ข้าอาศัยอยู่ที่ตรอกดาบถึงหนึ่งปี ระหว่างนั้นก็แวะเวียนไปมาอยู่หลายสถานที่ บางครั้งก็ค้างอยู่ที่โรงทานหลายวัน บางครั้งก็แวะเวียนไปกินขนมที่เหลาสุราโคมแดง แต่สถานที่ที่ข้าใช้เป็ฐานที่มั่นจริงๆกลับเป็คฤหาสน์อันเก่าแก่แห่งหนึ่ง
ข้าเดินเข้าสู่สถานอันอัปมงคลอย่างหน้าตาเฉย สถานที่แห่งนี้คือคุกจองจำนักโทษเมืองหลี่ ที่ทางเข้าล้วนเป็ชายฉกรรจ์ที่คุ้นหน้าคุ้นตา ใช่แล้วพวกมันคือสมุนของกู้เทียนอี้ ยามที่ข้าเดินผ่านพวกมันล้วนโค้งคำนับพร้อมกับทักทายอย่างเป็กันเองว่า “นายหญิงน้อย”
อันสถานจองจำแห่งเมืองหลี่นั้นมีห้าแห่ง กระจายอยู่ตามมุมอัปมงคลของตัวเมือง ในสถานที่เ่าั้ล้วนเป็กิจการของกู้เทียนอี้ สำหรับชนชาวอธรรมเช่นมันแล้วการมีกิจการเช่นนี้อยู่ถือว่าเหมาะสมแล้ว
สถานจองจำแห่งนี้มีชื่อว่าหอเชือดสุนัข เป็หอไม้เก่าแก่โบราณซึ่งมีทั้งหมดสามชั้น ใช้สำหรับกักขังและทรมานนักโทษที่มีระดับสามหรือต่ำกว่า ภายในล้วนเป็ไม้เก่าแก่อันแข็งแกร่งตกแต่งด้วยผ้าสีดำทั่วทั้งหลัง ทุกมุมหอจะจุดกำยานหอมส่งกลิ่นหอมจางไปทั่วบริเวณ เว้นแต่เพียงชั้นบนสุดซึ่งเป็ห้องของกู้เทียนอี้ มีเพียงที่นั่นที่มิได้จุดกำยานหอมแต่อย่างใด
“อา ค่อยโล่งขึ้นมาหน่อย!”
กู้เทียนอี้นั่งอยู่บนเก้าอี้บัลลังก์สิงทองตัวใหญ่ั์ของมันด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ เก้าอี้นี้ทำจากทองคำแท้ทั้งตัว มีลายสลักรูปกิเลนและสิงอย่างปราณีตบรรจง มีทั้งความงดงามและความอลังการ ความสูงใหญ่ของมันเทียบได้กับพระพุทธรูปในวัดใหญ่เลยทีเดียว
ยามเมื่อเห็นผู้มาเป็ใครก็รีบลุกขึ้นและกระโจนไปยืนอยู่ข้างๆแทน
“นายหญิงน้อย เชิญนั่ง”
ข้าเดินขึ้นสู่บัลลังก์อย่างยากเย็น มันใหญ่เกินไปสำหรับข้า นั่นทำให้ข้าถึงกับต้องปีนขึ้นไป สุดท้ายกู้เจี้ยนจึงจำต้องอุ้มข้าขึ้นไปแทน
“อะแฮ่ม เอาหละงานวันนี้เป็ไงบ้าง”
ชายผู้หนึ่งหน้าตาราวกับคนติดยาเดินออกมารายงานเป็คนแรก “มีข่าวว่าราชันย์ัเยี่ยนฉีนำกำลังมุ่งตรงมายังเมืองหลี่แล้ว อีกไม่เกินปีครึ่งน่าจะถึงชานเมืองได้ขอรับ”
“ดี จัดสถานที่เจรจา เอาบริเวณน้ำตกรุ้งขาวนะ ข้าชอบธรรมชาติบริเวณนั้น” ข้าตอบ
