เรือนพักซึ่งเป็ทั้งห้องทำงานพร้อมกันในตัวของบาทหลวงประจำโบสถ์นั้นมีลักษณะเป็บ้านที่หลังคาลาดลงและมีจั่วสูงขณะที่เดินมาถึงนั้นเวคฟิลด์สังเกตเห็นด้วยว่าประตูบ้านด้านหน้าเปิดอยู่เด็กชายเพียงแต่เดินเข้าไปในประตูนั้นเงียบๆ โดยไม่สนใจว่าจะต้องเคาะประตูแจ้งให้เ้าของบ้านรู้ตัวล่วงหน้าเสียก่อนขณะเดียวกันก็พยายามแต่งสีหน้าให้เคร่งขรึมเข้าไว้
แต่ทว่าภายในห้องสมุดนั้นไม่มีผู้ใดอยู่เลยบนโต๊ะเล็กที่เขาเคยนั่งประจำนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่เด็กชายเดินอย่างอ่อนระโหยไปกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ซุกหน้าไว้ในอุ้งมือเสียงเข็มนาฬิกาเรือนใหญ่ที่เดินเป็จังหวะเหมือนจะบอกว่า
“เวคฟิลด์...เวคฟิลด์...เวค...เวค...เวค...เวค...”และแล้วช่างน่าแปลกใจยิ่งนักเมื่อเสียงนั้นเปลี่ยนไปเป็ว่า“นอน...นอน...นอน...นอนเสียเถอะ...นอนเสียนะ”
กลิ่นอับๆจากเครื่องเฟอร์นิเจอร์กับหนังสือเก่าๆ ในห้องราวจะกดเปลือกตาของเขาให้ปิดลงเวคฟิลด์ได้ยินเสียงจอบกระทบดินอยู่ภายนอกและรู้ว่าขณะนี้มิสเตอร์เฟนเนลกำลังปลูกมันฝรั่งอยู่ในสวนดูเหมือนเวคฟิลด์จะงีบหลับไปเป็ครู่ ศีรษะก้มลงไปหาโต๊ะทีละน้อย...ละน้อยและในที่สุดเขาก็หลับไปจริงๆ
แต่แล้วเด็กชายก็ต้องใตื่นขึ้นด้วยมิสเตอร์เฟนเนลที่เดินเข้ามาในห้องท่าทางของเขาบอกความตกอกใอยู่
“โอ...คุณหนู” เขาร้องออกมาอย่างละอายใจ
“เสียใจจริงครับที่ผมทำให้คุณหนูต้องรอนานอย่างนี้ผมต้องรีบปลูกมันฝรั่งเสียก่อนที่จะถึงคืนที่พระจันทร์เต็มดวงมันเป็เื่ของการเชื่อถือในเื่โชคลางไสยศาสตร์นั่นแหละครับแต่ก็?”
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาสิบสองนาฬิกาแล้ว...
มิสเตอร์เฟนเนลโน้มร่างอยู่เหนือศีรษะของเด็กชาย
“เช้าวันนี้เป็ยังไงบ้างล่ะครับ” สายตาของเขาจับจ้องอยู่กับหนังสือบทเรียนที่เวคฟิลด์กำลังเปิด
“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละฮะ ขอบคุณ” เวคฟิลด์ตอบหยิ่งๆน้ำเสียงบอกความไม่ใคร่พอใจนัก
“อืม...ดูที่บทนี้สิ เรามาทบทวนบทนี้กันก่อนนะครับ...”
“มิสเตอร์เฟนเนลฮะ” เวคฟิลด์ขัดขึ้น
“ว่าไงล่ะเวค?” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเคราหยิกๆหันมามองเด็กชายอย่างสงสัย
“คือเรนนี่ให้ผมมาถามว่าวันนี้คุณจะให้ผมกลับบ้านตอนเที่ยงตรงได้ไหมฮะคืออย่างเมื่อวานนี้กว่าผมจะได้ทานอาหารทุกคนเขาก็ทานกันเกือบจะอิ่มแล้วละฮะคุณย่าโมโหมาก คุณก็ทราบนะฮะว่าคุณย่าแก่มากแล้ว...”
