เที่ยงวันถัดมาชีชีเพิ่งกลับมาจากทุ่งนาก็เห็นชีหมิงเยว่เดินวนเวียนอยู่หน้าประตูบ้านด้วยท่าทางร้อนรนกระวนกระวาย
เมื่อเห็นชีชีเข้าหล่อนก็พุ่งตรงเข้ามาคว้ามือเธอไว้แน่น “ชีชีเธอมีเงินเท่าไรเอามาให้ฉันให้หมดเลยนะ”
“หล่อนเป็นบ้าหรือเปล่า?”
ชีชีสะบัดมือออกอย่างแรงพร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง
“ชีชี ถือว่าฉันขอยืมเธอได้ไหม? ฉันรีบใช้เงินจริงๆมีเท่าไรก็เอามาให้ฉันเถอะ”
ชีชีมองหล่อนหัวจรดเท้าด้วยความนึกสนุก“ไปเล่นพนันมาเหรอ? หรือว่ามีพวกทวงหนี้นอกระบบตามล่าตัวหล่อนอยู่?”
“เปล่า ไม่ใช่อย่างที่เธอคิด”
ชีหมิงเยว่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อดูแล้วน่าสงสารจับใจ หากใครใจอ่อนคงรีบพยักหน้าตกลงไปแล้ว
แต่ชีชีกลับแค่นหัวเราะ“ไม่ใช่หนี้พนัน แล้วมันคืออะไรล่ะ? หล่อนเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หายหรือว่าพ่อแม่หล่อนกำลังจะตาย? ถึงได้รีบใช้เงินขนาดนี้”
“เธอพูดจาแบบนี้ได้ยังไง!” ชีหมิงเยว่เลิกเสแสร้งทันทีหล่อนแผดเสียงตะโกนด้วยความโกรธจัด “ฉันบอกเธอนะเงินนี่เธอจะเต็มใจให้หรือไม่ก็ต้องให้ไม่อย่างนั้นฉันจะให้พ่อกับแม่มาทวงกับเธอเอง”
“เหอะ ชีหมิงเยว่ หล่อนมีปัญญาแค่นี้เองเหรอ? ฉันมองหล่อนสูงไปจริงๆ”
ในใจของชีชีก็ได้แต่ค่อนขอดว่าต่อให้ได้กลับชาติมาเกิดก็ยังไม่รู้จักใช้สมอง ช่างเสียของเสียโอกาสจริงๆ
ชีชีพยายามเดินเลี่ยงหล่อนเพื่อเข้าบ้านแต่กลับถูกหล่อนขวางไว้สุดชีวิต “ชีชีถ้าวันนี้ไม่ให้เงิน ฉันไม่ยอมให้เธอไปไหนทั้งนั้น”
“หล่อนแน่ใจนะว่าจะมาอาละวาดตรงนี้?” ชีชีก้มมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะชูขึ้นกวัดแกว่งไปมาตรงหน้าหล่อน “ทางกองทัพใกล้จะเลิกงานแล้วนะท่านผู้บัญชาการกองพลในอนาคตของหล่อนกำลังจะกลับมาแล้ว”
“นี่เธอ...”
ชีหมิงเยว่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงแต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจอาละวาดต่อไปได้อีก
ไม่อย่างนั้นตำแหน่งในใจของหม่าหลงย่อมต้องสั่นคลอน
ความพยายามที่หล่อนทุ่มเทมานานคงต้องสูญเปล่าไปทั้งหมด
ชีชีกวาดสายตามองหล่อนราวกับมองสินค้าชิ้นหนึ่ง“ฉันจะบอกอะไรให้นะ หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ทำไมถึงคิดแต่อยากจะเป็นภรรยาน้อยล่ะ? ทำลายชีวิตสมรสทหารน่ะโทษหนักนะหล่อนไม่กลัวหรือไง?”
ชีหมิงเยว่ได้ยินดังนั้นก็ร้อนตัว“เธอพูดจาเหลวไหลอะไร! ฉันไปเป็นภรรยาน้อยตอนไหน? ฉันไปทำลายชีวิตสมรสใคร?”
“หึๆ นี่หล่อนไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งไขสือกันแน่? บ้านพักในเขตพำนักทหารน่ะมีจำกัดจะตายไปขนาดคนที่แต่งงานแล้วยังไม่แน่ว่าจะได้อยู่เลยแล้วผู้บัญชาการกองพลในอนาคตของหล่อนถ้ายังไม่แต่งงาน เขาจะมีบ้านอยู่ได้ยังไง?”
