!!!ตุบ ตับ ตุบ ตับ
เสียงมือหมัดและสหบาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกประเคนใส่ฉินเทียน กลุ่มคนบุรุษและสตรีเพศศิษย์ร่วมสำนักเหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้ หากจะให้ย้อนความก็เกรงว่าเหตุใหญ่ใจความก็เพราะสตรีผู้งดงามนางหนึ่งของสำนักเมฆาแห่งนี้ นางเป็บุตรีคนเล็กของเ้าสำนักที่ถูกเลี้ยงดูโดยพิถีพิถันหวังให้เป็ยอดคนเป็ยอดความหวังของสำนักเมฆาพยับแห่งนี้ เนื่องด้วยนอกจากความงดงามเป็ธรรมชาติของนาง ที่แม้ว่าจะไม่ถึงกับเด่นล้ำจนยากหาผู้ใดเทียบเทียม หากแต่ในเมืองใหญ่ของชนบทเช่นนี้ หากนับร้อยสตรีผู้งดงามเป็ที่สุดอย่างน้อยๆ นางต้องติดหนึ่งในสิบ หรือหนึ่งในสี่สตรีแม่นางน้อยที่งดงามที่สุดเป็แน่
หากแต่สิ่งที่ทำให้ตระกูลน้อยใหญ่ในเขตแดนนี้ปรารถนาให้บุตรหลานตบแต่งนางเข้าสู่ตระกูลให้จงได้ ก็มีเพียงเหตุผลเดียวนั่นคือความพิเศษในตัวนางที่มีชีพจริญญาเจ็ดเส้น ซึ่งบ่งบอกถึงความสำเร็จในเส้นทางการบ่มเพาะ ที่นางถูกกำหนดให้เป็ยอดหญิง เป็ยอดสตรีมหายุทธ์
แต่นอกจากความงดงามเป็ธรรมชาติของนางและเส้นทางยุทธ์ที่ดีเลิศแล้ว จิตใจของนางก็ยังแสนดีโดยธรรมชาติ ในสำนักเมฆาพยับ แม้บุรุษเพศมากมายจะหมายตานางหวังสนิทสนม หากแต่กลับมีบุรุษเพียงผู้เดียวที่นางสนิทสนมเป็กันเองเป็ที่สุดนั้นคือฉินเทียน
ซึ่งความสนิทสนมระหว่างฉินเทียนกับลูกสาวเ้าสำนักเมฆาพยับนางนี้นั้น แท้จริงก็หาใช่ความสัมพันธ์ชายหญิง หากแต่มันเป็เพียงพี่น้องมิตรสหายท่องตำรา เพราะฉินเทียนนั้นเป็คนรักการอ่าน รอบรู้ศาสตร์หลายแขนง หลายๆ อย่างเก่งเกินล้ำผู้เป็อาจารย์ไปมาก เสียเพียงอย่างเดียววรยุทธ์นั้นต่ำต้อยจนแลดูบัดซบ นอกจากนั้นตัวมันก็เป็เพียงลูกหลานตระกูลชนชั้นบ่าวไพร่จึงไม่เป็ที่รักของหมู่อาจารย์ในสำนัก ต่างกับเหล่าศิษย์สายตรงจากตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองที่มักเป็ที่รักของอาจารย์ทั้งหลาย นั้นเพราะพวกศิษย์เหล่านี้มักมีของกำนัล สินน้ำใจมอบให้เหล่าครูบาอาจารย์เหล่านี้ไม่ขาดมือ
ตรงข้ามกับฉินเทียน ไม่มีเงินทรัพย์สินไปแสดงน้ำใจต่ออาจารย์จะมอบสิ่งใดก็ดูต่ำต้อยไร้ค่าไปเสียงหมด บางครั้งมอบของทำมือ เหล่าครูบาอาจารย์ในสำนักก็ดูแคลนเสียอีก ลึกๆ แม้ฉินเทียนจะทำใจได้แต่ก็มีไม่น้อยที่น้อยเนื้อต่ำใจจริงๆ เช่นกัน
