เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 123 ยามเทศกาลยิ่งอาวรณ์ถึงบุคคลอันเป็นที่รัก

            สำหรับฉินหยวนเฟิงแล้ว... เขาไม่เคยโปรดปรานเทศกาลปีใหม่หรือวาระเฉลิมฉลองใดๆ เลย เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งใกล้วันงาน ยิ่งคะนึงหาผู้ล่วงลับสุดหัวใจ ”

            เวลาปกติที่อาศัยอยู่กับ ตาหวังยายหวัง ชีวิตความเป็นอยู่ก็นับว่าไม่ขัดสน ความรู้สึกเหมือนอยู่ใต้ชายคาผู้อื่นก็ไม่รุนแรงนัก ทว่าเมื่อวันรวมญาติเวียนมาถึง ความรู้สึกแปลกแยกกลับทวีคูณ ราวกับเขาเป็น ‘คนนอก’ ที่ไร้ที่ยืน

            แม้ตาหวังยายหวังจะปฏิบัติต่อเขาอย่างดีเสมอมา แต่ในวาระสำคัญที่ทุกครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ ฉินหยวนเฟิงกลับอดรู้สึกเศร้าสร้อยในใจไม่ได้

            เขาคิดถึง แม่ของตนจนเจ็บปวดไปทั่วหัวใจ...

            หากแม่ยังอยู่... ก็คงดี ต่อให้ต้องระหกระเหินติดตามแม่ไปเป็นขอทาน เขาก็ยอม ขอเพียงมีแม่ ที่ไหนก็คือบ้าน

            ก่อนวันปีใหม่ ฉินไห่เฉวียนผู้เป็น พ่อได้แวะมาเยี่ยมเยียน หวังจะชวนเขากลับไปฉลองปีใหม่ด้วยกัน แต่ฉินหยวนเฟิงปฏิเสธเสียงแข็ง และ ตาหวังยายหวังเองก็คัดค้านหัวชนฝา

            พวกเขาไม่อาจวางใจให้หลานชายสุดที่รักต้องไปเผชิญชีวิตใต้จมูกแม่เลี้ยงใจอำมหิต ลำพังแค่ร่วมโต๊ะอาหารก็น่าหวาดระแวงพอแล้ว ถ้าเกิดเธอคิดร้ายลอบวางยาพิษหลานชายพวกเขาล่ะ

            หญิงที่กล้าเป็นมือที่สามบีบคั้นจนเมียหลวงต้องจบชีวิต ย่อมไม่แปลกหากจะคิดกำจัดลูกเลี้ยงให้พ้นทาง

            ในขณะเดียวกัน... พ่อผู้ทรยศหักหลังไปมีหญิงอื่นก็ยากจะไว้วางใจ ครั้งที่เฉินหลิงบุกมาอาละวาดถึงบ้าน ย่อมต้องมีฉินไห่เฉวียนคอยให้ท้ายหรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอยู่เบื้องหลังแน่

            ท่าทีของชู้รักที่มีต่อภรรยาหลวงนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับท่าทีของสามี หากเขาเข้าข้างภรรยาหลวง ชู้ก็ย่อมต้องสงบเสงี่ยมเจียมตน แต่หากเขาเอนเอียงไปทางชู้ ชู้ก็ย่อมกำเริบเสิบสาน รังแกภรรยาหลวงอย่างไม่เกรงกลัว

            เมื่อฉินหยวนเฟิงไม่เต็มใจกลับไปฉลองปีใหม่กับ พ่อแท้ๆ เขาเลยต้องฉลองปีใหม่ ที่ บ้านของ ตาหวังยายหวังต่อไป

            ......