ที่ชานเมืองรอบนอกของเมืองหลี่นับว่ามีทิวทัศน์อันงดงามอยู่หลายสถานที่ บริเวณน้ำตกรุ้งขาวนับเป็น้ำตกขนาดใหญ่และมีความอันตรายเป็อย่างยิ่ง ที่สำคัญมันร้างผู้คน หากมีการต่อสู้จะไม่มีผู้ใดถูกลูกหลงได้รับาเ็
ชายอีกผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาพร้อมกับรายงานว่า “นักโทษในห้องคุมขังเมืองหลี่ล้วนเป็พวกลักเล็กขโมยน้อย นักโทษที่มีระดับฝีมือถึงระดับสามมีเพียงสองคนขอรับ”
“ตอนนี้มีใครบ้าง”
“มีคนหนึ่งชื่อ หยวนลู่ตาเดียว อีกคนชื่อ เถาป่านบัณฑิตหลังเขาเป็บุคคนธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น”
เมื่อข้าได้ยินเช่นนั้นถึงกับตาโต ทั้งสองคนนี้ล้วนเป็ผู้มีฝีมือในยุทธจักรหลังจากนี้สิบปี คนหนึ่งเป็ชาวอธรรมอันโเี้ แม้ว่าจะในทางที่ไม่ดีนัก แต่ก็น่าสนใจไม่น้อย
หยวนลู่ตาเดียวคนผู้นี้สามารถพัฒนาตนเองได้จนถึงระดับปรมาจารย์ มันเก็บตัวฝึกวิชาในคุกสิบปีในที่สุดก็บรรลุระดับยอดคนได้ ส่วนอีกคนนั้นน่าใกว่า หากข้าจำไม่ผิดเถาป่านผู้นี้แม้จะยืนหยัดพลังฝีมืออยู่เพียงระดับหยกในตม แต่สามารถสังหารผู้เหนือโลกได้ เมื่อได้ยินชื่อฉายาบัณฑิตหลังเขาข้าก็สนใจขึ้นมาทันที
‘ในตอนนั้นสองคนนี้ล้วนก่อคดีร้ายแรง หยวนลู่ตาเดียวอีกสิบปีจะแหกคุกออกมาฆ่าฟันผู้คนนับร้อย เรียกตนเองว่าจอมมาร จนกระทั่งสมาพันชาวยุทธต้องร่วมมือกันตามล่าถึงจะจัดการได้สำเร็จ วิชาดาบตาเดียวของมันดุดันสั่นะเืไปทั้งยุทธภพ แต่ที่น่าใยิ่งกว่าคือเถาป่านผู้นั้น หากใช่ตัวจริงคนผู้นี้จึงนับว่าน่ากลัวที่สุด’
แต่ปัจจุบันพวกมันยังไม่ก่อกรรมทำเข็ญขนาดนั้น หากอยากตัดไฟแต่ต้นลมเราก็ควรกำจัดพวกมันทิ้งเสียแต่เนิ่นๆ แต่อย่างไรก็ตามหากได้ตัวมารับใช้นั่นจึงเป็การดีกว่า
ข้าครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ หนทางสู่การยึดครองยุทธภพนั้นมิได้ง่ายดาย กำลังพลและยอดฝีมือนั้นเป็สิ่งสำคัญ ข้าจะเป็จะต้องคัดกรองคนด้วยตนเอง
“กู้เจี้ยน หลังจากนี้ลองสืบประวัติของเ้าสองคนนี้ และส่งคนเข้าไปดูพฤติกรรมพวกมัน อีกสามเดือนหลังจากนี้ข้าจะลงไปพูดคุยกับพวกมันด้วยตนเอง”
“ขอรับ” กู้เจี้ยนรับคำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลังจากนั้นข้าก็หันไปถามกู้เทียนอี้คำหนึ่ง “กู้เทียนอี้ท่านรู้จักสำนักกระบี่ิญญารึไม่?”