ในสถานที่อ้างว้างเช่นนี้ ในหอตำราของสำนักฉินเทียนก็เลยชอบคลุกอยู่แต่ที่นั่น และมิตรภาพของตัวมันกับลูกสาวของเ้าสำนักก็เกิดขึ้น จนสตรีผู้งดงามนางนี้ถึงกับออกปากเรียกฉินเทียนว่าพี่ใหญ่อยู่เสมอ ฉินเทียนนั้นย่อมไม่คิดอะไรกับเด็กน้อยในตอนนั้น นางอายุเพียงแปดเก้าขวบ หากแต่เมื่อเวลาค่อยๆ ล่วงผ่านไป
ความงดงามของนางก็ค่อยๆ ทอประกายดุจดาราบนท้องฟ้าที่ยากจะปกปิดแสงสว่างฉันใด ความงามของสตรีตัวน้องก็เช่นนั้น
นางเป็ที่หมายปองของบุรุษทุกผู้นามในสำนักเล็กๆ แห่งนี้ หากจะยกเว้นคนหนึ่งก็คงเป็ฉินเทียนที่คิดกับนางประหนึ่งน้องสาวแท้ๆ น้ำใสใจจริงสะอาดดุจน้ำใสที่มองเห็นพื้นลึกถึงก้นสระ ไม่มีตะกอนใดๆ เจือปน หากแต่ใจมนุษย์เล่าย่อมคิดไปตามจิตใจต่ำช้าภายในของตน
บุรุษมากมายจึงคาดหมายคิดกันไปเองว่าฉินเทียนนั้นเป็สุนัขคิดกินเนื้อหงส์ เื่เหล่านี้จึงสร้างความไม่พอใจให้กับศิษย์น้อยใหญ่ สุดท้ายจึงกลายเป็การกลั่นแกล้ง ทั้งๆ ที่แต่เดิมเนื้อแท้ของฉินเทียนนั้นไม่เคยคิดสิ่งใดเกินเลยไปเลยแม้แต่น้อย
"!!! หยุด" เสียงะโดังลั่น ดังมาแต่ไกลแฝงอำนาจกล้าแข็งสายหนึ่ง ในความมืดมิดมีร่างร่างหนึ่งลอยเคว้งอยู่กลางนภา
เมื่อคนทั้งหลายมองขึ้นไปก็ต่างออกปากเป็เสียงเดียวกัน "ท่านเ้าสำนัก"
ใช่แล้วผู้ที่ลอยเคว้งอยู่กลางนภา กลางหน้าผามีสัญลักษณ์รูปวานรคลั่งคือเ้าสำนักแห่งนี้ เ้าสำนักเมฆาพยับหลงเจี่ย
หลงเจี่ยะโเสียงดัง พร้อมตวาดใส่กลุ่มลูกศิษย์ชายหญิงทั้งหลายอย่างไม่เกรงใจ แม้ลึกๆ ตัวมันจะไม่ชอบฉินเทียนอยู่บ้าง แต่ก็รู้อยู่แก่ใจลูกสาวตนนั้นมิได้มีใจต่อเ้าบุรุษหนุ่มผู้นี่เลยแม้แต่น้อย แต่ที่สนิทสนมกันเพราะชมชอบในความรู้เขียนอ่าน และนิทานน่าฟังที่ฉินเทียนเล่าให้ฟัง ความสนิทสนมั้แ่วัยเด็กมันฝังรากลึกจนมาถึงปัจจุบัน ส่วนความรู้สึกชายหญิง หลงเจี่ยได้ถามบุตรธิดาของตนจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเกินเลยแน่นอน เพราะแบบนั้นจนถึงทุกวันนี้ฉินเทียนจึงยังได้มีโอกาสได้เป็ศิษย์สำนักเมฆาพยับ
หากแต่ถ้าบุตรธิดาของหลงเจี่ยนิยมชอบหลงใหลฉินเทียนเช่นสตรีเสน่ห์ใคร่รักในบุรุษ ในวันนี้ฉินเทียนคงหาได้มีชีวิตอยู่ไม่แล้ว หลงเจี่ยมันย่อมเลือกตัดสินใจสังหารฉินเทียนเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป เหลือตัดไฟแต่ต้นลมดีกว่า มิให้สะเก็ดไฟเล็กๆ นี้ไหม้เป็ไฟป่าใหญ่
