หากคุณคิดว่านักศึกษาจบใหม่ต้องได้งานประจำเลยในตอนฝึกงาน ฉันขอบอกตรงนี้เลยว่า...ผิดแล้วจ้าาา!!! เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะสถานการณ์โรคระบาดแบบนี้ เศรฐกิจแบบนี้มันก็มีแต่คนเตะฝุ่นเดินผ่านกันไปมานะสิ บางครั้งฉันก็อยากจะถามนะว่ายังไม่มีงานทำเหมือนกันใช่มั้ย? ไปจิบกาแฟกันเถอะพรุ่งนี้ค่อยมาหางานใหม่ด้วยกันดีกว่า...55 ช่างเถอะ..ฉันมโนไปอย่างงั้นแหละค่ะ เวลานี้ฉันอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งกำลังยืนรอคำพิพากษาจากคุณพี่ข้างหน้าเคาน์เตอร์ด้วยใจที่เต้นระทึกปนห่อเหี่ยว ความผิดหวังซ้ำซากในวันนี้เป็เื่ที่ไม่น่าจดจำสักนิด
“ขอโทษนะคะ ตอนนี้ทางบริษัทของเรายังไม่รับพนักงานค่ะ” พี่พนักงานต้อนรับบอกกับฉัน 'เฮ้ออออ..น้องไอ.อยากจะบ้า' นี่เป็บริษัทที่ 4 แล้วค่ะท่านผู้โช้มมม แต่ก็เอาเถอะนักศึกษาจบใหม่ “สู้โว้ย” เฮ้อ (ถอนหายใจอีกแล้ว) ก่อนจะสู้ต่อขอโทรหากำลังใจสักหน่อยเถอะค่ะ..แม่จ๋าช่วยหนูด้วยโทรเลยนะ ตรู้ดดด..ดดดด..ดด
“สวัสดีค่ะบ้าน วิศวะเหมค่ะ"
“แม่จ๋า..หนูไอเองน้าาา ตอนนี้หนูสมัครงานเป็บริษัทที่สี่แล้ว ไม่มีที่ไหนเปิดรับเลยค่ะถ้าหนูไม่มีงานทำแม่จ๋าจะรับเลี้ยงหนูมั้ย” ฮืออออ
“โอ๋โอ๋.ไม่ร้องนะคะลูกรักวันนี้หนูกลับบ้านก่อนดีกว่ามั้ยคะ อย่าลืมสิวันนี้พี่ชายเรากลับมาจากกักตัว14วันแล้วนะแม่ทำของโปรดของหนูกับพี่อาร์มเยอะแยะเลย ตอนนี้คุณพ่อกำลังขับรถไปรับพี่อาร์มที่โรงแรมk พรุ่งนี้ค่อยออกไปหางานอีกทีดีกว่านะคะลูก เื่แบบนี้เราต้องใจเย็นๆ ค่ะ"
“จริงด้วย!!! หนูลืมค่ะแม่ว่าพี่อาร์มจะกลับวันนี้ ..งั้นเดี๋ยวเจอกันที่บ้านนะคะ” ติ้ด .