Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 8 ก็ได้ขอรับ !!

    ยามโฉ่ว (丑 01:00 น.)สักครู่เดียวก็มีบัณฑิตผู้หนึ่งก้าวออกมาที่ศาลาประจำตระกูล จากนั้นตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า“ให้พวกเจ้าทุก ๆ คน เขียนโคลงกลอน เกี่ยวกับบรรพชนสกุลหยางคนละ 1 บท” มันเป็นการทดสอบการใช้ภาษาและศิลปะชั้นสูง แม้พวกเขาจะอ่านออกเขียนได้ ก็ใช่ว่าจะสามารถแต่งโคลงกลอนได้ทุกคนเสียเมื่อไหร่ หนำซ้ำการประเมินก่อนหน้านั้นก็เพียงเป็นการทดสอบการอ่านออกเขียนได้เท่านั้นเองมิใช่หรือ ? แม้หลายคนต้องการโวยวายออกไป แต่การสงบปากสงบคำเอาไว้น่าจะดีกว่า แต่สำหรับหยางไคเมื่อได้ฟังโจทย์ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะเขาเคยผ่านตาตำราที่เขียนโคลงกลอนมาไม่น้อย และการเขียนกลอนย่อมไม่จำเป็นต้องแต่งกลอนเองแม้แต่น้อย เขาก็แค่จำสิ่งที่เคยอ่าน แล้วเขียนออกมาอย่างถูกต้องและงดงามก็เพียงพอแล้ว ! จากนั้นจึง ตวัดพู่กันขึ้นบนแผ่นกระดาษว่า ๏ แม่ทัพหยางจงเป่า นำทัพใหญ่กรีธาทัพขับไล่ เมืองไซเหลียวพร้อมหญิงม่ายสกุลหยาง ในทางเดียวเหล่าริปูศัตรูเทียว ที่พ่ายไป ฯ ฝ่ายบัณฑิตผู้นั้น แม้จะเคยอ่านโคลงกลอนมาก็มาก แต่มิเคยเห็นกลอนประหลาดเช่นนี้ก็ตกตะลึงไป ด้วยหนังสือที่เปียกน้ำในหอรักษานั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงบันทึกที่ยังไม่สมบูรณ์ของเหล่าอัจฉริยะและผู้อาวุโสตระกูลหยางเท่านั้น จนเป็นเหตุให้เขาคลาดสายตาไปอย่างน่าเสียดายนัก เหล่าเพื่อนคนงาน เมื่อเห็นเสี่ยวไคส่งงานก่อนผู้อื่นก็แปลกใจกันทุกคน ครั้นพอแอบถามเสี่ยวไคก็ตอบไปตามตรงว่าเขียนตามตำราที่อ่านมานั่นแหละต่างคนพอทราบเช่นนั้น ก็ต่างใช้พู่กันคัดกลอนที่เคยท่องกันออกมาให้ถูกต้องและสวยงามตามอย่างอักษรศิลป์อย่างประดิดประดอยที่สุด แล้วจึงส่งผลงานให้บัณฑิตผู้นั้น(การเขียนอักษร (書) คือ 1 ใน 4 จาก ฉินฉีซูฮว่า 琴棋書畫 คือวิทยศิลป์ 4 แขนงที่บัณฑิตต้องเรียนรู้ อันได้แก่ พิณ หมากล้อม ลายมืออักษรศิลป์ และ จิตรกรรม) ครั้นทุกคนส่งกระดาษเขียนกลอนกันจนครบแล้ว ปรมาจารย์ด้านวรยุทธ์ก็รีบก้าวขึ้นมา จากนั้นกล่าวขึ้นดัง ๆ ว่า“หากต้องการเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลขุนศึก ก็จงแสดงวรยุทธ์ที่ดีที่สุดของเจ้าออกมาให้ข้าเห็น” กล่าวเสร็จก็นั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าไขว่ห้าง คล้ายรอชมการแสดงบางอย่าง ทุกคนล้วนแปลกใจกับกิริยาอาการของเขา เนื่องด้วยในตลอดการรับน้องที่ผ่านมา ปรมาจารย์ซึ่งยังหนุ่มแน่นผู้นี้ กลับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน คงยกเว้นแค่เพียงเสี่ยวไคที่จดจำเขาได้ เพราะเขาคือชายลึกลับผู้สังหารพญางูขาวตัวนั้นและช่วยชีวิตของเขาเอาไว้อย่างแน่นอน !! เมื่อชายผู้นั้นเห็นเหล่าคนงานฝึกหัด ไม่มีทีท่าลุกขึ้นมาสักที ปรมาจารย์ผู้นั้นจึงกล่าวขึ้นอีกว่า“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องออกมาเพียงผู้เดียว แต่หากชักช้าจนกาลเวลาล่วงไปมากกว่านี้ แม้นถึงยามอิ๋น (寅 03:00) เมื่อใด ข้าย่อมลุกขึ้นแล้วจากไปในทันทีเช่นเดียวกัน !!” โชคดีที่พวกเขาส่งบทกลอนกันอย่างรวดเร็วจึงได้ใช้เวลาไปกับการทดสอบวิชาบุ๋นไปเพียงเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ตามหากนับจำนวนคนงานทั้ง 100 คน กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 1 ชั่วยาม ย่อมจะต้องมีคนที่เข้าประเมินไม่ทันอย่างแน่นอนแล้ว คู่แรกเป็นผู้ถือครองพลังลมปราณกิเลนย่อมตัดสินใจขึ้นเวทีประลองไปก่อน และด้วยกระบวนท่าที่เกรี้ยวกราดซับซ้อนและพิสดารของทักษะต่าง ๆ นั้น มันจึงทำให้ผู้ชมบางส่วนนั้นถึงกับตกตะลึงไปพั้ว ๆ ๆ พับ ๆ ๆแต่สำหรับผู้บ่มเพาะที่ไม่อาจมองตามได้ทันเกิดอาการตาลาย บ้านหมุน เมื่อต้องส่ายหน้าไปมาเพื่อติดตามการปะทะที่สุดแสนจะรวดเร็วและหมดจดเช่นนี้ เพี้ย! ..ไป!!! ความแตกต่างแต่เพียงเล็กน้อย ย่อมสร้างความได้เปรียบและเสียเปรียบอย่างสุดแสน และเมื่อฝ่ามือของฝ่ายที่เหนือกว่าสัมผัสเข้ากับร่างของผู้เคราะห์ร้าย ก็ต้องกระเด็นกระดอนจนตกเวทีไป พร้อมอาการบาดเจ็บที่ไม่อาจจะลุกขึ้นยืนได้โดยง่าย ครั้นปรากฏผลแพ้ชนะแล้ว อีกคู่ก็รีบขึ้นไปประลองต่อทันที ส่วนปรมาจารย์ด้านการต่อสู้ก็ยังไม่เผยสีหน้าใด ๆ ออกมาเลย เพียงแค่ใช้พู่กันจดบันทึกอะไรบางอย่างลงในหน้ากระดาษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คู่แล้วคู่เล่าผ่านพ้นไปด้วยความเร็ว แต่ดูเหมือนเวลาที่เหลือจะไม่เพียงพอสำหรับพวกเขาอยู่ดีจึงเพิ่มจากรอบละ 1 คู่ เป็นรอบละ 2 คู่ แม้จะสังเกตได้ยากขึ้นหน่อย แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นปัญหาใด ๆ สำหรับปรมาจารย์ผู้นั้นในการประเมินวรยุทธ์ของทุก ๆ คน จนท้ายที่สุดนั้นเหลือเวลาเพียง 1 ก้านธูป ก็จะถึงยามอิ๋น (寅) เสียแล้ว แต่กลับเหลือผู้เข้าทดสอบอยู่ถึง 7 คน จึงจำเป็นต้องกรูกันขึ้นเวทีไปทั้งอย่างนั้น แล้วจึงขอแบ่งการต่อสู้ออกเป็น 3 คู่ ส่วนเศษที่เหลือจะขอประลองแบบ 1 ต่อ 2 ในคู่ที่ 3 ซึ่งคนที่ขอ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเสี่ยวไคผู้นี้นี่เอง!! แต่ฝ่ายปรมาจารย์หน้าหยกผู้นั้นกลับตอบกลับมาเพียงสั้น ๆ ด้วยความหมั่นไส้เล็ก ๆ ว่า“อย่างมากข้าดูได้ไม่เกิน 2 คู่เท่านั้น แต่หากเจ้ามั่นใจในฝีมือของตนขนาดนั้น เหตุใดจึงไม่รับมือพร้อมกันไปเลยเล่า?”หา ? “นี่เขาหมายถึง 1 ต่อ 6 จริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”“ข้าว่าน่าจะหมายถึง 3 ต่อ 4 มากกว่านะ ?” นอกจากหยางไคจะพลังวัตรที่มีเพียงเล็กน้อยแล้ว อันที่จริงเด็กหนุ่มก็มิได้มีวรยุทธ์ใด ๆ เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว แต่เนื่องจากสหายที่เหลือเหล่านี้ ล้วนครอบครองเพียงพลังลมปราณอาชา ซึ่งมีพลังวัตรและกระบวนท่าพื้นฐานทั่วไปเท่านั้น เด็กหนุ่มจึงค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อเขาได้รับประทาน ‘สิ่งนั้น’ เข้าไป ก็น่าจะทำให้มีพลังวัตรมากพอที่จะป้องกันการโจมตีระดับต่ำเหล่านั้นเอาไว้ได้ไม่ยากลำบากนัก แต่ลักษณะการพูดจาในเชิงท้าทายจากปรมาจารย์ผู้นั้น กลับปลุกเร้าความถือดีในศักดิ์ศรีจากบุรุษผู้หนึ่งเข้าเสียแล้ว เขานั้นจึงตอบสั้น ๆ ไปเพียงสั้น ๆ ว่า “ก็ได้ขอรับ !!”