“...โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้ามิเป็น...?!”
เก๋อจือบังคับสายลมเพิ่งจะไล่ตามโม่จ้านมาได้ทัน ทว่าภาพที่เห็นกลับทำเอาตนต้องถลึงตาอ้าปากค้างอีกครั้ง
พลังเวทแต่ละชนิดผสมปนเปและจับกลุ่มเข้าด้วยกัน เกิดเป็นเสียงดังเป๊าะแป๊ะราวกับเกิดไฟไหม้ กลายเป็นท่อนแขนขนาดใหญ่สูงประมาณสี่ช่วงตัวคนและเต็มไปด้วยลวดลายแปลกประหลาด พลังธาตุที่อัดแน่นถูกกดข่มเอาไว้ ยามสัมผัสกับพลังธาตุที่ไม่ถูกกันพลันส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ ออกมาเป็นระยะ
ท่อนแขนที่ค่อนข้างโปร่งแสงชูขึ้นกลางอากาศ สิ่งที่กุมไว้กลางฝ่ามือคือกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งระดับหกที่คิดจะหนีตัวนั้น กวางอูฐกำลังกรีดร้องเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด หากแต่พลังธาตุที่รวมตัวกันหนาแน่นจนเกิดเป็นความเหนียวแน่น จัดการกำร่างกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเอาไว้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามหดคอหรือเตะขาอย่างไรก็ไร้หนทางดิ้นหลุด
โม่เจ๋อเอ่อร์กำลังหันหลังให้ตนและยืนมองฝ่ามือกลางอากาศอยู่ที่เดิม
....มิถูก โม่เจ๋อเอ่อร์ยกมือข้างขวาขึ้น ทิศทางและการกระทำคล้ายกับมือบนอากาศไม่มีผิด ยิ่งดูราวกับว่ากำลังควบคุมมือยักษ์เสียด้วยซ้ำ
ทั่วทั้งร่างกายของโม่เจ๋อเอ่อร์ถูกล้อมรอบด้วยพลังธาตุหมุนเวียนวน ร่างทั้งร่างเงียบสงบ ทว่ากลิ่นอายที่น่าหวาดกลัวมากเกินไปทำให้เก๋อจือที่ได้เห็นภาพเมื่อครู่กับตามิกล้าเข้าใกล้
คลุ้มคลั่งเพราะโกรธ? สูญเสียสติสัมปชัญญะ? หรือว่าสูญเสียการควบคุมอารมณ์?
ทำเช่นไรดี ยามนี้โม่เจ๋อเอ่อร์อาจอยู่ในสภาพขาดสติสัมปชัญญะ หากตนเข้าไปรบกวนยามนี้จะโดน...
ตนเคยอ่านจากตำรานิทานภาพมามิน้อย มีตัวละครหลายตัวละครที่เป็นเช่นนี้ด้วยพบเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก แม้ตนจะเพิ่งเคยพบเห็นในชีวิตจริงเป็นครั้งแรกก็ตาม
มิได้ ยามนี้โม่เจ๋อเอ่อร์แลดูสงบมาก หรืออาจจะมิได้เสียสติ หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป หากเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา เพียงดูมือใหญ่ที่เกิดจากการรวมตัวของพลังธาตุข้างนั้นก็มิน่าจะเป็นพวกกินพืชผัก
เก๋อจือกระทืบเท้าอย่างแรง กัดปากตั้งท่าเตรียมพร้อมรับการโจมตีทุกเมื่อ
“...โม่เจ๋อเอ่อร์!!!”
โม่จ้านหันกลับมาพร้อมใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ม่านตาเปลี่ยนเป็นแนวตั้งเช่นสัตว์ดุร้าย มีสีแดงเข้มมิต่างกับเลือดสีสดเดือดพล่าน แววตาคมกริบดังลูกธนูพุ่งตรงมายังเด็กหนุ่มผมแดง จดจ้องเสียจนเก๋อจือสั่นสะท้านพลางฝืนกลืนน้ำลายลงไป
...ข้าจะเอ่ยอันใดนะ
ครั้นถูกดวงตาแปลกประหลาดของโม่จ้านจ้องมองจนหนาวสั่น เก๋อจือถึงกับลืมคำพูดที่ตนจัดระเบียบเอาไว้เป็นอย่างดีไปทันใด โครงเรื่องที่สลักไว้ในสมองยังหลงลืมไปจนหมดสิ้น กระทั่งคำพูดเช่นผู้ไม่รู้จักโตในยามปกติกลับยังสลายหายไปราวกับถูกปิดผนึก
“...เจ้า...เจ้า...เจ้าอย่าบีบมันจนแหลกนะ ภารกิจระบุว่าต้องการเนื้อสมบูรณ์ทั้งตัว!”