แต่ด้วยความไม่พอใจเล็กๆ ในจิตใจของหลงเจี่ยต่อฉินเทียนที่สนิทสนมและเป็ที่นิยมต่อบุตรธิดาสุดที่รักของตน หลงเจี่ยในหลายปีมานี่ก็มักปิดตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้ศิษย์อาจารย์น้อยใหญ่ในสำนักกลั่นแกล้งฉินเทียนได้ตามใจชอบ ตัวเองก็ไม่คิดจะออกหน้าใดๆ ช่วยเหลือยกเว้นว่าวันใดบุตรธิดาสุดที่รักของตนร้องขอก็จะมาช่วยเหลือแบบขอไปทีทุกครั้งไป
หลายปีมานี่ก็เป็เช่นนี้
หากแต่วันนี้ต่างออกไป
หลงเจี่ยะโเสียงดังก้อง "พวกเ้าเป็ศิษย์ร่วมสำนักไยไม่รักใคร่กลมเกลี่ยวกัน เหตุใดจึงลงไม่ลงมือเช่นนี้ พวกเ้าต้องให้ข้าลงโทษถึงสาแก่ใจรึ" หลงเจี่ยที่พูดเสียงดังพลางจ้องหน้าไปยังศิษย์ทั้งหลาย แต่ละคนเมื่อได้เห็นเ้าสำนักโกรธก็ออกสีหน้าหวาดกลัวกันอยู่ไม่น้อย วันนี้เ้าสำนักดูแปลกไปจริงๆ ปกติก็มิใช่มิเคยลงมือ หากแต่วันนี้ทำไมท่านเ้าสำนักจึงดุดันผิดปกติ มิใช่ปกติท่านปิดตาข้างหนึ่งหรอกรึ
หลงเจี่ยถอนหายใจเสียงดังเฮือกใหญ่ ก่อนจะเปล่าประกาศความผิดของศิษย์ทั้งหลายอย่างน่าประหลาดใจ "พวกเ้าศิษย์พี่น้อง ร่วมกันรังแกศิษย์ร่วมสำนักฉินเทียน เหตุการณ์เช่นนี้ข้าในฐานะเ้าสำนักคงจะมิลงโทษมิได้ แต่ในเมื่อทำผิดข้าก็จะให้โอกาสพวกเ้าได้แก่ไข ให้พวกเ้าทั้งหลายมอบคนละ 100 เหรียญเงินให้ฉินเทียนเป็การไถ่โทษในครั้งนี้"
เหล่าศิษย์น้อยใหญ่ถึงกับตกตะลึงจำนวน 100 เหรียญเงินจะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อยสำหรับพวกเขา คนทั่วไปในดินแดนแห่งนี้มีรายได้กันอยู่ที่ 10 เหรียญเงิน 100 เหรียญเงินจึงเป็เงินเกือบรายได้เกือบปี ดังนั้นทำให้มีศิษย์จำนวนหนึ่งถึงกับออกปากกับเ้าสำนัก "ท่านเ้าสำนักจำนวน 100 เหรียญเงินนั้นไม่มากไปเหรอขอรับ นั้นแทบจะเป็เงินค่าใช้จ่ายหลายเดือนของศิษย์เลย" ศิษย์คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอาลัยต่อเหรียญเงินที่หามาอย่างยากลำบากของตัวเอง แม้ตัวมันจะมีรายได้เกือบพันเหรียญเงินต่อปีก็ตาม
"งั้นรึ งั้นเ้าไม่ต้องจ่ายก็ได้ แต่พวกเ้าคงรู้แล้วนะว่าทางราชสำนักได้ประกาศเกณฑ์คนไปออกตามหานางมารผลึกโลหิต ได้ข่าวว่านางฆ่าได้แม้กระทั่งผู้บ่มเพาะระดับตราสัญลักษณ์ส้มอย่างสบายๆ บัดนี้มีคนตกตายเพราะนางไปนับพันชีวิตแล้ว แต่ก็ตามจับนางมารผู้นี้ไม่ได้ ตอนนี้ราชสำนักจึงสั่งให้สำนักน้อยใหญ่เกณฑ์กำลังคนออกค้นหานาง ทุกสำนักต้องส่งคนอย่างน้อยๆ หนึ่งในร้อยส่วนออกค้นหา สำนักเรามีคนอยู่ หนึ่งพันคนเศษ ในปัจจุบันมีศิษย์ถูกเลือกทั้งหมดสิบสองคน หนึ่งในนั้นคือฉินเทียน พวกเ้าคนใดไม่จ่ายสินน้ำใจให้ฉินเทียนก็ให้ไปร่วมสืบหานางมารผนึกโลหิตพร้อมฉินเทียน เ้าว่าดีไหม" เหล่าศิษย์น้อยใหญ่ได้ยินดังนั้นก็เสียวสั่นหลังวาบทันที
