไม่หายเลยนี่นา

            ทิงเสวี่ยเห็นท่าทีลำบากใจของหลานชายจึงหันไปถามฉินหยวนเฟิง “นายขี่เป็นแน่เหรอ?”

            “เป็นสิ! คล่องปร๋อเลย” ฉินหยวนเฟิงยืนยัน

            หวังหย่าจิ้งรีบเสริม “ลูกพี่ลูกน้องฉันขี่เก่งนะ ขี่เป็นตั้งแต่อายุแปดขวบแล้ว”

            ทิงเสวี่ยพยักหน้า ก่อนจะหันไปเกลี้ยกล่อมหลานชาย “ฉางจื้อ... เพื่อนขี่เป็นน่า ให้เขาลองหน่อยเถอะ แป๊บเดียวเอง”

            เมื่ออาเล็กออกปาก มีหรือหลานชายจะขัดใจ “เอ้า... ก็ได้ แต่ขี่ระวังๆ นะ แป๊บเดียวนะเว้ย”

            ฉินหยวนเฟิงรับคำ รับช่วงต่อจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างคล่องแคล่ว

            แต่ด้วยความหวงรถ หลินฉางจื้อจึงอดไม่ได้ที่จะวิ่งตามไปคุมเชิง แม้เรื่องเรียนจะไม่เอาไหน แต่เรื่องกีฬาวิ่งแข่งนี่เขาก็ไม่เป็นรองใครเหมือนกัน

            ทิ้งให้สองสาว หวังหย่าจิ้งและทิงเสวี่ย ยืนคุยกันอยู่เบื้องหลัง

            หวังหย่าจิ้งดูเป็นคุณหนูผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว พ่อเป็นครู แม่รับราชการ ชีวิตสุขสบายไม่เคยต้องลำบาก มือไม้เรียวนุ่มขาวผ่องผิดกับมือที่เริ่มกร้านงานของทิงเสวี่ย แต่ถึงอย่างนั้น หวังหย่าจิ้งกลับไม่มีท่าทีรังเกียจหรือถือตัวเลยแม้แต่น้อย

            “ฉินหยวนเฟิงบอกฉันว่าเธอเป็นเพื่อนคนแรกของเขาที่นี่ เขาชมเธอบ่อยมากเลยนะ บอกว่าเธอน่ารัก เสียงเพราะ แล้วก็ฉลาด... ดูท่าเขาจะพูดจริงแฮะ” หวังหย่าจิ้งพูดพลางส่งยิ้มจริงใจให้

            ทิงเสวี่ยหัวเราะร่า “โอ้โฮ! คนปากหนักอย่างหมอนั่นชมคนเป็นด้วยเหรอเนี่ย? เหลือเชื่อจริงๆ”

            “เขาไม่ชมใครง่ายๆ หรอกนะ มีแค่เธอนี่แหละ... อ้อ เมื่อกี้ฉันได้ยินเธอร้องเพลงเติ้งลี่จวินด้วย พ่อเธออนุญาตให้ฟังด้วยเหรอ? ดีจัง... พ่อแม่ฉันนะ หัวโบราณชะมัด บอกว่าเพลงผู้ใหญ่ไม่เหมาะกับเด็ก ห้ามฉันฟังเด็ดขาดเลย” น้ำเสียงของหวังหย่าจิ้งเจือความน้อยใจ

            ทิงเสวี่ยยิ้มปลอบ “ผู้ใหญ่เขาก็หวังดีแหละน่า เอาไว้โตขึ้นค่อยฟังให้จุใจไปเลย... ที่ในตัวอำเภอมีร้านเทปเยอะแยะ เดินผ่านบ่อยๆ เดี๋ยวก็ได้ยินจนร้องได้เองแหละ”

            “นั่นสินะ... ทิงเสวี่ย เธอไม่เหมือนเด็กแถวนี้เลยนะ เธอรู้เรื่องในเมืองเยอะจัง ดูทันสมัย ไม่เชยเลยสักนิด” หวังหย่าจิ้งมองทิงเสวี่ยด้วยความชื่นชม

            “ไม่เชยงั้นเหรอ?” ทิงเสวี่ยเลิกคิ้ว

            “ใช่! ดูดีเหมือนเพื่อนๆ ฉันในเมืองเลยล่ะ น้าฉันเรียกว่า ดูไม่เชยน่ะ!”