            การฉลองปีใหม่ของบ้านตระกูลหวังนั้นเต็มไปด้วยความคึกคัก ลูกชายทั้งสองพาครอบครัวมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นวันสิ้นปีกับสองผู้เฒ่า

            ผู้ใหญ่หกคน เด็กสี่คน... โต๊ะแปดเซียนขนาดเล็กที่ใช้เป็นประจำย่อมไม่เพียงพอ จึงต้องเปลี่ยนเป็นโต๊ะกลมตัวใหญ่แทน

            สิ้นเสียงประทัด งานเลี้ยงฉลองก็เริ่มขึ้น อาหารบนโต๊ะอุดมสมบูรณ์ละลานตา มีมากกว่าสิบอย่าง ทั้งไก่ตุ๋นทั้งตัว ปลากะพงนึ่งตัวโต ซี่โครงหมูตุ๋น รวมถึงของทอดนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นหัวไชเท้า รากบัวและมะเขือยาวสอดไส้

            ผู้ใหญ่ต่างดื่มเหล้าขาว ส่วนเด็กๆ ก็ดื่มน้ำส้มกันอย่างสำราญ

            เมื่อร่ำสุราไปได้สามจอก ภรรยาของหวังอ้ายกั๋ว หรือสะใภ้ใหญ่ ก็คีบน่องไก่ชิ้นโตวางลงในชามของหวังเหว่ยไฉ ลูกชายของเธอ พลางเอ่ยเสียงดัง

            “ลูกรัก ลูกเป็นหลานชายคนเดียวของคุณปู่คุณย่า ของดีๆ แบบนี้ ลูกต้องได้กินก่อนใคร”

            จากนั้นเธอก็คีบน่องไก่อีกชิ้นหนึ่งวางลงในชามของหวังหย่าจิ้ง “จิ้งจิ้ง หนูแบ่งน่องไก่นี้กับพี่เถียนเถียนนะจ๊ะ ไก่มีแค่น่องสองน่อง พี่เหว่ยไฉเป็นหลานชายคนเดียวของบ้านต้องได้กินทั้งชิ้น ส่วนหนูกับพี่เถียนเถียนเป็นเด็กผู้หญิง แบ่งกันคนละครึ่งก็พอ ”

            คำพูดของสะใภ้ใหญ่ ไม่เพียงแต่กระทบกระเทียบหานจื่อซู พี่สะใภ้รองผู้ไม่มีลูกชาย แต่ยังทิ่มแทงหัวใจของฉินหยวนเฟิง ผู้ซึ่งเป็น ‘คนนอก’ ในวงสนทนานี้อย่างจงใจ

            เธอรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เหน็บแนม

            “หนูไม่กินหรอกค่ะ ตะเกียบเปื้อนน้ำลายป้าสะใภ้ใหญ่ สกปรกจะตาย” หวังหย่าจิ้งแสดงท่าทีรังเกียจอย่างชัดเจน เธอใช้ตะเกียบเขี่ยน่องไก่ที่ ‘เปื้อนน้ำลาย’ ของป้าสะใภ้ใหญ่ทิ้งลงบนโต๊ะ แม้กระทั่งชามใบนั้น เธอก็ไม่คิดจะแตะต้องอีกต่อไป

            “หวังหย่าจิ้ง! นี่เธอหมายความว่ายังไง แม่ฉันอุตส่าห์คีบไก่ให้ เธอยังจะทำเรื่องมากอีก! ไม่กินก็เรื่องของเธอ ฉันกินเองก็ได้!” หวังเถียนเถียนตวาดอย่างฉุนเฉียว ก่อนจะคีบน่องไก่ที่หวังหย่าจิ้งทิ้งไว้บนโต๊ะใส่ชามของตนเอง

