เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 22 : โลกเล็ก

    โลกเล็ก
    เมื่อประตูมิติหลากสีสันปรากฏขึ้นมา ชนเผ่าต้าเฮยห้าคนนำโดยชายชราอูกูก็ก้าวเดินเข้าไปภายในประตูมิติทีละคน ไม่นานร่างกายของพวกเขาทั้งห้าคนก็หายไปจากสถานที่แห่งนี้
    อย่างไรก็ดี ประตูมิติหลากสีสันยังไม่ได้ปิดลง มันยังเปิดอยู่ แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่ามันกำลังจะปิดลงในไม่ช้า เนื่องจากมันค่อยๆ เลือนรางหายจางลง
    เงาร่างอันเลือนรางสายหนึ่งพลันพุ่งเข้าไปภายในประตูมิติ ประตูมิติหลากสีสันสุดท้ายก็เลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในที่แห่งนี้อย่างไรอย่างนั้น
    เงาร่างอันเลือนรางที่พุ่งเข้าไปในประตูมิติ ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหวังเฉิน เขาอำพรางร่างกายมา ได้เห็นการแลกเปลี่ยนระหว่างชนเผ่าต้าเฮยและฟ่านอี้จากสำนักพันศาสตรา
    แต่คนเหล่านี้ ไม่แม้กระทั่งรู้สึกตัวว่าเขาอำพรางกายมองดูอยู่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากเขามีแก่นอมตะอยู่
    ในตอนนี้เขาสามารถใช้มันอำพรางร่างกายต่อผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าระดับเหนือสวรรค์ได้ เรียกได้ว่าถ้าหากไม่ใช่ระดับเหนือสวรรค์มาเอง เกรงว่าจะไม่อาจที่จะมองออกถึงการอำพรางกายของเขาได้
    อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเขากลายเป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีเมื่อใด ผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ก็จะไม่สามารถมองการอำพรางกายของเขาออกอีกต่อไป
    ชัดเจนว่ายิ่งหวังเฉินแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดึงพลังจากแก่นอมตะมาใช้ได้มากขึ้นเท่านั้น
    ในด้านพลังการต่อสู้ตอนนี้ เขามั่นใจว่า ระดับปฐพีขั้นปลายไม่ใช่คู่มือของเขา ส่วนระดับปฐพีขั้นสมบูรณ์ มันเป็นปัญหาอยู่ไม่น้อยเลย
    ถ้าจะถามว่าทำไม หวังเฉินถึงได้ตามพวกชนเผ่าต้าเฮยมานั้น คำตอบมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น นั่นคือเขาสงสัยว่าพวกชนเผ่าต้าเฮยนี้ใช้ประตูมิติไปที่ไหน
    แต่อย่างน้อย เขาก็พอจะคาดเดาได้สองสามอย่างว่าน่าจะเป็นที่มิติอื่น ซึ่งมิติเหล่านี้ในโลกแห่งเซียนจะเรียกว่า ‘โลกเล็ก’ ซึ่งเชื่อมอยู่กับโลกหลัก โลกเล็กเหล่านี้มีมากมายนับไม่ถ้วน บ้างแข็งแกร่ง บ้างอ่อนแอปะปนกันไป
    ‘คิดไม่ถึงว่าที่โลกจะมีโลกเล็กอยู่ด้วยเหมือนกัน’ หวังเฉินที่ในตอนนี้ยืนอยู่ภายในวังวนมิติหลากสีสันคิดกับตัวเอง
    คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น หากว่าเขาไม่ได้ถูกสายฟ้าสีแดงฟาดใส่ แล้วไปเกิดใหม่ที่โลกแห่งเซียน จนกระทั่งถูกส่งกลับมาโดยที่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร เขาก็คงจะเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีทางได้รู้ว่าในโลกนี้มีผู้ฝึกตนและโลกเล็กอื่นๆ อยู่