ชีหมิงเยว่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกใบหน้าเปลี่ยนเป็นแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ “เรื่องนี้เธอคงไม่รู้ล่ะสิ?บ้านหลังนี้เป็นค่าตอบแทนที่เบื้องบนอนุมัติให้เขาเป็นกรณีพิเศษต่างหาก”
ชีชีหรี่ตาลงเล็กน้อยความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีพลันผุดขึ้นมา
“เอาเถอะชีหมิงเยว่ หล่อนไปได้แล้ว ฉันต้องเข้าบ้านไปทำกับข้าวลู่เหย่ของฉันใกล้จะกลับมาแล้ว”
“เหอะ ชีชีเธอเพิ่งแต่งงานได้ไม่กี่วันก็กลายเป็นยัยแก่หน้าเหลืองเฝ้าเตาไฟไปเสียแล้วฉันว่าชาตินี้เธอก็คงเป็นได้แค่นี้แหละ”
“ถ้าหล่อนมีความสุขสบายดีนักแล้วจะมาขอยืมเงินยัยแก่หน้าเหลืองอย่างฉันทำไมล่ะ?”
ชีหมิงเยว่เหมือนถูกเหยียบหางทันที“เธอพูดดีๆ เป็นบ้างไหมเนี่ย!”
“แล้วที่ฉันพูด มันไม่ใช่ความจริงหรือไง?”
“ฉันไม่คุยกับเธอแล้ว ให้เวลาสามวันเตรียมเงินมาให้พร้อมไม่อย่างนั้นไม่ใช่แค่เธอ แต่ลู่เหย่ก็ต้องพลอยซวยไปด้วย!”
ชีหมิงเยว่ไม่กล้าอยู่นานเกินไปรีบสับเท้าวิ่งออกไปทันที
ชีชีเบะปาก“ขู่ใครกัน? ฉันไม่ได้ปอดแหกขนาดนั้นหรอกนะ”
เธอไม่ได้ใส่ใจชีหมิงเยว่แล้วเดินเข้าครัวเพื่อเตรียมมื้อเย็น
ประจวบเหมาะกับที่ลู่เหย่กลับมาพอดี“เมื่อกี้ผมเจอชีหมิงเยว่ เธอมาหาเรื่องคุณอีกแล้วเหรอ?”
“มาขอเงินน่ะสิ แถมยังอ้าปากขอกว้างว่ามีเท่าไรให้เอามาให้หมดแล้วฉันไม่ต้องใช้ชีวิตเลยหรือไง?”
“คุณไม่รู้สึกว่าเธอดูแปลกๆ บ้างเหรอ?”
“แปลกสิ เงินของหล่อนคงไม่ได้เอาไปบริจาคแน่ๆไม่อย่างนั้นไม่มีทางร้อนรนขนาดนี้หรอก”
“แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าเธอมีที่ไหนต้องรีบใช้เงินขนาดนั้น”
“ฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกัน” ชีชีลงมือหุงข้าวอย่างคล่องแคล่ว“ที่บ้านก็คงส่งเงินมาให้ไม่ขาดแถมหล่อนยังมีเงินเดือนจากคณะศิลปกรรมทหารอีก จะเอาเงินไปทำอะไรนักหนา?”
“เลิกคิดเถอะ เดี๋ยวผมจะให้คนช่วยจับตาดูหล่อนดูว่ากำลังเล่นตลกอะไรอยู่”
“ผู้ชายของฉันนี่เก่งที่สุดเลย”
ชีชีจุ๊บลงบนแก้มของลู่เหย่ฟอดหนึ่งแล้วเตรียมจะทำงานต่อแต่กลับถูกลู่เหย่รวบตัวไว้แล้วมอบจุมพิตลึกซึ้งแบบฝรั่งเศสให้
จนกระทั่งเธอแทบจะขาดใจเขาถึงได้ยอมหยุด
“คนบ้า ฉันยังต้องทำกับข้าวนะ”
ดวงตาของชีชีคลอไปด้วยหยาดน้ำจางๆเธอค้อนให้เขาวงหนึ่งลู่เหย่รู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตเข้าอย่างจังจนซ่านไปถึงขั้วหัวใจ
“ผมทำเอง คุณไปพักผ่อนเถอะนะ”
เมื่อมีคนแย่งงานทำชีชีก็ยินดีที่จะหาความสำราญ เธอไปเปลี่ยนเป็นชุดลำลองใส่สบายแล้วเอนกายพักสายตาอยู่บนเก้าอี้โยกในลานบ้าน
ลู่เหย่ทำงานว่องไวเพียงครู่เดียวอาหารก็เสร็จเรียบร้อย “ชีชีล้างมือแล้วมาทานข้าวเถอะ”
“ค่ะ มาแล้วค่ะ”
ชีชีบิดขี้เกียจครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปล้างมืออย่างอ้อยอิ่ง
ในตอนนั้นเองเสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น
“ใครกันนะ? ทำไมถึงมาเยี่ยมเยียนตอนเวลาทานข้าวแบบนี้?”
“ไม่รู้สิ คุณทานไปก่อนนะ เดี๋ยวผมไปดูเอง”
ลู่เหย่เปิดประตูออกก็พบว่าเป็นหม่าหลงที่ยืนอยู่หน้าประตู
ในมือของเขาถือเหล้าเหมาไถมาหนึ่งขวดพร้อมกับหิ้วปิ่นโตมาอีกสองใบ
“รองผู้บังคับกองพันลู่ พอจะให้ผมขอร่วมโต๊ะอาหารด้วยสักมื้อได้ไหม?”