            การได้กินน่องไก่ทั้งชิ้น ทำให้หวังเถียนเถียนรู้สึกยินดีจนลืมความโกรธ

            หวังหย่าจิ้งขอให้คุณย่าเปลี่ยนชามและตะเกียบชุดใหม่ให้ ก่อนจะเริ่มกินต่อ

            หานจื่อซู สะใภ้รองผู้มีการศึกษา หยิบตะเกียบกลางขึ้นมา คีบอาหารเลิศรสต่างๆ ใส่ในชามของฉินหยวนเฟิงและหวังหย่าจิ้ง ขณะเดียวกันก็สอนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “ในปากคนเรามีแบคทีเรียเยอะแยะ โดยเฉพาะคนที่ไม่ดูแลสุขภาพช่องปาก ปากก็จะยิ่งสกปรก แบคทีเรียพวกนี้แหละที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้นะจ๊ะ จิ้งจิ้ง หยวนเฟิง... ถึงแม้พวกเธอจะแปรงฟันเช้าเย็นจนเป็นนิสัยแล้ว แต่ก็อย่าลืมบ้วนปากหลังอาหารด้วยล่ะ แล้วก็เวลาคีบอาหารให้คนอื่น ต้องจำไว้ว่าให้ใช้ตะเกียบกลางเสมอ มันเป็นทั้งสุขอนามัยที่ดีและมารยาทของผู้ดี”

            ฉินหยวนเฟิงและหวังหย่าจิ้งต่างพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย

            หานจื่อซูมักรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าคนในบ้านตระกูลหวังเสมอมา แม้ว่าจะไม่สามารถให้กำเนิดทายาทชายได้ก็ตาม โดยปกติแล้ว เธอไม่คิดจะลดตัวลงไปต่อปากต่อคำกับคนอย่างสะใภ้ใหญ่ให้เสียศักดิ์ศรี

            ยายหวังผู้เข้าใจนิสัยของลูกสะใภ้ทั้งสองเป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียด จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

            ......

            เมื่อทานอาหารเย็นวันสิ้นปีกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมห่อเกี๊ยวสำหรับไหว้ฟ้าดินในยามดึก แม้จะกินอาหารเย็นร่วมกัน แต่การไหว้ฟ้าดินนั้น บ้านหวังอ้ายกั๋วจะแยกทำพิธีต่างหาก เนื่องจากเขาได้แยกบ้านกับ พ่อ แม่แล้ว ส่วนหวังอ้ายหมินยังคงอยู่รวมกับสองตายาย

            การแยกบ้านในชนบทนั้น นอกจากจะหมายถึงการไม่กินอยู่ร่วมกันตามปกติแล้ว ส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับการแบ่งที่ดินทำกิน

            ที่ดินที่หมู่บ้านจัดสรรให้แต่ละครัวเรือนตามจำนวนสมาชิก หากยังไม่แต่งงาน ที่ดินของตนก็จะรวมอยู่กับ พ่อ แม่และพี่น้อง แต่เมื่อแต่งงานและแยกบ้านออกไป ที่ดินส่วนของตนก็จะถูกแบ่งแยกออกมาด้วย

            เนื่องจากหวังอ้ายหมินได้ย้ายสำมะโนครัวเข้าเมืองไปแล้ว ที่ดินในชื่อของเขาจึงถูกเรียกคืนไปนานแล้ว แม้จะมีภรรยาและลูกสาว แต่ก็เป็นสำมะโนครัวในเมือง จึงไม่มีสิทธิ์ในที่ดิน

            เขาแต่งงานในเมืองและอาศัยอยู่ในบ้านพักของหน่วยงาน ปัจจุบันบ้านที่สอง ตาหวังยายหวังอาศัยอยู่นั้น เดิมทีคือเรือนหอที่เตรียมไว้ให้หวังอ้ายหมิน แต่เมื่อเขามีบ้านในเมืองแล้ว บ้านหลังนี้จึงตกเป็นของสองตายายโดยปริยาย โดยพวกเขาจะกลับมาพักบ้างเป็นครั้งคราว

            แต่ก่อนนั้น หวังหย่าจิ้งไม่ชอบกลับมาชนบทนัก ส่วนใหญ่เมื่อทานข้าวเสร็จก็จะรีบกลับเข้าเมืองทันที

            ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมตัว หวังหย่าจิ้งรู้สึกเบื่อหน่ายจึงเอ่ยชวนฉินหยวนเฟิงว่า “เราไปเล่นกับทิงเสวี่ยกับเจ้าหลานชายกันเถอะ แล้วแวะไปชวนหวังกังไปด้วยเลย”