ตายแล้วลืมได้ไงเนี่ย โบกพี่วินด่วนจ้าาา…ระหว่างนั่งรถพี่วินขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ฉันชื่อไอยรา วิศวะเหม เพิ่งเรียนจบบัญชีมาหมาดๆ บ้านเรามีกันอยู่สี่คน คุณพ่อนนท์เป็พนักงานบริษัท คุณแม่จ๋าเป็แม่บ้านคอยดูแลบ้านและพี่อาร์ม ไกด์หนุ่มสุดหล่อเดินทางบ่อยเป็ว่าเล่นล่าสุดกลับจากจีนก็ถูกกักตัวก่อนจะได้กลับบ้านวันนี้ และฉันผู้ยังไม่มีงานทำคอยเกาะคนที่บ้านกินอยู่ค่ะหวังว่าพรุ่งนี้เราจะหางานได้ เนอะ!!! จบการรายงานจากไอยราเพียงเท่านี้นะคะ
๑---------------------๑
นั่งวินมอเตอร์ไซค์ผ่านไปยี่สิบนาที
"จอดพี่จอด ถึงบ้านหนูแล้วค่ะ กี่บาทคะ” คนซ้อนท้ายถามขึ้น
“หกสิบจ่ะน้อง โอกาสหน้าเชิญใหม่นะ" พี่วินบอก
“ขอบคุณค่ะ” ลงจากรถแล้ววิ่งเข้าบ้าน “แม่จ๋าหนูมาแล้ว" น้องไอรีบกอดแม่ทันทีเมื่อเข้าไปด้านใน
“ตายแล้ว!! หนูไอไม่วิ่งแบบนี้สิคะเกิดหกล้มไปจะทำยังไง ไม่มีความเป็กุลสตรีเลยนะลูกฉันเนี่ย”
“โธ่ แม่จ๋าถ้าหกล้มก็เจ็บสิคะแต่ไม่เป็ไรหรอกหนูเจ็บแม่จ๋าก็ทำแผลให้หนูไงคะ..เนอะ แล้วกุลสตรีเนี่ยก็ไม่อยากเป็หรอกค่ะกลัวจะไม่ได้วิ่ง5555" ^^
“ยังจะมาย้อนแม่อีกไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลยนะเนื้อตัวมีแต่ฝุ่นควันเกาะเต็มไปหมดเดี๋ยวพ่อกับพี่เราจะมาถึงบ้านแล้วแม่จะทำต้มจืดสาหร่ายอีกอย่างก็เสร็จ ไปเร็วค่ะลูกอาบน้ำแล้วลงมาช่วยแม่ยกอาหาร” แม่จ๋าพูด
“รับทราบครับผมมาดาม" พูดจบก็วิ่งไปอย่างรวดเร็ว
“ทำไมทะเล้นอย่างนี้เนี่ยลูกฉัน” มาดามจ๋าของลูกสาวส่ายหัว~~ ยี่สิบนาทีผ่านไป ปรี๊นๆๆๆ ปรี๊นนๆๆ
“มาแล้วค่า มาแล้ววว” ไอยราเปิดประตูบ้านอย่างรวดเร็ว วืดดดด วืดดดด คุณพ่อขับรถมาจอดในโรงรถดับเครื่องยนต์เสร็จก็เรียกลูกสาวที่กำลังจะวิ่งไปกอดพี่ชายมาขนของ
“หนูไอมาช่วยพ่อขนของฝากที่พี่เค้าซื้อมาเร็ว” เธอแอบทำหน้างอนิดหน่อยก่อนจะเดินไปบ่นไป ‘พ่อนะพ่อจะขอกอดพี่อาร์มก่อนก็ไม่ได้' ฟากพี่ชายสุดหล่อได้แต่หัวเราะหึหึ เดินตามหลังน้องสาวไปในมือถือหนังสือปกสีดำเก่าๆ มีลูกกุญแจคล้องไว้ บนหน้าปกมีตัวหนังสือเป็ภาษาจีน….
