ตอนที่12 สมมติฐานรีมานน์
เสียงร้องของเสิ่นลี่อิงทำให้เพื่อนนักเรียนที่นั่งข้างเธอทั้งฝั่งซ้ายขวาและฝั่งตรงข้ามต่างพากันชะโงกหน้ามาดูสมาร์ตโฟนของเธอกันเป็จำนวนมาก เพราะคิดว่ามีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับเพื่อนนักเรียน
หัวหน้าห้องหูเฉาเหว่ยนั่งฝั่งตรงข้ามกับเสิ่นลี่อิงเขาชะโงกหน้าไปดูข้อความสืบค้นข้อมูลจากโทรศัพท์ของเธอก่อนพูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจว่า
“โจทย์คณิตศาสตร์สมมติฐานของรีมานน์หรือ? ผมว่ายังมีโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากกว่านั้นอีกมากอย่างเช่น ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มา ซึ่งผมคิดว่ายากที่สุดในโลกแล้วล่ะทำไมถึงได้สนใจสมมติฐานของรีมานน์ละ?”
หูเฉาเหว่ยแปลกใจที่จู่ๆ เสิ่นลี่อิงให้ความสนใจโจทย์ทางคณิตศาสตร์ขึ้นมาทว่าเขารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยหากเพื่อนนักเรียนหญิงจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์หาวิธีพิสูจน์สมมติฐานของรีมานน์ได้
เสิ่นลี่อิงยิ้มแหยให้เพื่อนรอบตัวอย่างเก้อเขินก่อนโบกมือเป็เชิงปฏิเสธกับเพื่อนอย่างหนักใจว่า
“แหะ ๆไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่นึกสนใจอยากรู้เท่านั้นแหละ พวกเรารีบกลับห้องไปทำการบ้านกันเถอะ”
เธอรู้สึกหัวบวมทันทีเมื่อพบว่าครูหลิวเฟยฟามอบหมายโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่ยากมากสำหรับเธอในเวลานี้ถึงแม้เธอจะเรียนรู้ได้รวดเร็ว ทว่าการให้แก้โจทย์ยากในเวลาอันสั้นเธอคิดว่าตนยังอ่อนด้อยอยู่มากนัก
จากนั้นเธอทิ้งเื่โจทย์สมมติฐานของรีมานน์ไปก่อนเพื่อที่จะสอนการบ้านให้กับเพื่อน ๆ
อย่างไรก็ตามเธอพบว่าเพื่อนห้องห้าไม่มีใครหายไปเล่นกีฬาหรือเล่นเกมสักคนทุกคนต่างรีบกินข้าวแล้วกลับมานั่งรอในห้องเรียนอย่างรู้หน้าที่สร้างความแปลกใจให้กับเธอยิ่งนัก
“ตกลงว่าพวกเราจะทำการบ้านไปด้วยกันทั้งหมดใช่ไหม?”เสิ่นลี่อิงถามย้ำอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่แล้วพวกเราจะให้เธอสอนการบ้าน หวังว่าเพื่อนนักเรียนเสิ่นจะยินดีช่วยเหลือพวกเรา”
นักเรียนชายคนหนึ่งเป็ตัวแทนเพื่อนในกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ร่วมทำการบ้านเมื่อวานนี้เขารู้สึกมีความหวังที่เสิ่นลี่อิงสามารถสอนการบ้านให้กับเพื่อนได้อย่างน้อยผลการสอบประจำเดือนของเขาอาจจะสูงขึ้นกว่าเดิม
“โอเค.....งั้นพวกเราเริ่มเลยภาษาจีนคงพอทำกันได้อยู่ใช่ไหม?งั้นฉันจะพาทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษ กับคณิตศาสตร์ละกันหากใครมีคำถามก็ถามได้ตลอดเวลา ฉันจะพยายามเขียนขั้นตอนหาคำตอบช้า ๆ แล้วกัน”
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเข้าใจก่อนที่จะเอ่ยถึงข้อตกลงระหว่างกันเพราะมีเพื่อนนักเรียนบางคนเพิ่งเข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็ครั้งแรก
ทุกคนต่างขานรับคำแนะนำจากเธออย่างกระตือรือร้นซึ่งเสิ่นลี่อิงใช้เวลาสอนการบ้านสองวิชาเพียงหนึ่งชั่วโมง นักเรียนคนอื่นจึงมีเวลาเหลืออีกครึ่งชั่วโมงในการทำภารกิจส่วนตัวก่อนเริ่มเรียนภาคบ่าย
……….
