“ศิษย์ทุกคนจงฟัง การทดสอบด่านนี้คือ ด่านค่ายกล พวกเ้าจงใช้สติปัญญาและความรอบคอบ เอาตัวรอดออกมาให้ได้ อาจารย์ขอให้พวกเ้าโชคดี...เริ่มได้”
หรงจื่อเข้ามาในประตูด่านค่ายกล ก็พบว่าเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ผนังทั้งสี่ด้านเป็นหินศิลาดำ พื้นและเพดานเป็นแผ่นศิลาหลากสี มีลวดลายเป็นสัญลักษณ์บางอย่างเรียงต่อกันเป็นช่อง ๆ หรงจื่อมองพื้นที่ตนเหยียบอยู่ เห็นว่าเป็นแผ่นศิลาขาวหนึ่งแถว ไม่มีสีและลวดลายเหมือนศิลาแผ่นข้างหน้า เขายืนนิ่งไม่ขยับใช้สายตามองไปที่พื้น แล้วมองขึ้นไปที่เพดานด้านบน เขาใช้สมาธิเพ่งมองเพียงไม่นาน ก็พบรูปแบบการเดินผ่านค่ายกลพื้นและเพดานในแต่ละแถว จะมีเพียงหนึ่งช่องเท่านั้น ที่มีสีและสัญลักษณ์ตรงกัน นั่นคือช่องที่สามารถเดินเหยียบไปได้ เมื่อเดินผ่านไปถึงแถวที่สอง พื้นศิลาของแถวแรก ช่องที่สีและสัญลักษณ์ไม่ตรงกัน ร่วงลงสู่ด้านล่างกลายเป็นหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้น เขาเดินผ่านไปทีละแถวอย่างระวัง ใช้สายตามองอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนจะก้าวเท้าทุกครั้ง เพราะในแต่ละแถวจะมีสิ่งลวงตาอยู่ ศิลาบางแผ่นสัญลักษณ์คล้ายจะตรงกันแต่ไม่เหมือนกัน เพราะที่รูปสัญลักษณ์มีความแตกต่างกันอยู่เพียงเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็น เมื่อเดินมาถึงพื้นศิลาแถวสุดท้ายที่เป็นสีขาว ประตูทางออกก็ปรากฏขึ้น“การคัดเลือกศิษย์ฝีมือยอดเยี่ยมสิ้นสุดแล้ว ศิษย์ผู้ผ่านการทดสอบมีหกคน คือ องค์ชายสามเซียวหรงจื่อ..องค์ชายห้าเซียวหรงซวี่..คุณชายจินตงเย่จวนแม่ทัพอุดร..คุณชายเวินชางซิวจวนกรมอาญา..คุณหนูหวังซู่ซินจวนกรมกลาโหม..คุณชายอู่จิงซาองครักษ์หลวง ศิษย์ทุกคนจงปรบมือให้กับผู้ผ่านการทดสอบทั้งหก”เยี่ยเซายกยิ้มมุมปาก ผู้ที่ผ่านด่านค่ายกลออกมาได้เป็นคนแรกคือ ซู่ซิน ตอนที่นางก้าวเข้าไปในห้องทดสอบ นางไม่ได้หยุดพิจารณารูปแบบของค่ายกลแม้แต่น้อย แต่สายตากลับมองหาตำแหน่งแผ่นศิลาที่ถูกต้องในทันที คล้ายกับว่านางรู้วิธีผ่านค่ายกลนี้มาก่อนแล้ว“องค์ชายสาม ทรงทราบหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ว่าใครเป็นผู้ผ่านด่านค่ายกลได้เป็นคนแรก” เยี่ยเซาเอ่ยถาม “คงจะเป็นแม่นางซู่ซิน หญิงงามในดวงใจเจ้า”พรวด!!! แค่กๆ ๆ เยี่ยเซาสำลักน้ำชาไอจนหน้าแดงก่ำ“นี่พระองค์จะฆ่ากระหม่อมให้ตายด้วยคำพูดหรือพ่ะย่ะค่ะ”ฮึ..