คืนนั้น ขบวนเล็ก ๆ จึงเคลื่อนตัวฝ่าความมืดกลับสู่เมืองฉิงอวี้
ระหว่างทาง ลั่วอวี้เหยาหันมามองสองสามีภรรยาอยู่หลายครั้ง ยิ่งมอง นางยิ่งรู้สึกว่าคนทั้งสองยืนอยู่เคียงกันอย่างลงตัวเกินบรรยาย คนหนึ่งดุจคมกระบี่กลางฟ้า อีกคนดุจแสงจันทร์เหนือนที กระทั่งผู้ที่นั่งดูอยู่เฉย ๆ ยังอดรู้สึกเลื่อมใสไม่ได้
เมื่อกลับถึงเมืองฉิงอวี้ เกิดความโกลาหลขึ้นทันที
เ้าเมืองลั่วเทียนเซิงซึ่งเฝ้าคอยบุตรสาวอยู่ทั้งคืนรีบวิ่งออกมารับด้วยตนเอง ครั้นเห็นลั่วอวี้เหยาปลอดภัย เขาจึงแทบทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งอก ฮูหยินของเขาน้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย กอดบุตรสาวไว้แน่นราวกลัวว่าจะหายไปต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง
เมื่อรู้ว่าผู้ใดเป็คนช่วย ชายหญิงทั้งสองจึงคำนับเซียวหลงเยวี่ยนกับมู่ซูหลานอย่างจริงจังด้วยตนเอง
“บุญคุณช่วยชีวิตบุตรสาวข้าในคืนนี้ ตระกูลลั่วไม่มีสิ่งใดตอบแทนพอ”
เ้าเมืองลั่วกล่าวเสียงหนักแน่น
“นับจากนี้ ท่านทั้งสองคือผู้มีพระคุณสูงสุดของเรือนเ้าเมือง หากมีสิ่งใดที่ข้าช่วยได้ ขอเพียงเอ่ยมา”
เซียวหลงเยวี่ยนโบกมือเบา
“ช่วยคนเพราะพบเห็นโดยบังเอิญ เ้าเมืองลั่วไม่จำเป็ต้องคิดมาก”
“สำหรับท่านอาจเป็เื่บังเอิญ แต่สำหรับตระกูลลั่วคือชีวิตบุตรสาวเพียงคนเดียว”
ฮูหยินลั่วพูดขึ้น พลางจับมือมู่ซูหลานไว้แน่น ดวงตาแดงเรื่อไม่ต่างกัน
“ฮูหยินมู่ ข้ามองท่านแล้วรู้สึกสนิทใจยิ่งนัก คืนนี้หากมิใช่ท่าน ข้าเกรงว่าชีวิตข้าคงหมดสิ้นไปพร้อมลูกสาวแล้ว”
มู่ซูหลานยิ้มอ่อนโยน
“ทุกอย่างผ่านไปแล้ว ฮูหยินอย่าโทษตนเองเลย”
ผ่านไปไม่นาน บรรยากาศตึงเครียดในเรือนเ้าเมืองค่อยคลายลง จนในที่สุดจึงมีการจัดเลี้ยงเล็ก ๆ ต้อนรับผู้มีพระคุณยามดึก ภายในห้องโถงแสงตะเกียงอุ่นสลัว ลั่วอวี้เหยานั่งอยู่เคียงบิดามารดา แต่สายตายังคงเหลือบมองสองสามีภรรยาตรงหน้าอยู่บ่อยครั้ง
ยิ่งมอง นางยิ่งรู้สึกว่าโลกยุทธภพที่ตนเคยได้ยินจากปากผู้คน แม้จะเต็มไปด้วยอันตราย เื และการห้ำหั่น ทว่าใต้ท้องฟ้านั้นกลับยังมีคนเช่นนี้อยู่จริง คนที่ไม่ถามหาผลประโยชน์ ไม่หวังตอบแทน และยินดีชักกระบี่ช่วยคนแปลกหน้าเพียงเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ควรถูกทำร้าย
เมื่อจอกสุรารอบแรกหมดลง ฮูหยินลั่วพลันหัวเราะทั้งน้ำตาเบา ๆ
“ดูสิ ท่านทั้งสองยังอายุน้อยแท้ ๆ กลับดูเหมือนคู่์ส่งมาเสียจริง”
ลั่วเทียนเซิงเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ข้าใช้ชีวิตมากว่าครึ่งค่อนคน เห็นผู้ฝึกยุทธ์มามาก แต่หายากนักจะเห็นคนสองคนที่ทั้งวิชายุทธ์สูงส่งและจิตใจงดงามเพียงนี้”
มู่ซูหลานฟังแล้วพลันยกมือขึ้นลูบท้องตนเองอย่างแ่เบาโดยไม่รู้ตัว
การกระทำนั้นไม่รอดสายตาฮูหยินลั่ว นางนิ่งไปชั่วครู่ก่อนเบิกตาเล็กน้อย
“ฮูหยินมู่...หรือว่า...”