ภาคบ่ายวันนี้เสิ่นลี่อิงจะได้เรียนวิชาสารสนเทศดนตรี และวิชาอิสระที่เปิดโอกาสนักเรียนให้ค้นคว้าด้วยตัวเอง
เธอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้ทักษะทางคอมพิวเตอร์จากครูหลีอี้เฉินชายหนุ่มท่าทางเหมือนเด็กเนิร์ด ใส่แว่นตาหนาและสนใจแต่เื่เทคโนโลยี มีคำเล่าลือว่าเขาเป็ลูกคนร่ำรวยจากเมืองหลวงทว่า้าเป็ครูสอนนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลจนสมัครเป็ครูมาสอนที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองต้าเสิ้งได้สองปีแล้ว
เสิ่นลี่อิงและเพื่อนต่างสะพายกระเป๋าเป้เดินไปเรียนวิชาสารสนเทศที่ห้องปฏิบัติการชั้นสองในอาคารสำนักงาน
อนึ่งโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองต้าเสิ้งมีอาคารเรียนทั้งหมดสองหลังขนาดใหญ่ที่ตั้งฝั่งตรงข้ามกัน
โดยมีสนามฟุตบอลคั่นระหว่างกลางอาคารเรียนสองหลังมีสามชั้น ๆ ละห้าห้อง แบ่งแยกชั้นแต่ละระดับปี
ส่วนอาคารสำนักงานตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองอาคารเรียนโดยอยู่ด้านหลังสนามฟุตบอล มีทั้งหมดสามชั้น
ชั้นบนสุดเป็ห้องทำงานของผู้อำนวยการรองผู้อำนวยการ ห้องประชุมของครู และห้องเก็บของ
ชั้นสองมีสามห้องประกอบด้วยห้องเรียนคอมพิวเตอร์ในวิชาสารสนเทศ ห้องเรียนดนตรีและห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีอุปกรณ์ครบครัน
ชั้นล่างสุดเป็ห้องพักครูที่กั้นแบ่งเป็สองฝั่งระหว่างครูมัธยมต้นและครูมัธยมปลายซึ่งมีครูจำนวนรวมมากถึงหนึ่งร้อยคน คั่นด้วยห้องบริการเครื่องดื่มและใช้เป็พื้นที่พักผ่อนเวลาว่างสำหรับครู
ด้านหลังอาคารสำนักงานเป็อาคารกีฬาในร่มที่นักเรียนห้องห้าใช้แข่งขันบาสเกตบอลเมื่อวานนี้อีกทั้งยังมีอาคารโรงอาหารขนาดใหญ่สองชั้นที่สามารถรองรับนักเรียนจำนวนพันคนได้อย่างสะดวกสบาย
อาคารเรียนสองหลังมีบันไดขึ้นลงสองข้างของตัวอาคารทำให้ห้องหนึ่งและห้องห้ามีโอกาสพบปะกันน้อยมากเพราะต่างใช้บันไดกันคนละด้าน
เสิ่นลี่อิงเลือกที่จะนั่งเรียนในห้องคอมพิวเตอร์แถวหน้าเพราะเธอตั้งใจที่จะเรียนรู้วิชานี้ให้ได้มากที่สุดโดยผลการเรียนวิชาสารสนเทศใน่ปีที่ผ่านมานั้น เธออยู่ในระดับกลางค่อนท้ายโดยไม่ถือว่าย่ำแย่มากมายนัก
อย่างไรก็ตามเด็กสาว้าเรียนรู้เพื่อหาทางสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและเพิ่มไพ่ลับให้กับตนเอง
เมื่อครูหลีอี้เฉินเดินเข้ามาเขาหอบหนังสือเล่มหนาที่เป็ฉบับภาษาอังกฤษเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เข้ามาด้วยพลางกวาดสายตามองด้วยความแปลกใจในพฤติกรรมของนักเรียนห้องห้า
เขาวางหนังสือบนโต๊ะหน้าห้องเรียนซึ่งเป็โต๊ะประจำตัวที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทันสมัยสำหรับครูจัดวางไว้
เขาขยับแว่นตาหนาเล็กน้อยก่อนสอบถามนักเรียนด้วยความแปลกใจว่า
“พวกเธอ.....ใช่นักเรียนห้องห้าปีสามอยู่ใช่ไหม?”