“ได้สิ...ได้...ผมอนุญาตให้คุณหนูกลับได้โอ...ผมรู้ครับว่าเราไม่้าจะทำให้คุณย่าไว้ท์โอ๊คต้องโมโห มันไม่ดีเลยรับรองครับว่าเื่อย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกเอ...ถ้าอย่างนั้นเห็นจะต้องรีบแล้วสินะครับ เอาละคุณหนูกลับได้เลยเราต่างก็มีธุระยุ่งด้วยกันทั้งสองคนผมเองก็จะได้กลับไปปลูกมันฝรั่งต่อ”
เขารีบเร่งให้การบ้านสำหรับวันพรุ่งนี้ทันที
“เอ้อ...มิสเตอร์เฟนเนลฮะ คือผมอยากจะรู้ว่า ทอมลูกชายของคุณจะเอารถม้าออกไปข้างนอกตอนบ่ายวันนี้หรือเปล่าถ้าเขาไปผมจะได้ฝากให้เขาช่วยเอาหนังสือกับการบ้านไปส่งให้ผมที่บ้านด้วยผมต้องใช้ทั้งดิกชันนารีและแผนที่นะฮะ แล้วก็ตั้งสองเล่มอย่างนี้มันหนักมากและวันนี้ผมก็สายมากแล้วจะต้องรีบวิ่งกลับบ้านไม่เช่นนั้นเดี๋ยวก็จะไม่ทันใครๆอีก”
“ได้ครับ” มิสเตอร์เฟนเนลตอบด้วยสีหน้ายิ้มละไม
ในที่สุดเด็กชายก็ได้ออกมาอยู่ท่ามกลางแสงสว่างสดใสของดวงอาทิตย์ในยามเที่ยววันในท่ามกลางอากาศที่ปลอดโปร่งเื่หนังสือไม่ต้องห่วงเพราะมิสเตอร์เฟนเนลได้รับไปจัดการให้เรียบร้อยแล้วเพราะฉะนั้นสมองของเขาก็ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับซีซาร์ หรือโยลิเวอร์ครอมเวลล์อีกต่อไปอีกทั้งร่างกายก็สดชื่นอย่างมากด้วยน้ำหวานตั้งสองขวดกับเค้กอีกถึงสองชิ้น
เวคฟิลด์เดินย้อนกลับไปตามเส้นทางที่ผ่านมาหยุดยืนดูหมูตัวเมียตัวหนึ่งที่ออกมาเดินเล่นอยู่บนท้องถนนและเดินเคียงข้างเขามา่หนึ่งจากนั้นมันก็แยกตัวเดินเข้าประตูสวนไม้ดอกที่อยู่ข้างทางไป
โอ...ชีวิตช่างสุขสันต์น่ารื่นรมย์อะไรเช่นนี้เมื่อเวคฟิลด์วิ่งบ้างเดินบ้างมาถึงลำห้อยที่มีน้ำใสๆไหลรินอยู่สายลมอ่อนก็เปลี่ยนเป็ลมแรงเมื่อเด็กชายโผนออกวิ่งเสียงลมหวีดหวิวอยู่กับไรฟัน สายลมนั้นดูเหมือนจะเป็เพื่อนเล่นที่ดีที่สุดสำหรับเขาเวคฟิลด์พยายามจะวิ่งแข่งกับมันอยู่เสมอ อยากจะให้ตัวเองได้เป็เช่นสายลมนั้นเพื่อที่จะได้พัดเป่าหมู่เมฆให้เป็รูปร่างต่างๆ ตามใจชอบและพลังแห่งสายลมก็ยังสามารถจะเขย่าต้นเชอรี่ให้สั่นสะท้านไปทั้งลำต้นได้อีกด้วย
ขณะที่วิ่งไปนั้นเด็กชายก็พุ่งแขนไปข้างหน้าเหมือนท่าของนักว่ายน้ำสีหน้าของหนุ่มน้อยในยามเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดมิได้ตื่นกลัวเช่นลูกแกะที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