มู่ซูหลานยิ้มอย่างเขินบาง ๆ แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยแสงอ่อนโยน
“เ้าค่ะ เด็กน้อยใกล้กำเนิดแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้เรือนเ้าเมืองอบอุ่นขึ้นกว่าเดิมทันที ลั่วอวี้เหยาร้องด้วยความดีใจ ฮูหยินลั่วยิ่งมีสีหน้าชื่นชม ส่วนลั่วเทียนเซิงถึงกับยกจอกขึ้นหัวเราะเสียงดัง
“ดี! ดีเหลือเกิน! คืนนี้ไม่เพียงลูกสาวข้ารอดชีวิต แต่ยังได้รู้ข่าวมงคลของท่านทั้งสองด้วย!”
เขาคล้ายฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปมองฮูหยินตนเอง จากนั้นจึงมองลั่วอวี้เหยาแล้วหัวเราะอีกครั้ง
“ช่างประจวบเหมาะนัก อวี้เหยาก็ยังมิได้หมั้นหมายกับผู้ใด อีกทั้งนางติดค้างบุญคุณช่วยชีวิตในคืนนี้ หากภายหน้าท่านทั้งสองมีบุตรคนแรก และเรือนลั่วของเรามีลูกอีกคนหนึ่ง...หากเป็เพศเดียวกัน ก็ให้เป็พี่น้องร่วมสาบาน หากต่างเพศ...”
เขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนกล่าวต่ออย่างหนักแน่น
“ก็ให้หมั้นหมายกันเสีย!”
ถ้อยคำนี้ทำให้ทั้งห้องโถงเงียบไปครู่หนึ่ง
ลั่วอวี้เหยาแดงหน้าทันที
“ท่านพ่อ!”
ฮูหยินลั่วเองก็หัวเราะพลางตีแขนสามีเบา ๆ
“ท่านนี่กล่าวรวดเร็วยิ่งนัก”
แต่ถึงจะพูดเช่นนั้น ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความเห็นพ้อง
เซียวหลงเยวี่ยนมิใช่คนพูดมากอยู่แล้ว เขานิ่งไปเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“เ้าเมืองลั่ว คำมั่นเช่นนี้หนักเกินไป”
ลั่วเทียนเซิงกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“หนักอันใด? บุญคุณช่วยชีวิตลูกสาวข้า ต่อให้ยกเมืองทั้งเมืองให้ยังไม่พอ นับประสาอะไรกับคำมั่นเพียงคำเดียว”
มู่ซูหลานมองสามี ก่อนหันมองบิดามารดาของลั่วอวี้เหยา เห็นสีหน้าอีกฝ่ายจริงใจถึงเพียงนั้นจึงยิ้มบาง ๆ
“หากวันหน้าชะตาลิขิตจริง ก็ถือเป็วาสนาของเด็กทั้งสอง”
“ดี!”
ลั่วเทียนเซิงหัวเราะอย่างพอใจ
“เช่นนั้นนับจากคืนนี้ คำมั่นนี้ให้ฟ้าดินเป็สักขีพยาน!”