ทันทีที่หลุดปากออกไป ใบหน้าของเก๋อจือพลันเริ่มกระตุก เป็นถึงคุณชายน้อย นึกมิถึงว่าจะเอ่ยประโยคตระหนี่ถี่เหนียวถึงเพียงนี้ออกไป นับได้ว่าเป็นรอยด่างพร้อยในชีวิตจริงๆ...
เพียงแต่คล้ายโม่เจ๋อเอ่อร์จะฟังคำพูดของตนเข้าใจ มือใหญ่กำคอกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเอาไว้ นิ้วชี้กับนิ้วโป้งออกแรงบีบเล็กน้อย กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งที่ยังดิ้นรนขัดขืนพลันสิ้นลมหายใจ ธาตุน้ำแข็งค่อยๆ เคลือบผิวหนังของกวางอูฐ ภายในไม่กี่วินาทีพลันแช่แข็งไปทั่วทั้งตัวและกลายเป็นกวางอูฐหุ้ม ‘เกราะน้ำแข็ง’ โดยแท้จริง
มือใหญ่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นน่าเกรงขามสลายหายไป เหล่าพลังธาตุที่รวมตัวกันพลันแยกย้ายหนีไปทั่วทั้งสี่ทิศ กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งหล่นลงตรงหน้าโม่จ้าน เด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยังเผยกลิ่นอายสติวิปลาสย่อเข่าลงแบกกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งขึ้นบ่า
ขณะโม่จ้านหันกาย ม่านตาตั้งตรงและมีสีแดงโลหิตพลันเลือนหายไป หลงเหลือไว้เพียงนัยน์ตาสีแดงเข้มเช่นยามปกติ ถึงขั้นมีสีหน้าผ่อนคลายลง เก๋อจือถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน รีบสาวเท้าไปด้านหน้าพลางเริ่มกวัดแกว่งไม้คทา
ตลอดหลายนาทีระหว่างทางกลับ คนทั้งสองมิเอ่ยสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว ลาถีเท่อเป็นตายยังมิอาจคาดเดา กะจิตกะใจของคนทั้งสองมิได้อยู่ที่การล่าสัตว์และผลลัพธ์การต่อสู้แม้แต่น้อย
พลังธาตุลมที่ผลักดันอยู่ด้านหลังของพวกตนหยุดลง โม่จ้านกระโดดลงจากกลางอากาศด้วยความรีบร้อน ใบหน้าฉายแววร้อนใจขณะวิ่งไปยังข้างกายลาถีเท่อ ทว่าบาดแผลบริเวณหน้าท้องของลาถีเท่อถูกพันแผลเอาไว้และใส่ยาเรียบร้อยแล้ว เมื่อดูจากภายนอกจึงมองไม่เห็นสถานการณ์ของบาดแผล
เก๋อจือที่กำลังหอบหายใจค่อยๆ ลงสู่พื้น และมองไปทางเจียนั่วเช่นเดียวกับโม่จ้าน เมื่อเห็นแววตาร้อนรนด้วยความเป็นห่วงของคนทั้งสอง เจียนั่วชะงักเล็กน้อยก่อนพยายามฝืนยิ้มออกมา
“ยังนับว่าลาถีเท่อโชคดี แท่งน้ำแข็งทะลุร่างกาย มีเลือดไหลออกมามิน้อย เพียงแต่นึกมิถึงว่าจะไม่สร้างความเสียหายต่ออวัยวะภายใน คงจะมิเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตชั่วคราว ข้าจัดการทำแผลโดยคร่าวให้แล้ว ส่วนที่เหลือคงต้องรีบหาบาทหลวง”
โม่จ้านกับเก๋อจือถอนหายใจโล่งอก รีบใช้กิ่งไม้หนาสองกิ่งมาทำเป็นแคร่อย่างง่ายพร้อมกับวางลาถีเท่อไว้ด้านบนอย่างมั่นคง เจียนั่วกับโม่จ้านผู้หนึ่งหามด้านหน้าผู้หนึ่งหามด้านหลัง เก๋อจือคอยบังคับธาตุลมช่วยขับเคลื่อนอย่างระมัดระวัง คนทั้งสามรีบมุ่งหน้าไปยังฐานที่มั่นที่ใกล้ที่สุดของกิลด์
เจียนั่วมีความรู้ในด้านนี้มากกว่าโม่จ้านกับเก๋อจือ เป็นฝ่ายแบกรับหน้าที่สำคัญอย่างการติดต่อบาทหลวงด้วยตนเอง โม่จ้านกับเก๋อจือคอยดูแลลาถีเท่ออยู่ในห้องเล็กและรอให้เจียนั่วกลับมาโดยเร็ว
โม่จ้านผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแรงพลางมองลาถีเท่อที่ใบหน้าขาวซีด ภายในใจรู้สึกผิดยิ่งนัก เก๋อจือที่สงบสติอารมณ์ลงเห็นโม่จ้านที่ขบกรามแน่นจึงตบบ่าเพื่อปลอบโยนเขา