            ฉินหยวนเฟิงตอบว่า “ไว้พรุ่งนี้ดีกว่า คืนนี้ทุกคนกำลังยุ่ง เดี๋ยวฉันจะพาเธอออกไปจุดประทัดแก้เซ็งก่อน แล้วค่อยกลับมาดูรายการพิเศษวันตรุษจีนกัน”

            ก่อนปีใหม่ หวังอ้ายหมินได้ซื้อโทรทัศน์ขาวดำขนาดสิบเจ็ดนิ้วเครื่องใหม่มาให้สองตายาย ปีนี้ฉินหยวนเฟิงจึงสามารถรับชมรายการพิเศษวันตรุษจีนที่บ้านได้เสียที

            ว่าแล้ว ฉินหยวนเฟิงก็จูงมือหวังหย่าจิ้งออกไปจุดประทัดและดอกไม้ไฟที่ลานหน้าบ้าน

            เพื่อเอาใจเด็กหญิง ฉินหยวนเฟิงหาขวดโหลเปล่ามาใบหนึ่ง บรรจุประทัดเข้าไปข้างในแล้วจุดไฟ

            “ปัง!” เสียงประทัดดังสนั่น พร้อมกับส่งขวดโหลให้ลอยละลิ่วขึ้นไปบนฟ้า

            เมื่อเห็นขวดโหลระเบิดแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ กลางอากาศ หวังหย่าจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือด้วยความตื่นเต้น “พี่หยวนเฟิง พี่เก่งจังเลย! นี่... เราจุดประทัดแล้วโยนเข้าไปในลานบ้านหวังเหว่ยไฉกันไหม? โยนเสร็จเราก็รีบวิ่งหนีเลย ดีไหม?”

            ฉินหยวนเฟิงตอบรับทันทีด้วยแววตาซุกซน “ดีๆ! แต่ไม่ต้องวิ่งหรอก ตามฉันมานี่”

            หวังหย่าจิ้งเดินตามฉินหยวนเฟิงไปยังหน้าบ้านของหวังเหว่ยไฉ เขาชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า “ฉันจะปีนขึ้นไปนั่งบนต้นไม้นี้ แล้วโยนประทัดเข้าไปในบ้านหวังเหว่ยไฉ เผื่อจะได้โดนหน้าหวังเหว่ยไฉให้เขียวช้ำไปเลย”

            “แต่ต้นไม้นี้สูงจัง ฉันปีนไม่ไหวหรอก... พี่หยวน พี่นั่งลงสิ ฉัน จะเหยียบไหล่พี่ แล้วพี่ช่วยส่ง ฉันขึ้นไปนะ” หวังหย่าจิ้งออดอ้อน

            ฉินหยวนเฟิงนั่งลงอย่างว่าง่าย ปล่อยให้หวังหย่าจิ้งเหยียบไหล่ของเขา แล้วค่อยๆ ยืนขึ้น ส่งเด็กหญิงขึ้นไปบนกิ่งไม้ ก่อนที่เขาจะปีนตามขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว ทั้งสองต่างนั่งคร่อมอยู่บนกิ่งไม้คนละกิ่ง ซุ่มดูเหตุการณ์

            ในขณะนั้นเอง หวังเหว่ยไฉกับหวังเถียนเถียนกำลังสาละวนอยู่ในลานบ้านพอดี

            ฉินหยวนเฟิงรีบจุดประทัดแล้วโยนเข้าไปในลานบ้านอย่างรวดเร็ว สองพี่น้องที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ต่างกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อมีประทัดลอยเข้ามาตกใส่กลางวงอย่างไม่คาดฝัน

            ท้องฟ้ามืดสนิท อีกทั้งยังมีกิ่งก้านหนาทึบของต้นไม้เป็นปราการบดบัง ทำให้หวังเถียนเถียนและหวังเหว่ยไฉไม่มีทางมองเห็นฉินหยวนเฟิงและหวังหย่าจิ้งที่แอบหัวเราะคิกคักอยู่บนต้นไม้ได้เลย

            เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโวยวายของสองพี่น้องคู่กัด หวังหย่าจิ้งก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง หากไม่กลัวถูกจับได้ เธอคงอยากจะหัวเราะและปรบมือเสียงดังให้ก้องไปทั่วหมู่บ้าน

            ฉินหยวนเฟิงรู้ดีว่าหากเล่นนานกว่านี้อาจถูกจับได้ เมื่อเล่นพิเรนทร์พอหอมปากหอมคอแล้ว เขาก็รีบแอบลงจากต้นไม้ก่อน แล้วจึงช่วยประคองหวังหย่าจิ้งลงมาอย่างปลอดภัย

            ......

            ไม่นานนัก รายการพิเศษวันตรุษจีนก็เริ่มออกอากาศ เด็กทั้งสองจึงกลับเข้าไปนั่งดูโทรทัศน์อย่างเรียบร้อย ส่วนพวกหวังเหว่ยไฉนั้น ต้องรอให้ที่บ้านทำพิธีไหว้ฟ้าดินเสร็จสิ้นเสียก่อนจึงจะตามมาสมทบ

            เมื่อทราบข่าวว่าบ้าน ตาหวังยายหวังมีโทรทัศน์ เหล่าเพื่อนบ้านญาติมิตรที่ไม่มีโทรทัศน์ต่างก็พากันแห่มาชม จนไม่นานห้องโถงก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน

            หานจื่อซูไม่เต็มใจที่จะต้องเบียดเสียดกับชาวบ้านที่เธอมองว่า ‘สกปรก’ และ ‘เสียงดัง’ เหล่านี้ เมื่อเหลียวมองนาฬิกาข้อมือเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงปรึกษากับสามีว่าจะเดินทางกลับ

            อันที่จริง หวังอ้ายหมินอยากจะพักค้างคืนที่นี่ ที่บ้านก็มีที่นอนให้ ทำไมจะต้องรีบกลับเข้าเมืองให้ลำบาก การขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าลมหนาวตอนกลางคืนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย

            แต่เมื่อหานจื่อซูยืนกรานจะกลับ หวังอ้ายหมินก็จำต้องตามใจเธอ เขารู้ดีว่าในใจของภรรยา การที่เธอต้องมาแต่งงานกับคนบ้านนอกอย่างเขา ถือเป็นการลดเกียรติอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เพราะเขาพยายามตามจีบอย่างหนักในตอนนั้น มีหรือที่หานจื่อซูจะยอมตกลงปลงใจด้วย

            หวังหย่าจิ้งซึ่งพักอยู่ที่บ้านคุณปู่คุณย่ามาหลายวันแล้ว ยังคงติดลม ไม่อยากกลับไปกับ พ่อ แม่ ออดอ้อนขอพักค้างคืนต่อ หวังอ้ายหมินรู้สึกดีใจมาก ส่วนหานจื่อซูก็ต้องยอมอย่างจนปัญญา

            นับเป็นครั้งแรกที่หานจื่อซูยอมพักค้างคืนที่บ้านสามี ตั้งแต่ที่แต่งงานกันมา

            ......

            ค่ำคืนแห่งการส่งท้ายปีเก่าผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว... วันแรกของปีวอกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

            ทิงเสวี่ยยังคงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาช่วย พ่อทำงานเช่นเคย ตามธรรมเนียม วันขึ้นปีใหม่จะต้องกินเกี๊ยวไส้เต้าหู้ผักชี ซึ่งหลินกั๋วผิงได้เตรียมไส้ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เช้านี้เพียงตื่นมาห่อก็เป็นอันเสร็จ

            ขณะที่สองพ่อลูกกำลังง่วนอยู่ หลินกั๋วอันก็แวะมาเยี่ยม ปีนี้ เงินอั่งเปาที่หลินกั๋วอันมอบให้ทิงเสวี่ยนั้น มากกว่าทุกปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าหลินกั๋วอันจะร่ำรวยขึ้นจริงๆ