เขายกจอกสุราขึ้นสูง คนในห้องโถงล้วนยกตาม แม้ลั่วอวี้เหยาจะยังอับอายอยู่บ้าง แต่ยามที่นางมองมู่ซูหลานกับเซียวหลงเยวี่ยน กลับไม่มีความขัดข้องอยู่ในใจแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม ในใจนางมีแต่ความยินดีอย่างประหลาด ราวกับเพียงคิดว่าอนาคตเด็กน้อยของคนทั้งสองอาจผูกพันกับครอบครัวตน นางก็อดอบอุ่นไม่ได้
ยามราตรีล่วงเลยไปจนใกล้รุ่ง เซียวหลงเยวี่ยนกับมู่ซูหลานจึงลาจากเรือนเ้าเมือง
ก่อนแยกกัน ลั่วอวี้เหยาถอดหยกห้อยเอวชิ้นเล็กสีเขียวอ่อนออกจากเอวตน มอบให้มู่ซูหลานด้วยสองมือ
“นี่เป็หยกป้องกันกายชิ้นน้อยของข้า แม้ไม่ใช่ของล้ำค่า แต่ติดตัวมาั้แ่เด็ก หากฮูหยินมู่ไม่รังเกียจ ขอให้เก็บไว้เป็สัญลักษณ์ว่าคืนนี้เราสองครอบครัวได้ผูกวาสนาต่อกันแล้ว”
มู่ซูหลานรับมาอย่างนุ่มนวล
“ข้าจะเก็บรักษาไว้ให้ดี”
ลั่วอวี้เหยายิ้มทั้งที่ดวงตายังแดง
“ข้าหวังว่าสักวันจะได้พบเด็กน้อยของท่าน”
เซียวหลงเยวี่ยนกับมู่ซูหลานจากไปพร้อมแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
บนระเบียงสูงของเรือนเ้าเมือง ลั่วอวี้เหยายืนมองเงาหลังของทั้งสองค่อย ๆ เลือนหายตรงปลายถนนจนลับตา ด้วยหัวใจที่ยังอบอุ่นไม่คลาย
นางไม่รู้เลยว่า คำมั่นในคืนนั้นจะกลายเป็โซ่ชะตาเส้นหนึ่งที่ผูกพันสองครอบครัวอย่างลึกซึ้ง
และยิ่งไม่รู้เลยว่า อีกไม่นานนัก ฟ้าดินจะเหวี่ยงเคราะห์กรรมอันโหดร้ายลงใส่คู่สามีภรรยานั้น จนชีวิตซึ่งเคยสว่างไสวประหนึ่งตะวันกับจันทราจะถูกฉีกกระชากออกจากกันในคืนเดียว
คืนนั้น ในเรือนพักเล็กนอกเมือง มู่ซูหลานนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ลูบท้องนูนเบา ๆ ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องแสงดาวบนฟ้า
“หลงเยวี่ยน”
นางเอ่ยเสียงเบา
“ท่านคิดว่าเด็กของเราจะเป็เด็กชายหรือเด็กหญิง”
ชายหนุ่มซึ่งกำลังเช็ดกระบี่อยู่เงยหน้าขึ้น มุมปากคล้ายมีรอยยิ้มบางมากจนแทบมองไม่เห็น
“ไม่ว่าเป็ผู้ใด ขอเพียงแข็งแรงปลอดภัยก็พอ”
“ท่านนี่...”
มู่ซูหลานหัวเราะเบา
“ตอบเหมือนไม่ได้ตอบ”
เซียวหลงเยวี่ยนวางกระบี่ลงแล้วเดินมาหยุดข้างนาง ฝ่ามือหยาบกร้านที่เคยถือกระบี่สังหารผู้คนมากมายวางลงบนท้องภรรยาอย่างแ่เบาอย่างที่สุด ราวเกรงว่าจะทำให้สิ่งเล็ก ๆ ภายในะเื
ความเย็นนิ่งในแววตาของเขาคลายลงจนแทบไม่เหลือ
“ถ้าเป็เด็กชาย” เขากล่าวช้า ๆ “ข้าจะสอนให้เขารู้จักยืนอย่างคน ไม่คุกเข่าให้ชะตา”
“แล้วถ้าเป็เด็กหญิงเล่า?”