ในที่สุดเวคฟิลด์ก็บรรลุถึงต้นซีดาร์ที่ตระหง่านอยู่บนลานกว้างเด็กชายคลานเข้าไปในโพลงใต้ต้นไม้แม้ใจจะประหวั่นว่าตัวเองจะไปไม่ทันรับประทานอาหารก็ตามแต่ก็ขอนั่งพักสักครู่เถอะน่า เพราะที่นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งของเขาเหมือนกัน
ตอนที่เวคฟิลด์เดินเข้าไปในบ้านด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบนั้นเด็กชายได้ยินเสียงช้อนส้อมและจานชามกระทบกันอยู่พร้อมกับเสียงพูดที่ดังมาจากห้องรับประทานอาหาร ขณะนี้สมาชิกทุกคนของครอบครัวกำลังลงมือรับประทานอาหารกันแล้วและเขาซึ่งเป็สมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของครอบครัวก็พึ่งจะเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูเท่านั้นเอง
โต๊ะอาหารดูเหมือนทุกคนจะมาชุมนุมกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาที่นั่นและต่างคนต่างก็พูดเื่ของตนออกมาพร้อมๆกันแต่กระนั้นก็มิได้มีใครละเลยต่อจากทหารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อยควันจากอาหารจานกลางลอยกรุ่นและถูกส่งต่อๆกันไปตลอดเวลาเสียงมีดและส้อมกระทบกันอยู่ไม่ขาดระยะหลายครั้งที่คนซึ่งกินไปพูดไปต้องหยุดเว้นระยะใช้น้ำชาร้อนๆกลั้วคอไล่อาหารให้ไหลลงสู่กระเพาะ
แต่ทว่าไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับเวคฟิลด์เลยขณะที่เขาเลื่อนร่างเข้าไปนั่งในเก้าอี้ประจำของตนซึ่งอยู่ทางด้านขวามือของเม๊กพี่สาวต่างมารดานับแต่วาระแรกที่เวคฟิลด์สามารถร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับคนอื่นได้เขาก็ถูกจัดให้นั่งตรงนั้น ตอนแรกก็บนเก้าอี้ขาสูงต่อมาเมื่อเจริญวัยขึ้นก็นั่งบนเก้าอี้ธรรมดาเช่นคนอื่นๆ เพียงแต่ว่าจะต้องมีหนังสือบทกวีภาษาอังกฤษเล่มโตซึ่งไม่มีผู้ใดในครอบครัวอ่านเลยสักคนรองไว้ใต้ก้นและนับแต่นั้นมาหนังสือชุดนี้ก็ได้รับการขนานนามว่า ‘หนังสือของเวคฟิลด์’
โดยความเป็จริงแล้วเขาไม่จำเป็จะต้องมีหนังสือเล่มนี้รองใต้ก้นเพื่อจะจับมีดและส้อมให้ถนัดก็ได้แต่ดูเหมือนเด็กชายจะชินเสียแล้วที่จะต้องนั่งแบบนั้นบุคคลในตระกูลไว้ท์โอ๊คนั้นมักจะคุ้นกับสิ่งที่เคยเป็หรือกระทำอยู่เสมอและยังยึดมั่นไว้ด้วยเวคฟิลด์เองก็ไม่มีข้อยกเว้นในเื่นี้เขาชอบนั่งโดยมีหนังสือแข็งๆรองอยู่ใต้ก้นเช่นนี้เสียแล้ว
“ผมจะทานอาหาร”
เวคฟิลด์ร้องเสียงดังซึ่งต่างไปจากน้ำเสียงออดอ้อนที่เขาเคยใช้กับมิสซิสบรอนว์ มิวซิสวิกเกิ้ลและครูผู้สอนหนังสือ