ปกติปากหนักราวมีทองพันชั่งทับปากอยู่ แต่เวลาพูดทีแทบฆ่าคนตายได้เลย เช้าวันรุ่งขึ้นผู้ผ่านด่านทั้งหกถูกนำมาที่หอขาว ซึ่งเป็นสถานที่ต้องห้าม ผู้ที่มีสิทธิ์เข้ามาในหอขาวมีเพียงท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสที่มีป้ายผ่านทางเท่านั้น ในยามปกติหอขาวจะมีค่ายกลรักษาหออยู่ ผู้ที่ล่วงล้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกค่ายกลกักขัง ดูจากภายนอกหอขาวเป็นเพียงหอทรงแปดเหลี่ยมขนาดเล็กสูงเจ็ดชั้น แต่เมื่อเข้ามาด้านในกลับกลายเป็นห้องโล่งสีขาวขนาดใหญ่ มีประตูบานหนึ่งอยู่อีกฝั่งของผนังด้านตรงข้าม บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของพลังปราณบริสุทธิ์จาง ๆ“ยินดีต้อนรับลูกศิษย์ทุกคนของข้า” เสียงแหบแห้งแต่แฝงไว้ด้วยพลังดังก้องกังวานขึ้นทุกคนมองไปที่ต้นเสียง ก็เห็นชายชราชุดขาว รูปร่างผอมบาง ผมและเครายาวเป็นสีขาว ใบหน้าเหี่ยวย่นบ่งบอกว่าอายุมากแล้ว แต่ท่วงท่ากลับดูแข็งแรงราวกับคนหนุ่ม เขาคือ ท่านเจ้าสำนักอู๋กง“คารวะท่านเจ้าสำนัก ขอรับ/เจ้าค่ะ” ทุกคนคำนับทำความเคารพอู๋กง“จุดประสงค์ที่ข้าจัดการทดสอบในครั้งนี้ ก็เพื่อหาศิษย์ที่มีพรสวรรค์ ให้เป็นตัวแทนสำนักเข้าไปสำรวจแดนลับเก้านพจักรที่ประตูทางเข้าแดนจะปรากฏทุกหนึ่งร้อยปี ตามบันทึกโบราณกล่าวไว้ว่า ในแดนลับมีสิ่งล้ำค่ามากมาย ทั้งความเป็นอมตะ รูปลักษณ์งามล้ำเลิศ สมบัติล้ำค่ามหาศาล สถานที่แห่งนั้นมีของล้ำค่ามากมาย แต่อันตรายก็มากด้วยเช่นกัน ผู้ที่เข้าไปแสวงโชคมีไม่กี่คนที่รอดชีวิตกลับมา พวกเจ้าโชคดีที่เกิดในยุคที่ประตูแดนลับปรากฏ ข้าในฐานะอาจารย์ทำได้เพียงช่วยส่งเสริม เพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดให้พวกเจ้าเท่านั้น ส่วนพวกเจ้าจะรอดกลับมาหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่ตัวของพวกเจ้าเอง”“เคยมีคนได้สมบัติล้ำค่าออกมาจากแดนลับจริงหรือขอรับท่านเจ้าสำนัก” ชางซิวถามด้วยความสงสัย“ฮ่า ๆ ๆ ดูเหมือนเจ้าจะไม่เชื่อตำนานเรื่องเล่าสินะ พี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปฐพี ด้านพลังยุทธ์และด้านปรุงยาหลอมโอสถ พลังยุทธ์ของท่านทั้งสองคือขั้นสิบสองระดับสูง พวกท่านเป็นผู้ที่เคยเข้าไปในแดนลับเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว และตอนนี้ท่านปรมาจารย์ทั้งสองก็ยังมีชีวิตอยู่”“ผู้ปรุงยาสามารถมีพลังยุทธ์ได้! และเป็นพลังยุทธ์ขั้นสูงสุด!” ตงเย่อุทานเสียงดังอู๋กงสังเกตสีหน้าลูกศิษย์แต่ละคนแล้วก็ยิ้มบาง ๆ มังกรยังคงเป็นมังกร