            ลูกหมูสิบสองตัวที่เกิดเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ได้ถูกขายออกไปเมื่อปลายเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ ตัวที่หนักที่สุดมีน้ำหนักเกือบสามร้อยชั่ง ส่วนตัวที่เบาที่สุดก็ยังมีน้ำหนักถึงสองร้อยกว่าชั่ง โดยเฉลี่ยแล้วหมูทั้งสิบสองตัวมีน้ำหนักประมาณสองร้อยห้าสิบชั่ง

            การขายหมูจำนวนมากในครั้งนี้ ทำให้หลินกั๋วอันได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ก่อนหน้านี้เขาได้ซื้อแม่หมูที่กำลังตั้งท้องมาเพิ่มอีกหนึ่งตัว ประกอบกับแม่หมูตัวเดิมของเขาก็กำลังตั้งท้องอยู่เช่นกัน คาดว่าพอถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์มีนาคม หมูทั้งสองตัวก็จะทยอยคลอดลูกออกมา

            หลินกั๋วอันเลี้ยงหมูโดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ตามหนังสือคู่มือการเลี้ยงปศุสัตว์ที่ทิงเสวี่ยซื้อมาให้ เขาศึกษาอย่างจริงจัง จนตอนนี้เขาไม่เพียงรู้วิธีเลี้ยงหมูให้ถูกหลักเท่านั้น แต่ยามหมูเจ็บป่วย เขาก็ไม่จำเป็นต้องง้อสัตวแพทย์อีกต่อไป สามารถวินิจฉัยโรคและให้ยาเองได้ราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ

            หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ทิงเสวี่ยตั้งใจจะไปอวยพรปีใหม่คุณปู่หวงและคุณย่าหวง จากนั้นก็จะแวะเวียนไปอวยพรญาติๆ และเพื่อนบ้านคนอื่นๆ อาศัยจังหวะที่สองพี่น้องหลินหงเหมยและหลินหงจวินยังไม่มา ทิงเสวี่ยจึงรีบออกเดินทาง

            ทว่าพอมาถึงหน้าประตูใหญ่ เธอก็ได้พบกับหวังหย่าจิ้ง ฉินหยวนเฟิง และหวังกัง ที่มารออยู่ก่อนแล้ว

            “พวกเธอสามคนมากันเช้าจังเลยนะ!” เมื่อเห็นใบหน้าของทั้งสามคน อารมณ์ของทิงเสวี่ยก็พลันสดใสขึ้นมาทันที ภายใต้แสงอรุณรุ่งอันอบอุ่น รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอดูเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์

            ทิงเสวี่ยสวมเสื้อโค้ทขนสัตว์สั้นสีชมพูพีช ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้ม ในยุคสมัยที่การเห็นใครสักคนสวมกางเกงยีนในชนบทถือเป็นเรื่องที่หาดูได้ยาก การแต่งกายของเธอจึงโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ผมสีดำขลับเงางามถูกรวบเป็นหางม้าสูง ทุกย่างก้าว ปอยผมจะพลิ้วไหวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา

            ฉินหยวนเฟิงอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองเด็กหญิงคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังกังก็เช่นกัน... พวกเขาทั้งสองต่างก็อายุสิบสองปีแล้ว ย่อมเริ่มรู้จักชื่นชมความงามของเด็กผู้หญิง การที่จะมองเด็กหญิงหน้าตาน่ารักหลายๆ ครั้ง จึงเป็นเรื่องปกติ

            หวังหย่าจิ้งยิ้มกว้าง เดินเข้ามาจับมือทิงเสวี่ยพลางมองสำรวจ “ทิงเสวี่ย เสื้อโค้ทขนสัตว์ตัวนี้ของเธอสวยจังเลย! เธอซื้อตอนไปในเมืองใช่ไหม?”