“ห๊ะ!! สำนักกระบี่ิญญารึขอรับ!” ในตอนนั้นเองที่กู้เทียนอี้ถึงกับหน้าซีดเผือก ในตอนแรกที่ได้ยินว่านางหาเื่กับห้าราชันย์ัเยี่ยนฉีนั้นทำให้มันแทบกระอักเืตายแล้ว นี่ยังทำท่าเหมือนจะหาเื่สำนักกระบี่ิญญาอีก
“เอิ่มมม!! เอ่อ...” กู้เทียนอี้ถึงกับปากสั่น
ในที่สุดมันเรียบเรียงความคิดของมันทั้งหมดก่อนจะพูดออกมา “สำนักกระบี่ิญญา สำนักลอบสังหารอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ทำงานไม่เคยพลาด ไม่ว่ารับงานใดล้วนสำเร็จหมดจด ว่ากันว่าหลังจากสังหารเป้าหมายเรียบร้อยแล้วจะทิ้งตราสำนักไว้ มิตรสหายหรือครอบครัวเป้าหมายอันใดล้วนไม่กล้าล้างแค้น!”
ข้าได้ฟังถึงกับสนใจ ในตอนนั้นสำนักลอบสังหารที่เป็อันดับหนึ่งคือสำนักปีศาจัิญญา เื่ราวก่อนหน้านั้นล้วนไม่เคยได้ใส่ใจ เมื่อยุคเปลี่ยนลำดับของสำนักแต่ละสำนักก็ย่อมเปลี่ยน ในยุคนี้คาดว่าคงต้องเป็สำนักกระบี่ิญญา แต่ผู้ใดกันนะที่เป็ประมุขสำนักในเวลานี้
“สำนักกระบี่ิญญามียอดฝีมือเยอะหรือไม่” ข้าถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ประมุขสำนักเิห้าวได้ยินว่าฝีมือทัดเทียมกับระดับผู้เหนือโลกห่างกันไม่มาก อยู่ในระดับผู้ผ่าน์ขั้นสูงสุดแล้ว รองประมุขถูกเรียกว่าเงาปีศาจก็เช่นกัน ส่วนสี่จตุรเทพปีศาจล้วนอยู่อันดับต้นๆของระดับปรมาจารย์หัวหน้ากองธงหัวหน้าสาขาล้วนเป็ระดับปรมาจารย์ รวมแล้วมีระดับสูงกว่าปรมาจารย์ถึงสิบกว่าคน”
เมื่อข้าได้ฟังความอธิบายก็เกิดสงสัยขึ้นมาอย่างหนึ่ง “ท่านพูดเหมือนสำนักกระบี่ิญญามิใช่สำนักลับอันใด เหมือนสำนักตั้งโด่อยู่ที่ไหนสักแห่งโดยไม่กลัวฟ้าดิน มิใช่ว่ามันต้องเป็สำนักลอบสังหารที่ต้องซ่อนแอบปกปิดตัวตนอยู่ที่ใดที่หนึ่งมิใช่รึ”
กู้เทียนอี้ส่ายหน้าช้าๆ “ใช่แล้วแต่เดิมสำนักกระบี่ิญญาเป็สำนักลอบสังหาร แต่หลังเมิงห้าวขึ้นเป็ประมุขมันก็พาตัวจากที่ลับสู่ที่แจ้ง ก่อตั้งเป็ลัทธิให้ผู้คนบูชา สำนักกระบี่ิญญาตั้งอยู่ใจกล้างแคว้นอู๋ เิห้าวเป็พี่ชายของชายาอ๋องอู๋ แถมยังมีลูกสมุนดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ การที่ท่านบอกจะทำลายสำนักกระบี่ิญญานั่นเท่ากับการล้มล้างแคว้นอู๋เลยทีเดียว”
ข้าถึงกับจับหน้าผากตนเอง ‘ดูเหมือนว่าเราจะคิดการใหญ่ไปหน่อย แต่มาถึงตอนนี้ตัวเราก็ยังไม่เคยได้ยินชื่อของเิห้าวมาก่อน นั่นแสดงว่ามันต้องตายโดยผู้ใดผู้หนึ่งเป็แน่ ใครกันนะที่เป็คนทำลายเิห้าวผู้นั้น?’