ส่วนฉินเทียนในใจก็พร่ำบ่นด่าหลงเจี่ยเ้าสำนักเมฆาในใจ 'ข้าก็คิดว่าเ้าเป็คนดีมาจากไหน หลายปีมานี้ไม่เคยดูดำดูดีข้าเลยแม้แต่น้อย ปิดตาข้างหนึ่งปล่อยข้าถูกรังแกตลอด วันนี้เพราะข้าใกล้ตายจึงเมตตาเป็พิเศษ แต่ช่างเถอะ ข้าจะไม่โทษเ้าก็แล้วกันไอ้แก่ เห็นแก่หน้าน้องหลิน' แม้ฉินเทียนจะพูดในใจเช่นนี้ หากแต่การแสดงออกภายนอกของเขาและสีหน้าสีตา ก็แสดงออกถึงความนอบน้อมและความเคารพต่อหลงเจี่ย
หลงเจี่ยเห็นทีท่าของฉินเทียนก็ลูบหนวดที่ปลายคางอย่างสบายใจก่อนที่ค่อยๆ ลอยตัวหายไป หากแต่ก่อนไปยังกำชับว่าศิษย์ทั้งหลายต้องมอบ 100 เหรียญเงินให้แก่ฉินเทียนเป็สินน้ำใจ หากใครไม่ให้ก็จะถูกลงโทษให้ไปทำภารกิจของสำนักออกค้นหานางมารผลึกโลหิตทันที
ถุงเงินถุงแล้วถุงเล่าถูกโยนมาให้ฉินเทียน นับจำนวนแล้วได้ 7 ถุงเงิน 700 เหรียญนับเป็จำนวนเงินที่ชีวิตนี้ของฉินเทียนไม่เคยจับเงินทองมากมายขนาดนี้เลยแม้แต่น้อย สร้างความสุขบนความทุกข์ให้กับฉินเทียนยิ่ง
ร่างกายที่สะบักสะบอมในราตรีค่ำมืดค่อยๆ ตรวจนับเหรียญในถุงเงินถุงแล้วถุงเล่า แม้การได้เหรียญเงินในครั้งนี้นับว่าเป็โชคในคราวเคราะห์ แต่ฉินเทียนก็ตั้งใจว่าหากใครให้เหรียญเงินไม่ครบตัวมันจะไปทวงพร้อมฟ้องเ้าสำนักในทันที แต่นับจนแล้วจนรอดก็ได้ครบจำนวน ดูเหมือนว่าภารกิจสืบหาร่องรอยนางมารผลึกโลหิตช่างน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง แต่ละคนควักเหรียญเงินกันอย่างไม่เสียดายเลยแม้แต่น้อย
ฉินเทียนเดินกวัดแกว่งถุงเงินหมายจะกลับเข้าไปที่เพลิงพักอาศัย ที่อยู่ด้านท้ายสำนัก ที่ตัวมันอยู่เพียงคนเดียว เพราะเนื่องด้วยตัวมันเองมีเงินจ่ายเพียงค่าเล่าเรียน ส่วนค่าที่พักอาศัยตัวมันไม่มีเงินจ่าย จึงได้แต่ปลูกเพลิงพักอาศัยอยู่ส่วนท้ายของสำนัก ในป่าอันเงียบเฉียบที่นานๆ ที่ก็มีเพื่อนเป็สัตว์ป่า นกน้อย งูและแมลงต่างๆ อยู่เป็ประจำ