            ทิงเสวี่ยพยักหน้ารับ “ใช่ ชุดนี้ซื้อตอนเข้าเมือง ห้างในเมืองใหญ่กว่าในอำเภอตั้งเยอะ เสื้อผ้าสวยๆ ก็มีให้เลือกเพียบเลย... แต่ชุดของเธอก็สวยมากเหมือนกันนะ”

            หวังหย่าจิ้งสวมชุดสีเขียวสดใส ที่ปลายแขนเสื้อและปกเสื้อปักลายดอกไม้เล็กๆ น่ารัก ทิงเสวี่ยคิดมาตลอดว่าน้อยคนนักที่จะใส่เสื้อผ้าสีเขียวแล้วดูดี แต่หวังหย่าจิ้งกลับเป็นหนึ่งในคนส่วนน้อยนั้น

            เด็กๆ เล่นกันอยู่ที่บ้านทิงเสวี่ยพักหนึ่ง จากนั้นทิงเสวี่ยจึงพาพวกเขาไปยังบ้านของหลินฉางจื้อ

            หลินฉางจื้อกำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้านพอดี หวังหย่าจิ้งก็ตะโกนเรียกแต่ไกล “เจ้าหลานชาย! สวัสดีปีใหม่! คุกเข่าให้ฉันสิ เดี๋ยวฉันจะให้อั่งเปา!”

            เมื่อเดินมาถึงตรงหน้า หลินฉางจื้อก็เหลือบมองหวังหย่าจิ้งอย่างหมั่นไส้ เมื่อเห็นเธอสวมชุดสีเขียว เขาก็ยิ้มแล้วเอ่ยล้อเลียนว่า “หวังหย่าจิ้ง! ทำไมเธอแต่งตัวเหมือนหนอนชาเขียวเลย น่าเกลียดชะมัด!”

            “ไปเลยนะ! นายนั่นแหละหนอนชาเขียว! นายมันหนอนผีเสื้อ! แมลงสาบดิน!” หวังหย่าจิ้งไม่เพียงแต่ตอบโต้ด้วยวาจา แต่มือเล็กๆ ของเธอก็กำหมัดทุบหลินฉางจื้ออย่างไม่ออมแรง

            เมื่อเข้าไปในบ้าน ภรรยาของหลินหงเจี้ยน แม่ของหลินฉางจื้อ ก็รีบนำลูกอมและเมล็ดแตงโมออกมาต้อนรับเด็กๆ นอกจากนี้ เธอยังนำขนมที่ตนเองทอดไว้มาให้ชิมอีกด้วย

            “คุณป้าคะ คุณป้าทำขนมเองได้ด้วย เก่งจังเลยค่ะ! รสชาติสู้โรงงานขนมได้เลยนะคะ!” หวังหย่าจิ้งชมจนภรรยาของหลินหงเจี้ยนตัวลอย

            ในบรรดาเด็กทั้งหมด หวังกังชอบฟังเรื่องราวการรบเป็นพิเศษ ทิงเสวี่ยจึงตัดสินใจพาพวกเขาไปยังบ้านของคุณปู่หวง

            คุณปู่หวงเคยผ่านสมรภูมิจริงมาแล้ว เรื่องราวสงครามที่เขาเล่าจึงล้วนเป็นประสบการณ์จริง ย่อมเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ

            แม้คุณปู่หวงและคุณย่าหวงจะมีลูกบุญธรรมอย่างหวงควน แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่กันสองคนอย่างเงียบเหงา

            แน่นอนว่าวันขึ้นปีใหม่ ครอบครัวหวงควนจะแวะมาเยี่ยมเยียนบ้าง แต่จุดประสงค์หลักก็เพียงเพื่อหวังเงินอั่งเปาจากสองตายายเท่านั้น... ความอ้างว้างเดียวดายในใจของสองตายาย จึงเป็นสิ่งที่หวงควนและครอบครัวไม่อาจช่วยเติมเต็มได้เลย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247