สาเหตุที่เขาถามอย่างนี้เป็เพราะไม่เคยเห็นพฤติกรรมจดจ่อตั้งใจที่จะเรียนรู้จากห้องห้ามาก่อนจึงไม่แน่ใจว่าตารางสอนของเขามีนักเรียนเข้าห้องผิดหรือไม่
หัวหน้าห้องหูเฉาเหว่ยยิ้มอย่างเข้าใจความคิดของครูหลีเขาตอบครูหลีอย่างสบายใจว่า
“ใช่ครับแต่ตอนนี้ห้องห้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้วหวังว่าครูหลีจะสอนพวกเราให้เต็มที่เลยนะครับ”
หูเฉาเหว่ยคาดหวังว่าครูหลีจะถ่ายทอดความรู้ให้เต็มที่เนื่องด้วยเขาเหลือบมองเห็นเสิ่นลี่อิงให้ความสนใจและตั้งท่ารอเรียนวิชานี้อย่างใจจดจ่อจึงอยากรู้ว่าเพื่อนนักเรียนเสิ่นจะสร้างความประหลาดใจให้กับเขาอีกหรือไม่
ครูหลีอี้เฉินพยักหน้าเข้าใจเขาเริ่มการสอนต่อจากเมื่อครั้งก่อนอย่างตั้งใจซึ่งรู้สึกดีที่มีนักเรียนให้ความสนใจและ้าที่จะเรียนรู้มากขึ้น
อนึ่งเขาอยากให้นักเรียนจากโรงเรียนนี้มีอัจฉริยะทางด้านคอมพิวเตอร์บ้างอย่างน้อยเขาจะได้มีข้ออ้างกับครอบครัวว่าสามารถฝึกฝนนักเรียนให้เก่งกาจได้เหมือนตนถึงแม้จะเป็นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลก็ตาม
“โอเค.....พวกเราเรียนต่อจากที่ค้างไว้กันเถอะ...........”
เสิ่นลี่อิงเหลือบมองหนังสือเล่มหนาที่เป็ภาษาอังกฤษบนโต๊ะครูหลีด้วยความสนใจเธอรู้สึกว่าเนื้อหาจากหนังสือเล่มนั้นที่ครูใช้สอน เป็เนื้อหาที่ลึกซึ้งมากกว่าเอกสารหรือตำราเรียนที่ทางกระทรวงศึกษาธิการใช้เป็สื่อเรียนรู้อย่างแน่นอน
“ต่อไปเป็การปฏิบัติจริงในเมื่อครูสอนหลักการไปแล้วให้ลองแก้โจทย์สุ่มที่ครูส่งเข้าเครื่องแต่ละคน.....เริ่ม!”
เมื่อครูหลีสอนด้านวิชาการสักพักเขาเริ่มให้นักเรียนทดลองแก้โจทย์ที่ออกแบบมา โดยโจทย์แสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของนักเรียนแต่ละคนแบบสุ่ม
ฉะนั้นนักเรียนทั้งสามสิบห้าคนในห้องห้าจะได้โจทย์ไม่เหมือนกันจึงไม่มีเสียงสอบถามระหว่างกันเกิดขึ้นเพราะต่างคนต่างเร่งมือทำให้เสร็จทันเวลาเรียนที่เหลืออยู่
ครูหลีอี้เฉินสำรวจโจทย์จากหน้าจอของตนเองที่ส่งไปให้นักเรียนเมื่อตรวจสอบที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์จากไอพี
แอดเดรส เขาพบว่าโจทย์ยากที่สุดในระดับชั้นมัธยมปลายที่เขาคิดขึ้นมาอยู่ที่เครื่องของเสิ่นลี่อิง
พลันมีเสียงพึมพำจากนักเรียนหลายคนดังขึ้นเพราะโจทย์ยากเกินความสามารถของตนว่า
“บ้าจริง! ฉันได้โจทย์ยากที่สุดหรือเปล่าเนี่ย? ยังแก้ไม่ได้เลย ใกล้จะหมดเวลาแล้ว”
“ตายละ!ครูหลีเอาโจทย์มาจากไหนกัน?นี่มันยากเกินความสามารถของนักเรียนมัธยมปลายแล้วนะ”
“นั่นสิ!มันน่าจะเป็โจทย์สำหรับนักศึกษามหาลัยหรือเปล่า?”