แต่วันนี้เมื่อเดินไปพบว่ามีสตรีวัยเยาว์ผู้หนึ่งยืนดักรออยู่ นางคือหลงหลิน สตรีผู้มีใบหน้างดงามเป็ธรรมชาติ ที่ไม่ต้องเติมแต่งสิ่งใดให้วุ่นวาย โฉมของนางช่างให้ความรู้สึกสบายตาน่ามองยิ่ง หลงหลินกล่าววาจาน้ำเสียงใสเรียกฉินหลงพี่ใหญ่ในทันที "พี่ใหญ่ท่านมาแล้วรึ" นางพูดพล่างพร้อมมองไปที่ใบหน้าของฉินเทียน ก็พบรอยช้ำน้อยช้ำใหญ่ไปทั่วไปหน้า ั์ตาของนางดูเศร้าเล็กน้อย "พี่ใหญ่ท่านถูกกลั่นแกล้งอีกแล้วรึ ท่านบอกข้าเถอะวันนี้ใครเป็ผู้ลงมือกับท่านหลงหลินน้องสาวของท่านผู้นี้จะเป็ผู้ไปลงไม้ลงมือทวงความเป็ธรรมให้ท่านเอง"
ฉินเทียนหัวเราะคำโต หลายปีมานี้ความสุขเล็กๆ ที่ได้อยู่ในสำนักแห่งนี้ก็คือน้องสาวคนนี้ ฉินเทียนไม่คิดเลยว่า การเล่าเื่จากนิทาน งานเขียนและหนังสือการ์ตูนต่างๆ ในโลกเก่าของตัวมันให้เด็กหญิงในวันนั้นฟัง วันนี้นางจะติดเขามากถึงเพียงนี้ ไปไหนก็เรียกเขาแต่พี่ใหญ่ๆ โดยไม่ดูเลยว่าเขานั้นยากจนและเป็บุรุษผู้ตกต่ำและซอมซ่อเพียงใด และเพราะแบบนี้ก็ทำให้ฉินเทียนทั้งรักทั้งหลงเ้าสตรีตัวน้อยนามหลงหลินประดุจน้องสาวของเขาจริงๆ
"หลงหลินเ้าเห็นพี่ชายคนนี้เป็อะไร ตัวข้าดูอ่อนแอมากนักรึ เ้าจำไม่ได้รึพี่ชายคนนี้เคยบอกเ้าว่าอะไร พี่ชายคนนี้เคยบอกเ้าแล้วว่าจะใช้ชีวิตอิสระท่องไปทั่วหล้าดุจคนแซ่ลู่นามัฟี่ และร่วมใต้หล้าให้เป็หนึ่ง"
ดวงตาของหลงหลินเป็ประกายนางนึกถึงจอมยุทธ์แซ่ลู่ เื่เล่าในตำนานของยอดบุรุษผู้พิชิตดินแดนอย่างเสรีไปเจ็ดคาบสมุทร โดยที่นางไม่รู้เลยว่าฉินเทียนได้เอาตัวละครนี้ไปยำผสมกันจากทั้งการ์ตูนและวรรณกรรมหลากหลายเื่ แต่ก็ไม่รู้ทำไมยิ่งเล่าสตรีตัวน้อยก็ยิ่งติดอกติดใจเดินตามเขาเป็แตงเม กลายเป็คู่พี่น้องที่แสนประหลาด
ไม่ช้าั์ตาที่ส่องประกายของหลงหลินก็กลายเป็หม่นหมอง "พี่ใหญ่ข้ามีเื่ต้องบอกท่าน..."
ฉินเทียนมองคล้อยสายตาจ้องไปที่ั์ตาของหลงหลิน
"ข้าได้เป็ศิษย์สำนักใหญ่แล้วพี่ใหญ่ เป็ศิษย์สำนักยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของทวีปเล็กแห่งนี้ ทางการบอกว่าเจ็ดชีพจรของข้าควรค่าแก่การไปรับใช้ราชสำนัก หากแต่ตอนนี้ให้ไปฝึกฝนที่สำนักอันดับหนึ่งของทวีปแห่งนี้เสียก่อน"
"สำนักนั้นมีชื่อว่าอะไรรึ" ฉินเทียนกล่าวถาม ไม่ใช่เพราะตัวมันไม่ศึกษาหาความรู้ หากแต่เป็เพราะโลกใบนี้ใหญ่มากจนเกินไป การรวบรวมและการจัดเรียงข้อมูลข่าวสารก็ยังเป็ในรูปแบบเอกสารหนังสือเก่า มันไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ค้นหา ทำให้ในหลายๆ ครั้งข้อมูลบางอย่างในหอตำราก็เป็เพียงข้อมูลเก่าเก็บ ฉินเทียนนั้นเคยถึงขนาดคิดไปว่า โลกใบนี้วันเวลาผ่านไปเป็ร้อย เป็พันปี เหตุใดจึงไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเลย หากแต่เมื่อวันเวลาผ่านไป มันกลายเป็ยอดคนก็จึงเข้าใจ