    ภาพที่มองเห็นเบื้องหน้าของหวังเฉินพลันเปลี่ยนไป จากภายในวังวนมิติหลากสี ได้เปลี่ยนเป็นต้นไม้หลายต้นที่เบื้องหน้า
    หวังเฉินกวาดสายตามองรอบด้านในทันที เขาพบว่าจุดที่เขายืนอยู่คือภายในป่าแห่งหนึ่ง ด้านข้างของเขามีพวกชายชราอูกูยืนอยู่ แต่คนพวกนี้ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สังเกตเห็นเขา
    “รีบกลับไปยังชนเผ่ากันได้แล้ว ป่านนี้ท่านราชินีคงกำลังรอพวกเราอยู่” กาต๋าชิงพูดขึ้นตัดหน้าอุลูที่กำลังจะเปิดปากพูด
    อุลูหันมามองกาต๋า สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด พวกชายชราอูกูสามคนได้แต่ส่ายหน้าไปมา ไม่สนใจสองคนนี้ ก้าวเดินไปยังทิศทางหนึ่ง
    กาต๋ากับอุลูที่เห็นว่าคนทั้งสามก้าวเดินไปแล้ว ก็ไม่รอช้า รีบก้าวเดินตามไป
    แต่ทันใดนั้น กาต๋าก็หยุดชะงัก เขารู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา รีบหมุนตัววิ่งเข้าไปทางพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้ๆ
    อุลูเห็นเช่นนี้ก็เย้ยหยันในใจว่าเจ้ากาต๋าท่อน้ำแตก เขาแน่นอน ไม่คิดที่จะรอกาต๋าฉี่เสร็จ รีบสืบเท้าตามพวกชายชราอูกูไป
    กาต๋าที่มายังหลังพุ่มไม้แล้ว เตรียมที่จะปลดกางเกงหนังสัตว์ออกฉี่ พลันรู้สึกเย็นยะเยือก เขารู้สึกเจ็บแปลบประหนึ่งสายฟ้าฟาดที่กลางแผ่นหลัง ร่างกายแข็งทื่อในทันใด ไม่อาจที่จะขยับได้อีก ชัดเจนว่ากาต๋าถูกจี้จุด
    ผู้ที่จี้จุดกาต๋า คือหวังเฉิน เขายังไม่เลิกการปกปิดอำพรางร่างกาย ยืนอยู่ด้านหลังของกาต๋า
    “ตอบคำถามของข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิต” น้ำเสียงที่ราบเรียบ ทำให้ร่างกายของกาต๋าสั่นสะท้าน
    “จะ...เจ้าเป็นผู้ใด?”
    “เป็นผู้ใด ไม่สำคัญ เจ้าแค่ตอบคำถามของข้าก็พอ!” หวังเฉินเพียงต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับโลกเล็กแห่งนี้ เขาถึงได้ลงมือกับกาต๋า ความจริง เขายังไม่มีความคิดที่จะลงมือ เพราะในกลุ่มของชนเผ่าต้าเฮยห้าคน มีผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นสมบูรณ์อยู่ด้วย
    เขาในตอนนี้ ยังไร้ความสามารถในการปะทะกับพวกอีกฝ่ายหลายคนพร้อมกัน จึงคิดเพียงที่จะแอบติดตามไปก่อน แต่ไม่คาดฝันว่ากาต๋าจะออกจากกลุ่มมาเพื่อมาฉี่ โอกาสที่ประทานมาให้เช่นนี้ หากว่าหวังเฉินไม่ลงมือ เขาก็โง่แล้ว
    กาต๋ารู้สึกหวาดกลัว คนที่สามารถมาข้างหลังของเขาได้ รวมถึงจี้จุดเขาได้โดยที่ไม่รู้ตัวได้เช่นนี้ อย่างน้อยต้องเป็นชนชั้นระดับเทียบนภาขึ้นไป!
    เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อระงับความหวาดกลัวไว้ เขาที่ยังไม่อยากตาย ย่อมเลือกที่จะตอบคำถาม “จะ...ถามอะไร?”