“ขออาหารให้ผมด้วยสิฮะ”
“จุ๊ย์...”เม๊กแย่งส้อมราเด็กชายกำลังใช้ทิ่มแทงอากาศอยู่มาถือไว้
“เรนนี่ช่วยส่งเนื้ออบมาให้หน่อยเถอะ นายคนนั้นเขาไม่ชอบกินอาหารที่มีไขมัน เอาแต่เนื้อๆเท่านั้น”
“ที่จริงควรจะหัดให้กินไขมันบ้างได้แล้วนะร่างกายจะได้อ้วนท้วนแข็งแรงขึ้น”
เรนนี่ตัดเนื้อออกเป็ชิ้นๆเอาตรงที่ติดไขมันใส่มาให้ด้วย
มีเสียงคุณย่าพูดขึ้นดูเหมือนอาหารจะเต็มอยู่ในปาก
“ให้มันกินไขมันบ้างดีสำหรับมันนะ เด็กเดี๋ยวนี้ถูกตามใจจนเสียคนแล้ว ให้มันกินแต่มันนั่นแหละดีแล้วย่ายังกินเลยเห็นไหมอยู่มาจนอายุจะร้อยปีแล้ว”
เวคฟิลด์มองหน้าคุณย่าไว้ท์โอ๊คอย่างไม่พอใจนัก
“ผมไม่เอามันนะฮะจะเอาแต่เนื้อๆ เท่านั้น ผมไม่อยากอยู่ถึงร้อยปีหรอก”
คุณย่าเปล่งเสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจดังลั่นไปทั้งห้อง
“ไม่ต้องกลัวหรอกหลานแกน่ะไม่มีทางจะได้อยู่ถึงร้อยปีอย่างย่าหรอกไม่มีใครในบ้านนี้จะอายุยืนได้อย่างย่าหรอกนะเวลานี้ย่าอายุเก้าสิบเก้าแล้วและไม่เคยเลือกกินไอ้นั่นไม่กินไอ้นี่เลยเอาเกรวี่มาให้หน่อยสิเรนนี่ แล้วก็ขอขนมปังอีกหน่อยด้วย...ขอเกรวี่มาราดใส่จานให้หน่อย” มิสซิสไว้ท์โอ๊คออกคำสั่งเสียงแหลม
จากนั้นท่านก็หยิบจานตรงหน้าชูขึ้นลุงนิโคลาสลูกชายคนโตซึ่งนั่งอยู่ข้างตัวรีบรับจานมาและส่งต่อไปให้เรนนี่ที่เอียงจานเนื้ออบจนน้ำเกรวี่ลงไปรวมกันอยู่ที่ข้างหนึ่งจากนั้นจึงใช้ช้อนตักราดลงบนขนมปัง
“เอาอีก...เอาอีก”คุณย่าสั่ง และเขาก็ตักช้อนที่สามราดลงไป
“พอแล้ว...พอแล้ว”ลุงนิโคลาสสั่ง
เวคฟิลด์จับตามองดูคุณย่าที่ตั้งอกตั้งใจรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เวลานี้คุณย่าต้องใส่ฟันปลอมทั้งข้างบนข้างล่างแล้วและดูจะเป็ฟันที่มีคุณภาพสมบูรณ์แบบเสียด้วยเพราะไม่ว่าจะตักอะไรใส่เข้าไปในปากฟันชุดนี้จะขบเคี้ยวจนละเอียดและอาหารนั้นก็จะกลายเป็เชื้อเพลิงที่เข้าไปเติมพลังและความแข็งแรงให้กับร่างกายของคุณย่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ส่วนจานของเขานั้นก็มีมันฝรั่งบดกับเทอร์นิฟที่เม๊กใส่เติมลงมาให้แต่เวคฟิลด์มิได้แตะต้องอาหารเลย ขณะที่จับตามองดูคุณย่าอยู่
“อย่ามองจ้องอย่างนั้นสิเสียมารยาท”เสียงเม๊กกระซิบดุอยู่ข้างหู
“แล้วก็ลงมือกินอาหารเสียทีได้แล้ว”
“ถ้าจะให้ผมกินก็เอามันเนื้อออกให้หมดก่อนสิฮะ”เวคฟิลด์เอนร่างเข้าไปกระซิบตอบ
เม๊กจึงตัดเนื้อติดมันใส่จานของเธอเสียเอง