"ฟ้าอนันตร์..." หลงหลินกล่าวตอบ
ฉินเทียนพยักหน้ารับก่อนที่จะยิ้มให้หลงหลินเด็กสาวตัวน้อยอายุ 14 ปี น้องสาวของมัน รอยยิ้มของฉินเทียนเป็รอยยิ้มที่จริงใจและขาวสะอาดอย่างแท้จริงๆ มันเอามือลูบหัวของหลงหลินเบาๆ พร้อมกับพูดว่าดีแล้วดีแล้ว "ดีแล้วดีแล้วหลงหลินน้องสาวข้า เส้นทางของเ้าวันหน้าต้องประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เป็หน้าเป็ตาแก่ตระกูล และสร้างความภาคภูมิใจให้กับพี่ใหญ่ผู้นี้ยิ่ง แต่เ้าจงจำไว้หากวันหนึ่งใครรังแกเ้า ให้เ้ารีบมาฟ้องพี่ใหญ่คนนี้ พี่ใหญ่คนนี้จะจัดการให้เ้าเอง"
พอพูดถึงตรงนี้เสียงหัวเราะคิคิเบาๆ ก็ดังออกมาจากปากของหลงหลิน นางรู้ว่าพี่ใหญ่คนนี้ของนางนั้นช่างอ่อนแอเพียงไร อย่างว่าแต่จะสู้กับคนที่รังแกนางเลยแค่สู้กับนางก็แพ้ไม่เป็ท่าแล้ว "คิคิ พี่ใหญ่ท่านไม่รู้รึการบ่งเพาะร่างิญญาของข้านั้นระดับสัญญาลักษณ์ขาวเข้มขั้นสองแล้วนะ พี่ใหญ่ท่านนะพึงจะอยู่แค่ขาวจางขั้นหนึ่งไม่ใช่รึคิคิ และคนที่จะรังแกข้าได้ ไม่ใช่ว่าต้องเก่งกว่าข้ารึ อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องมีความสามารถของผู้บ่มเพาะระดับสัญญาลักษณ์ขาวเข้มขั้นสองขึ้นไป พี่ใหญ่ท่านมั่นใจว่าสู้ได้รึ คิคิ"
ฉินเทียนกลืนน้ำลายอึกใหญ่คำหนึ่ง สีหน้าเศร้านิดๆ เพราะความจริงก็ฟ้องกันอยู่ว่าตัวมันนั้นทำอะไรไม่ได้จริงๆ แต่ต่อหน้าน้องสาวผู้เป็ที่รัก มีรึที่มันจะให้ศักดิ์ศรีของตัวเองแปดเปื้อน อย่างไรมันก็ถือตัวว่าเป็พี่ชายของสตรีตัวน้อยผู้นี้อย่างแท้จริง ต่อให้ตายก็ปรารถนาจะปกป้องดูแลสตรีตัวน้อยคนนี้เป็อย่างดี "แม้ตายพี่ใหญ่คนนี้ก็จะปกป้องเ้า"
แก้มของหลงหลินแดงระเรื่อจางๆ ก่อนจะหัวเราะคิคิ เบาๆ อย่างน่าดู "พี่ใหญ่ท่านช่างพูดนัก ข้าจะคอยดู วันใดมีใครกลั่นแกล้งข้าวันนั้นข้าจะมาบอกกล่าวขอความช่วยเหลือจากท่าน"
ฉินเทียนยิ้มๆ ตอบแก่หลงหลิน โดยทีหลงหลินหารู้ไม่ คำพูดนี้ของฉินเทียนนั้นจริงจังยิ่งนัก
แม้ตัวมันจะตกตายหากถ้าหลงหลินน้องหญิงของมันเดือดร้อน ฉินเทียนก็พร้อมตีฝ่าไปช่วยนางด้วยชีวิต
เพราะนางคือน้องสาวของตัวมัน ญาติมิตรคนสุดท้ายที่มันเหลืออยู่ในชีวิตนี้
แม้มิใช่พี่น้องร่วมสายโลหิต แต่หัวใจและน้ำใจที่มีให้กันก็ช่างผูกพันยิ่งนัก