๑------------------๑
หลังจากเก็บของเข้าบ้านกันเรียบร้อยคุณพ่อและพี่ชายก็พากันขึ้นไปอาบน้ำ คุณแม่จ๋าจึงเรียกลูกสาวคนสวยทันที
"น้องไอคะมาช่วยคุณแม่ยกอาหารไปวางบนโต๊ะหน่อยค่ะลูกเดี๋ยวคุณพ่อกับพี่อาร์มลงมาจะได้ทานกันเลย"
“ได้ค่ะแม่” พูดจบก็ช่วยกันยกอาหารไปวาง
บนโต๊ะอาหารทุกคนนั่งทานกันอย่างเอร็ดอร่อยจากของคาวก็ตามด้วยของหวานและนั่งคุยเล่นกันไปจนคุณพ่อเอ่ยทักลูกสาวขึ้นมาว่า
“วันนี้ไปสมัครงานเป็ไงบ้างลูก” เห็นลูกสาวทำหน้าหงอยๆ คุณพ่อเลยเงียบรอฟัง
“แย่ค่ะพ่อไม่มีที่ไหนเปิดรับสมัครพนักงานเลยวันนี้หนูไปมาสี่ที่ มีแต่ข่าวปลดพนักงานออกรอวันพรุ่งนี้หนูว่าจะลองออกไปหาดูอีกน่ะค่ะ” พี่ชายนั่งฟังอยู่ข้างๆ ยกมือขึ้นลูบผมน้องสาวเบาๆ
“พี่ว่าั้แ่พรุ่งนี้เราพักอยู่บ้านก่อนดีกว่านะไอ ่นี้ไวรัสระบาดบริษัทไหนๆ ก็โดนผลกระทบไปหมดที่บริษัทของพี่ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะโดนปลดกันเมื่อไหร่ถือซะว่าพักผ่อนหลังเรียนจบก็แล้วกัน” พูดแล้วหันไปทางคุณพ่อ "หรือคุณพ่อว่าไงครับ"
“อืม..ก็ดีนะลูกอยู่บ้านช่วยแม่ตัดหญ้า ทำความสะอาด เดี๋ยวพ่อจ่ายค่าแรงเป็อาหารฟรีตลอดทั้งวันโอเคมั้ย?” ^^ คุณพ่อพูดจบ ทุกคนก็พร้อมใจกันหัวเราะ5555555
“โธ่ พ่อคะหนูตัดหญ้าเป็ที่ไหนกันล่ะทุกทีหนูเห็นพ่อเป็คนตัดและครั้งนี้ก็เช่นกันนะคะ”
“โอเค พ่อตัดและจะสอนหนูด้วยเนอะ”
“ค่ะ!!!!!” ประชดเสียงดังมาก5555
เมื่อทานข้าวเสร็จเรียบร้อยสองพี่น้องพากันมานั่งคุยที่สนามหญ้าหน้าบ้าน พูดเื่ทั่วไปรับลมเย็น จู่ๆ น้องสาวก็ทักพี่ชายขึ้นมา
“พี่อาร์ม” พี่ชายหันหน้ามา
“หืม มีอะไร"
“ตอนขนของเข้าบ้านหนูเห็นพี่ถือหนังสือเล่มสีดำมาเล่มหนึ่ง หนังสืออะไรคะดูลึกลับจังค่ะ เอ๊ะ!! รึว่าหนังสือเกี่ยวกับเื่ผี” เหลือบมองพี่ชายแบบหวาดๆ แล้วพูด “เดี๋ยวนี้พี่ชอบอ่านแนวนี้เหรอคะ”
อาร์มทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ “อ่อ…ถ้าเราไม่ทักพี่ก็ลืมไปละ มันเป็หนังสือนิยายจีนน่ะซื้อมาฝากเรานั่นแหละคนขายบอกว่าเื่นี้สมัยก่อนดังมากเลยนะเป็หนังสือหายากด้วยพี่เห็นว่าปกมันมีกุญแจล็อคไว้ดูแปลกดี สภาพก็ใช้ได้ไม่ผุพังอะไร ไว้เราว่างๆ ก็ลองอ่านดูสิเผื่อจะชอบ เดี๋ยวพี่ไปหยิบมาให้รอแป๊บ” พูดจบก็ลุกเดินไปเลย ‘สรุปว่าฉันต้องอ่านใช่มั้ย..ไม่งั้นจะเสียน้ำใจพี่ชายสุดหล่อ'