“ผู้พันหม่าเองเหรอครับ เชิญครับเชิญ” ลู่เหย่เอ่ยชวนเขาเข้าบ้านพร้อมตะโกนบอกคนข้างใน“ชีชี ผู้พันหม่ามาหา เตรียมตะเกียบเพิ่มอีกคู่หน่อยนะ”
ชีชีนึกในใจ‘ผู้ชายคนนี้มาทำไม? มั่นใจเลยว่าต้องไม่มีเรื่องดีแน่’
“ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ เลยแวะมาทำความรู้จักที่ทางไว้วันหน้าเราเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอะไรก็ช่วยดูแลกันหน่อยนะ” หม่าหลงไม่เกรงใจแม้แต่น้อยเขานั่งลงที่โต๊ะทันที “ผมทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับปลาเก๋านึ่งมาด้วยพวกคุณลองชิมดูสิ”
เมื่อเห็นหม่าหลงรินเหล้าให้ลู่เหย่อย่างกระตือรือร้นทั้งสองคนทำท่าราวกับเป็นสหายที่รู้จักกันมานานจนชีชีอยากจะหัวเราะออกมา
ไม่รู้ว่าชายซื่อบื้อของเธอจะรู้บ้างไหมว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องจะงาบภรรยาตัวเองอยู่
“พวกคุณตามสบายนะ ฉันอิ่มแล้วค่ะ”
ชีชีทานไปเพียงเล็กน้อยก็คิดจะหลบฉากเพราะการนั่งอยู่ตรงนี้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนอยากจะเอาหัวมุดดิน
เมื่อเห็นว่ากับข้าวที่เขานำมาชีชีไม่แตะเลยแม้แต่คำเดียวแววตาของหม่าหลงก็หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
“อ้าว สหายชี อย่าเพิ่งไปสิ ผมมีเรื่องจะถามคุณหน่อย”
ในเมื่อแขกมาถึงบ้านชีชีก็ไม่อาจหักหน้าเขาตรงๆ ได้ “เรื่องอะไรคะ?”
“ได้ยินมาว่าคุณล่าสัตว์เก่ง”
“ฉันทำเป็นแค่ดักบ่วงค่ะ นานๆ ทีถึงจะดักกระต่ายหรือไก่ป่าได้สักตัวสองตัวแต่ถ้าจะให้ไปล่าสัตว์จริงๆ น่ะทำไม่เป็นหรอกค่ะ”
“อย่างนั้นหรอกเหรอ ผมรู้จักผู้ใหญ่หลายท่านที่ชอบทานของป่ามากเดิมทีคิดว่าถ้าคุณล่าสัตว์เก่ง จะได้ช่วยให้คุณทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำเสียหน่อย”
“โธ่ เรื่องหาเงินน่ะเป็นหน้าที่ของผู้ชายค่ะ ปกติฉันก็แค่ทำไร่ไถนาถ้าอยากกินของอร่อยก็ดักกระต่ายมาเพิ่มกับข้าวสักจานไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูงอะไรหรอกค่ะ”
หม่าหลง“...”
ชีชีไม่ได้สนใจเขาอีกและเดินกลับเข้าห้องไปทันที
หม่าหลงนั่งอยู่จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิทถึงได้ขอกลับ
ทั้งสองคนฟาดเหล้าเหมาไถจนเกลี้ยงขวด
เมื่อเห็นลู่เหย่เหม็นกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั้งตัวชีชีจึงรีบดันเขาเข้าไปในห้องอาบน้ำ
“ไปล้างกลิ่นเหล้าออกก่อนค่อยเข้ามานะ ฉันเหม็นกลิ่นเหล้าที่สุดเลย”
“คุณภรรยาครับ คุณไม่สงสารผมแล้วเหรอ”
ลู่เหย่ทำหน้าละห้อยพลางทำท่าจะโผเข้ากอด
ชีชีเอามือบีบจมูกด้วยความรังเกียจ“อย่ามาเมาแล้วอาละวาดนะ ระวังเถอะ... คืนนี้ฉันจะให้คุณนอนนอกบ้าน”
ลู่เหย่ส่งเสียงฮึดฮัดอยู่นานสองนานกว่าจะยอมไปอาบน้ำ
ทางด้านหม่าหลงที่แอบฟังอยู่ข้างกำแพงก็หัวเราะร่า“หึๆ ดูซิว่าคืนนี้พวกแกจะยังมีแรงมาพลอดรักกันอีกไหม”
ทว่าเขากลับดีใจได้ไม่ถึงสามวินาทีเสียงที่สื่อถึงกิจกรรมอันลึกซึ้งเกินบรรยายก็ดังแว่วมาจากห้องอาบน้ำ
หม่าหลงถึงกับหน้าถอดสี“โธ่เว้ย! มันจะไม่จบไม่สิ้นกันเลยใช่ไหมเนี่ย!”