มังกือยังคงเป็นมังกือ“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าได้เข้ามาในที่แห่งนี้แล้ว ก็ขอให้พยายามศึกษาและฝึกฝนในสิ่งที่ข้าสอนให้ดี ระยะเวลาสามปีนับจากนี้จงเร่งเรียนรู้ให้มาก เพราะยิ่งรู้มากโอกาสรอดชีวิตกลับมาก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย” หน้าเรือนรับรองของเซียวหรงซวี่ มีองครักษ์หน้าตาดุดันสองนายยืนเฝ้าประตูราวกับรูปสลักหิน เพราะในเรือนรับรองเจ้านายเหนือหัวกำลังปรึกษาความลับกับลูกน้องคนสนิท “องค์ชายห้า ทรงคิดจะทำอย่างไรกับองค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ” ชางซิวถามเสียงเบาราวกระซิบ“ข้าจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น เจ้าเป็นลาโง่หรืออย่างไรถึงยังคิดไม่ได้”“กระหม่อมไม่เข้าใจ? องค์ชายสามฝีมือร้ายกาจ ถ้าเข้าไปในแดนลับจะต้องได้สมบัติล้ำค่ามากกว่าพวกเราแน่ ๆ”“เจ้าคิดว่าถ้าไม่มีเขาไปด้วย พวกเราจะรอดออกมาจากแดนลับได้หรือ? ถ้าเขาได้สมบัติล้ำค่ามาก็ยิ่งดี”“พระองค์ยินดีแบ่งสมบัติให้องค์ชายสาม เพื่อแลกกับความปลอดภัยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“เพื่อความปลอดภัยน่ะใช่ แต่ข้าจะไม่แบ่งสมบัติให้เขาแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อถึงกำหนดออก เราก็จัดคนมารอต้อนรับเขาสักหน่อย”“กระหม่อมเข้าใจแล้ว พระองค์จะดักชิงสมบัติตอนองค์ชายสามออกจากแดนลับ”“เมื่อเข้าใจแล้วก็จงเตรียมกำลังคนไว้ให้พร้อม”“พ่ะย่ะค่ะ” เสียงจอกเหล้ากระทบกันดัง กริ๊ง! ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างชั่วร้าย ด้านเรือนรับรองของซู่ซิน ก็มีบ่าวรับใช้ยืนดูต้นทางอยู่นางหนึ่ง เพราะหลังบานประตูที่ปิดสนิท มีเงาคนสองคนกำลังนั่งสนทนากันอยู่อย่างลับ ๆ“อาจารย์ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเจ้าค่ะ ตอนนี้พลังยุทธ์ของศิษย์เกือบจะถึงขั้นสี่ระดับสูงแล้ว” ซู่ซินเอ่ยเสียงเบา“แต่ผู้ที่จะเข้าไปในแดนลับ ควรมีพลังยุทธ์อย่างต่ำขั้นห้า เจ้ารู้แล้วหรือไม่” เสียงชราเอ่ยถาม“ทราบแล้วเจ้าค่ะ แล้วศิษย์ก็สั่งคนไปแจ้งท่านพ่อให้ซื้อยาเพิ่มพลังยุทธ์จากหอโอสถหลวงมาให้ศิษย์แล้วด้วย พลังยุทธ์ของศิษย์ต้องถึงขั้นห้าทันเวลาประตูแดนลับเปิดอย่างแน่นอน”ซู่ซินเปิดกล่องสีเงินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ แล้วหยิบตั๋วเงินปึกใหญ่ส่งให้ชายชราตรงหน้า “ขอบคุณอาจารย์ที่เมตตาช่วยชี้แนะศิษย์ จนผ่านการทดสอบครั้งนี้เจ้าค่ะ”