แม้จะสงสัยในใจ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก “ตัวเราล้วนมีแผนการไว้แล้ว ขอเพียงท่านปฏิบัติตาม การใหญ่ต้องสำเร็จแน่”
กู้เทียนอี้ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างหนาวเหน็บ หากมิใช่ว่าเห็นประจักษ์ฝีมือนางแล้วครั้งหนึ่งไม่มีทางเชื่อแน่ว่าเด็กน้อยผู้นี้จะอยู่ในระดับผู้เหนือโลก ตอนแรกที่นางบอกว่าจะครองยุทธภพนึกว่านางจะพูดเล่น ที่ไหนได้นางตั้งใจจะทำเช่นนั้นจริงๆ
หลังจากสั่งงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ข้าก็ะโลงจากบัลลังค์อย่างนุ่มนวล ถึงตอนจะเดินจากไปกู้เทียนอี้กลับถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “นางหญิงน้อย เื่ราชันย์ัเยี่ยนฉีมิใช่เื่เล่นๆ หากปะทะกันอาจมีคนตายมากมายหรือแม้กระทั่งเมืองหลี่หายไปจากแผนที่ ท่านมั่นใจหรือไม่ว่าจะเอาชนะมันได้?”
เด็กน้อยเพียงยิ้มคำเล็กๆออกมา ส่วนกู้เจี้ยนถึงกับตวาดใส่บิดาตนเอง “ท่านพ่อ ระดับฝีมือเยี่ยนฉีนั้นมิได้ขี้เล็บของนายหญิงน้อย เพียงโบกมือเบาๆมันก็สู่ขิตาลัยแล้ว ท่านกลับไม่เชื่อ...”
ข้ายิ้มออกมาก่อนจะตอบว่า “ไม่ต้องห่วงนี่เป็เพียงแค่การเจรจา เยี่ยนฉีไม่มีทางสู้กับท่านแน่”
ใช่แล้ว ความจริงนางไม่ได้คิดเผยตัวด้วยซ้ำ แผนของนางคือให้กู้เทียนอี้ปลอมเป็คนชุดดำไปเจรจา นางจะคอยกระซิบคำด้วยปราณจากด้านหลังอันห่างไกล ส่วนกู้เทียนอี้ต้องปลอมเป็บุคคลลึกลับให้แเี แต่ทว่าต่อหน้าราชันย์ัเยี่ยนฉีแล้ว หากมีพิรุธนิดเดียวอาจหัวขาดได้
“หากท่านยังขี้ขลาดก็ตามเรามา เราจะสอนวิชาแขนงหนึ่งให้ รับรองว่าเยี่ยนฉียามที่มันลงมือกับท่านมันต้องตกตะลึงแน่!”
ในตอนนั้นเองตาของกู้เทียนอี้ก็สุกใสเป็ประกาย สีหน้าของมันเปลี่ยนไปทันที “นายหญิงน้อยเก่งกาจเลิศภพจบแดน ได้โปรดสอนวิชาให้ข้าน้อยด้วย!”
หลันเยว่พุ่งตัวออกทางหน้าต่างไปอย่างนุ่มนวล ทำเอาหลายคนถึงกับตาโต นางะโลงไปยืนหนือผิวน้ำกลางสระอย่างสงบนิ่ง ส่วนกู้เทียนอี้และกู้เจี้ยนค่อยวิ่งตามลงมาทางบันใด เมื่อเห็นเด็กน้อยยืนอยู่กลางสระถึงกับตกตะลึง
‘นี่เป็ครั้งแรกที่นางแสดงวิชาตัวเบา ข้าเคยได้ยินว่าระดับปรมาจารย์ขั้นสูงอย่างน้อยยังต้องยืนบนใบไม้ แต่สำหรับนางกลับยืนบนผิวน้ำได้จริงๆ ระดับของนางถึงขั้นไหนกันแน่นะ!’