            คำชมว่า ไม่เชย ทำเอาทิงเสวี่ยหัวใจพองโตยิ่งกว่าถูกชมว่าสวยเสียอีก

            เคมีของทั้งสองคนเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่พลัดพรากกันมานาน

            ไม่นานฉินหยวนเฟิงก็ปั่นจักรยานกลับมาพร้อมกับหลินฉางจื้อที่วิ่งหอบแฮ่กๆ ตามหลังมา

            เนื่องจากฟ้ายังสว่าง แก๊งเด็กสี่คนจึงชวนกันไปเดินเล่นริมแม่น้ำ จับปู พลิกหินหาสัตว์น้ำตัวเล็กตัวน้อยกันอย่างสนุกสนาน

            จนกระทั่งดวงตะวันลับขอบฟ้า ถึงเวลาต้องแยกย้าย ทิงเสวี่ยกระโดดซ้อนท้ายจักรยานหลินฉางจื้อ ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีกลับบ้าน ส่วนหวังหย่าจิ้งเดินกลับพร้อมฉินหยวนเฟิง

            ระหว่างทางเดินกลับ หวังหย่าจิ้งยังคงพูดถึงเพื่อนใหม่ไม่หยุด “หลินทิงเสวี่ยน่ารักจัง ฉลาดคุยด้วย ไม่เหมือนเด็กบ้านนอกที่ฉันเคยจินตนาการไว้เลย”

            ฉินหยวนเฟิงยิ้มมุมปาก “ฉันบอกแล้วไงว่าเธอต้องชอบ ทิงเสวี่ยเป็นเด็กฉลาดที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาแล้ว เสียดายที่เกิดผิดที่... ถ้าเขาได้อยู่ในเมือง ป่านนี้คงได้เรียนเปียโน เรียนวาดรูปเหมือนเธอไปแล้ว”

            “แล้วทำไมเธอไม่ไปอยู่กับแม่ล่ะ? ได้ยินว่าแม่แต่งงานใหม่ไปแล้วนี่นา” หวังหย่าจิ้งถามด้วยความสงสัย

            ฉินหยวนเฟิงแค่นหัวเราะ “ไปทำไม? ไปให้พ่อเลี้ยงโขกสับเหรอ? ได้ข่าวว่าพ่อใหม่เขาก็มีลูกชายติดมาด้วย โตกว่าเราอีก ขืนทิงเสวี่ยไปอยู่ด้วยคงลำบากแย่... อยู่ที่นี่ถึงจะจนหน่อย แต่ก็มีอิสระ พ่อแท้ๆ กับลุงป้าน้าอาก็รักและตามใจจะตาย ฉันล่ะอิจฉาเขาจริงๆ”

            หวังหย่าจิ้งพยักหน้าเข้าใจความรู้สึกของลูกพี่ลูกน้อง

            ถึงทิงเสวี่ยจะไม่มีแม่ แต่เธอก็ยังมีพ่อที่รักเธอสุดหัวใจ...

            ต่างจากฉินหยวนเฟิง... ที่แม้จะมีพ่อ แต่ก็เหมือนไม่มี พ่อแท้ๆ ทิ้งเขาไว้นานเกือบเดือนแล้วยังไม่โผล่หน้ามาดูดำดูดี ปล่อยให้เขากลายเป็นส่วนเกินในครอบครัวใหม่ที่มีความสุข... ถ้าเขาไม่กลับไปเอง ชาตินี้พ่อก็คงลืมไปแล้วมั้งว่ายังมีลูกชายคนนี้อยู่อีกคน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276