เขาเงียบไปเล็กน้อย
“เช่นนั้นข้าจะไม่ให้ผู้ใดบนโลกกล้าทำนางร้องไห้”
มู่ซูหลานฟังแล้วหัวเราะออกมา แต่หัวเราะไปได้เพียงครู่หนึ่งก็พลันยกมือกุมหน้าอก ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เซียวหลงเยวี่ยนหันมาทันที
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่เป็ไร”
นางส่ายหน้า
“เมื่อครู่ลูกดิ้นแรงไปหน่อย”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในดวงตาคู่งามของนางกลับแฝงเงากังวลบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
นับแต่ฟ้าสลัวเมื่อวาน นางมักรู้สึกแน่นในอกอย่างประหลาด อีกทั้งจิตใจไม่สงบเหมือนทุกครั้ง ราวกับมีเมฆดำไร้รูปกำลังกดลงมาจากที่ไกลโพ้น
เซียวหลงเยวี่ยนมองภรรยาอยู่นาน ก่อนลุกขึ้นไปหยิบผ้าคลุมผืนหนามาห่มให้นางด้วยตนเอง
“พักเถิด อีกไม่กี่วันเ้าก็จะคลอดแล้ว”
มู่ซูหลานพยักหน้า แต่ก่อนจะเอนตัวลงพัก นางพลันเอื้อมมือไปจับแขนสามีไว้
“หลงเยวี่ยน...หากวันหนึ่งเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น ท่านต้องปกป้องลูกของเรา”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาจึงพลิกมือมากุมมือนางแน่น
“จะไม่มีวันนั้น”
คำตอบสั้นนัก ทว่าหนักแน่นจนมู่ซูหลานหลับตาลงช้า ๆ อย่างวางใจ
เบื้องนอกเรือน ฟ้ารุ่งแล้ว
ทว่าไกลออกไปนอกเขตเมืองฉิงอวี้ กลางป่าทึบที่แสงอาทิตย์ยังส่องไม่ถึง ชายชุดดำสามคนกำลังคุกเข่าอยู่หน้าบุรุษสวมหน้ากากเหล็กผู้หนึ่ง
หากเซียวหลงเยวี่ยนอยู่ ณ ที่นั้น เขาย่อมจำหนึ่งในคนที่คุกเข่าได้ทันที
เพราะชายผู้นั้นคือคนของกองโจรเขาเืดำที่หนีรอดไปเมื่อคืน
“ท่าน...ท่านผู้นั้นคือเซียวหลงเยวี่ยนจริง ๆ ขอรับ”
ชายคนนั้นพูดเสียงสั่น
“เขากับภรรยาปรากฏตัวที่นั่น และช่วยบุตรสาวเ้าเมืองไว้”
บุรุษสวมหน้ากากเหล็กมิได้ตอบทันที เขาเพียงยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สีหน้าซ่อนอยู่หลังเหล็กเย็นจนไม่เห็นแม้กระทั่งแววตา มีเพียงแรงกดดันเยียบเย็นราวงูพิษที่ค่อย ๆ แผ่ซ่านออกมาจนผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสามไม่กล้าหายใจแรง
“ในที่สุดก็พบมันเสียที...”
เสียงแหบต่ำดังลอดออกมาจากหลังหน้ากาก
“เซียวหลงเยวี่ยน...เ้าหนีมาไกลพอแล้ว”
เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ชายทั้งสามพลันตัวแข็งทื่อ
“แจ้งข่าวกลับไปยังตำหนัก”
เขากล่าวช้า ๆ
“บอกพวกมันว่า เงื่อนงำชิ้นส่วนนั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว”
ลมป่าเย็นพัดผ่านอีกระลอก พาใบไม้แห้งปลิวกราวไปทั่วผืนดิน
ฟ้า้าสว่างขึ้นทุกขณะ
แต่เงามืดที่กำลังก่อตัวขึ้น กลับเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
อีกไม่นาน มันจะพุ่งเข้าใส่เรือนเล็กนอกเมืองฉิงอวี้
พุ่งเข้าใส่คู่สามีภรรยาที่เพิ่งยิ้มให้กันใต้แสงรุ่งอรุณ
และพุ่งเข้าใส่ทารกผู้ยังไม่ลืมตาดูโลก...ราวกับฟ้าดิน้าฉีกชะตาของเขาทิ้งเสียั้แ่ยังไม่ถือกำเนิด..!!