หลีอี้เฉิมยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจที่ได้กระตุ้นให้นักเรียนต้องเค้นสมองมากขึ้นเขาเดินไปดูและให้คำแนะนำนักเรียนแต่ละโต๊ะอย่างใจเย็น
อย่างไรก็ตามเขาเหลือบมองโต๊ะเรียนของเสิ่นลี่อิงปล่อยครั้งเพราะอยากรู้ว่าเธอจะสามารถแก้โจทย์ได้หรือไม่
ระหว่างที่เขาให้คำแนะนำและตอบข้อสงสัยของหูเฉาเหว่ยอยู่นั้นเขาเงยหน้าไปมองโต๊ะของเสิ่นลี่อิงที่อยู่แถวกลางด้านหน้าสุดซึ่งอยู่ตรงหน้าของโต๊ะหูเฉาเหว่ยพอดี
พลันต้องตกตะลึงทันทีเพราะเขาพบว่าเสิ่นลี่อิงสามารถแก้โจทย์ยากได้ก่อนหมดเวลาเขาตาโตเป็ประกายอย่างตื่นเต้นยินดี พลางปราดเข้าไปยืนอยู่ข้างโต๊ะของเด็กสาวทันที
“โจทย์ง่ายเกินไปหรือเปล่า?”หลีอี้เฉินสอบถามเสิ่นลี่อิงอย่างคาดหวัง
เขาอยากมอบโจทย์ยากมากกว่านี้ให้เธอทดสอบบ้างจึงสอบถามอย่างท้าทายเด็กสาว
เสิ่นลี่อิงเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางรู้สึกว่าครู้าทดสอบตนเองแน่นอนทว่าเธอเองก็อยากทดสอบความรู้ที่เพิ่งเรียนรู้ไปกับครูเช่นกันว่าสามารถแก้โจทย์ที่เป็การเขียนซอร์สโค้ดยากๆ ได้หรือไม่ จึงตอบอย่างผ่อนคลายว่า
“ไม่ง่ายแต่ก็ถือว่าไม่ยากเท่าไรค่ะครูมีโจทย์ยากกว่านี้อีกไหมคะ?”
หลีอี้เฉินหรี่ตามองเด็กสาวอย่างไม่เชื่อสายตาทว่าเขาพยักหน้าตอบรับเพื่อมอบโจทย์ยากกว่านี้ให้เธอก่อนที่จะตัดสินใจหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเด็กสาวที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ
หูเฉาเหว่ยตาโตด้วยความตื่นใที่เสิ่นลี่อิงสามารถแก้โจทย์ยากได้เพราะเขานั่งอยู่ด้านหลังเธอและมองเห็นคำถามจากโจทย์ได้อย่างชัดเจน พลางคิดในใจด้วยความแปลกใจในความเก่งกาจของเพื่อนนักเรียนเสิ่นว่า
‘ไม่น่าเชื่อว่านักเรียนเสิ่นจะเก่งกาจเร็วแบบนี้พร์เธอเพิ่งถูกปลดล็อกหรือยังไง?เมื่อก่อนไม่เห็นว่าจะเก่งแบบนี้เลย คะแนนสอบทุกวิชาก็อยู่ระดับกลาง ๆน่าแปลกเสียจริง’
หลีอี้เฉินมอบโจทย์ให้กับเสิ่นลี่อิงแล้วเขามายืนดูวิธีแก้โจทย์ของเธออยู่ด้านข้างด้วยความสนใจ