“อ่ะ” ยื่นหนังสือพร้อมกุญแจให้น้องสาวที่รับมาแบบไม่เต็มใจ “ทำหน้าอะไรแบบนั้นล่ะไม่เคยอ่านนิยายก็ลองอ่านซะไม่แน่อาจจะชอบมากกว่าประวัติศาสตร์จีนก็ได้นา”
“ก็ได้ค่ะ ไม่ลองไม่รู้เนอะ ขอบคุณสำหรับของฝากนะคะพี่ชายหนูจะขึ้นไปนอนแล้วนะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
“ครับน้องสาว ราตรีสวัสดิ์” แล้วทั้งสองพี่น้องต่างก็แยกย้ายกันไปห้องใครห้องมัน
บนห้องนอนสีชมพูสดใสมีร่างของน้องไอนอนคว่ำเหยียดยาวสองมือมองหนังสือนิยายที่ได้มาจากพี่ชาย ตรงหน้าปกอ่านชื่อเื่ได้ว่า ‘ยอดดวงใจสององค์ชาย’ หืม…หัวคิ้วของคนอ่านขมวดเข้าหากันแบบงงๆ เอ๊ะ?? รึว่าเราอ่านผิดนะ ‘สององค์ชายยอดดวงใจ’ หยั่งงี้เรอะ? มันจะแปลกๆ นะว่ามั้ย? ช่างมันขอดูข้างในหน่อยเถอะ
บทนำ:แคว้นเ้าปกครองด้วยฮ่องเต้พระนามว่าเ้าหย่งเจิ้งซึ่งถือว่าเป็แคว้นที่มีความมั่นคง รุ่งเรืองด้วยทรัพยากรมากมาย พื้นที่ทางด้านซ้ายและขวาของแคว้นมีแคว้นเพ่ยและแคว้นจินค้ำยันเมืองหลวงของแคว้นอย่างแข็งแรงและมีความปรองดองสงบสุขเรื่อยมา ฮ่องเต้เ้าหย่งเจิ้งมีองค์ชายและองค์หญิงรวมกันสี่พระองค์ อันได้แก่ องค์รัชทายาทเ้าหย่งอี้ องค์ชายรองเ้าหย่งเจี้ยนผู้ถือกำเนิดมาจากพระครรภ์ของจางฮองเฮา องค์ชายสามเ้าหย่งเซิง องค์หญิงเ้าหย่งซิน ได้ถือกำเนิดจากครรภ์พระสนมเอกหลันกุ้ยเฟย องค์ชายรองและองค์ชายสามทรงประสูติขึ้นมาในวันเวลาใกล้เคียงกันจึงเป็พี่น้องที่มีความสนิทชิดเชื้อกันเป็อย่างมาก ก่อนจะถึงวัยที่ต้องเข้ารับการฝึกฝนวิชาในสถานศึกษาองค์ฮ่องเต้ได้มีรับสั่งให้ท่านเสนาบดีจูผู้เป็เสนาบดีฝ่ายขวาและที่ปรึกษาส่วนพระองค์เป็ผู้ดูแลฝึกสอนหัดอ่านเขียนเริ่มต้นในวัยเจ็ดชันษา ทุกครั้งที่ทำการสอนท่านเสนาบดีจูมักจะนำบุตรสาวเพียงคนเดียวนามว่าจูเหม่ยเซียนในวัยสี่หนาวมาวิ่งเล่นในวังพร้อมร่ำเรียนฝึกสอนร่วมกับสององค์ชายด้วยเสมอจวบจนเติบใหญ่ในวัยสิบชันษาองค์ชายทั้งสองพระองค์ถึงวัยที่ต้องเข้ารับการเรียนในสถานศึกษาและฝึกยุทธ์ จูเหม่ยเซียนในวัยเจ็ดหนาวจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าหากอยากให้ทั้งสองพระองค์อยู่กับนางเหมือนเช่นยามนี้ นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไปนางต้องขยันหมั่นเพียรการบ้านการเรือนมิให้ขาดตกบกพร่องเพื่อเติบใหญ่อย่างงดงามมิให้แพ้สตรีใดพร้อมทั้งกำจัดทุกคนที่คิดจะเข้าใกล้ทั้งสองพระองค์ หากวันข้างหน้าทั้งสองพระองค์สำเร็จจากการศึกษาก็จะมีแค่นางที่คอยติดตามรับใช้ปรนนิบัติอย่างเช่นในวัยเยาว์