    “โลกนี้มีชื่อว่าโลกอะไร มีขุมอำนาจอยู่กี่กลุ่ม ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดคือระดับใด?” หวังเฉินถามถึงข้อมูลที่สำคัญๆ ในทันที
    ด้วยความหวาดกลัวที่มี กาต๋าตอบออกมาอย่างไม่กล้าที่จะรอช้า
    ในเวลาไม่นาน หวังเฉินก็ได้รับรู้ข้อมูลเรื่องของโลกเล็กใบนี้ มันถูกเรียกว่าโลกมหาชนเผ่า มีขุมอำนาจใหญ่อยู่สองกลุ่มที่เป็นปรปักษ์ต่อกันและทำสงครามกันเรื่อยมาเพื่อชิงความเป็นหนึ่งในโลกมหาชนเผ่าแห่งนี้
    ขุมอำนาจหนึ่งเรียกว่า ‘ชนเผ่าต้าไป๋’ ส่วนขุมอำนาจอีกหนึ่งเรียกว่า ‘ชนเผ่าต้าเฮย’ และกาต๋าพร้อมกับพวกอีกสี่คนก็คือคนของชนเผ่าต้าเฮย
    ส่วนผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะ ทั้งยังเป็นราชันย์เทวะขั้นสมบูรณ์!
    หวังเฉินถามถึงเรื่องไปกลับระหว่างโลกมหาชนเผ่ากับโลกปัจจุบันกับกาต๋าต่อ เขาจึงได้รู้ว่าการไปกลับต้องใช้ศิลาประตูมิติ
    “ขะ...ข้ามีศิลาประตูมิติอยู่ชิ้นหนึ่ง ถ้าท่านปล่อยข้าไป ข้าจะมอบมันให้” กาต๋ารีบพูดขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความกลัวว่าจะถูกฆ่าตาย โดยผู้ที่เขาคิดว่าเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาเป็นอย่างน้อย
    “ส่งมา” หวังเฉินรับข้อเสนอของกาต๋า เขาไม่ใช่คนอำมหิตเลือดเย็นชอบฆ่าคนพร่ำเพื่อ เขาฆ่าเฉพาะคนที่สมควรตายในสายตาของเขาเท่านั้น
    “ยะ...อยู่ในถุงข้างเอวข้า ท่านหยิบมันไปได้เลย” กาต๋าพูดเสียงสั่นเช่นเดิม
    หวังเฉินเปิดถุงหนังสัตว์ข้างเอวของกาต๋า พบเห็นศิลาหกเหลี่ยมก้อนหนึ่งและของจิปาถะอีกเล็กน้อย เขาหยิบศิลาประตูมิติออกมา ส่วนของอย่างอื่นเขาไม่สนใจแม้แต่น้อย
    “เจ้าเป็นอิสระแล้ว” หวังเฉินพูดทิ้งท้ายเอาไว้อย่างนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่โหมดอำพรางกายหายตัวไปในความมืดของยามราตรี
    กาต๋าที่เป็นอิสระ สามารถขยับร่างกายได้แล้ว มีใบหน้าซีด เหงื่อชโลมกาย เขาไม่ปวดฉี่อีกต่อไปแล้ว รีบวิ่งไปทางที่พวกชายชราอูกูจากไปสุดชีวิต
    ความเร็วทั้งหมดของเขาถูกใช้ออกมา กระทั่งใช้ปราณเสริมความแข็งแร่งที่เท้า ช่วยให้ตัวเองวิ่งได้เร็วขึ้น
    ใช้เวลาอยู่นานทีเดียว กว่าที่เขาจะตามพวกชายชราอูกูทัน แต่แม้ว่าจะตามทันแล้ว เขาก็ไม่ได้บอกแก่คนพวกนี้เลยสักนิดว่าเขาถูกเล่นงานโดยผู้ฝึกตนระดับเทียบนภา
    เพราะถึงเขาจะบอกไป คนพวกนี้ก็ไม่มีใครไปสู้กับอีกฝ่ายได้ ไว้กลับไปถึงชนเผ่า เขาค่อยรายงานต่อท่านราชินีแห่งชนเผ่าต้าเฮยของเขาก็ไม่เสียหาย
    จบบทที่ 22