“โม่เจ๋อเอ่อร์ มิใช่ความผิดของเจ้า สัตว์ปีศาจระดับห้าเกิดวิวัฒนาการเป็นระดับหกระหว่างการล่า ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่คงจะไม่มีครั้งที่สองแล้ว”
โม่จ้านเผยรอยยิ้มขมขื่น พยักหน้าก่อนเบนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง
ผู้ที่มาจากยุคปัจจุบันเช่นตนรู้ดี ต่อให้ลาถีเท่อจะมิเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตชั่วคราว ทว่าบาดแผลลึกเพียงนั้น มีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อ หมอธรรมดามิอาจจัดการบาดแผลเช่นนี้ ทำได้เพียงตามหาบาทหลวงธาตุแสงที่มี ‘ความสามารถในการชะล้าง’ จึงจะสามารถทำความสะอาดบาดแผลได้อย่างสะอาด
ครั้นเอ่ยถึงจอมเวทธาตุแสง ตนพลันอดนึกถึงราชาปีศาจที่ต้องตายอย่างน่าเวทนาไร้สิ่งใดเปรียบท่านนั้นมิได้ อารมณ์ด้านลบพุ่งขึ้นสมองอีกครา เพียงแต่เมื่อเทียบกับเมื่อครู่ พลังงานด้านลบที่ปะทุออกมามิได้มีพลานุภาพแม้แต่น้อย โม่จ้านถึงขั้นไม่สิ้นเปลืองจิตใจไปควบคุมมัน ผ่านไปมินานพลันสลายหายไปเสียแล้ว
เมื่อครู่ยามจัดการกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง ตนร้องคำรามก่อนจะใช้อำนาจบีบบังคับเรียกพลังธาตุรอบกายออกมาเสียทั้งหมด นึกมิถึงว่าจะสำเร็จเสียแล้ว หลังจากตนได้เห็นฝ่ามือใหญ่ยักษ์แปลกประหลาดที่เกิดจากการรวมตัวของพลังธาตุ ความบุ่มบ่ามพิลึกนั่นได้ปะทุขึ้นในสมองอีกคราจนรู้สึกหวาดหวั่นเสียแล้ว
กระนั้นตนกลับใจเย็นลงภายในเวลาอันรวดเร็ว --- ด้วยตนสัมผัสได้ว่าพลังแปลกประหลาดภายในหัวนั้นอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ แรกเริ่มควบคุมอารมณ์และการกระทำยามพบสองพี่น้องปีศาจแฝงฝัน ต่อมาค่อยๆ กลายเป็นควบคุมเพียงอารมณ์ จากนั้นกลายเป็นเพียงส่งผลต่ออารมณ์ เริ่มจากในความฝันเป็นคราแรก คราที่สองคือยามเห็นตำราเวทมนตร์ จากนั้นตามด้วยยามตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางและการระเบิดโทสะกลางสนามรบในครานี้ ผลกระทบที่เกิดจากความบุ่มบ่ามนั้นค่อยๆ ส่งผลต่อตนน้อยลงเรื่อยๆ
ยามเก๋อจือเรียกตน ตนกำลังลองควบคุมมือใหญ่ข้างนั้น มีสติชัดเจนอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงมิได้ทำเรื่องที่ไม่สมควรอันใด ต่อให้สามารถรู้สึกได้ถึงความบุ่มบ่ามน่าประหลาดที่ส่งผลต่ออารมณ์ กระนั้นมันก็มิอาจควบคุมการตัดสินใจและการตระหนักรู้ของตนได้อีก
...ตนควรจะดีใจหรือไม่?
โม่จ้านปิดเปลือกตาพลางส่ายหน้า ตนคิดว่าความบุ่มบ่ามนี้คือภัยคุกคามที่มีต่อตน ทว่านอกเสียจากการทำเรื่องที่เกินสมควรไปสักหน่อยกับฉิวอิน ครั้งอื่นๆ ก็มิได้สร้างผลกระทบจริงจังอันใดต่อตน กลับดูคล้ายเป็นการระบายความโกรธหรือเสียใจสักอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครานี้ คล้ายว่าภายใต้การชี้แนะของแรงกระตุ้นลึกลับนั้น ตนสามารถควบคุมมือใหญ่ให้ทำท่าทางแรกได้สำเร็จ --- นั่นคือการหักคอกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง หากความบุ่มบ่ามที่อ่อนแรงลงนี้คือความคิดที่ตกผลึกหรือความดึงดันของเจ้าของร่างเดิม เช่นนั้นตนที่ครอบครองร่างกายผู้อื่นก็ควรจะสำนึกในบุญคุณและตอบแทน
“หากเจ้ายังมีสิ่งใดที่ยึดมั่นถือมั่น หวังว่าเจ้าจะบอกข้า ข้าจะพยายามช่วยเจ้าอย่างถึงที่สุด”
โม่จ้านลองพยายามสนทนากับความคิดเลือนรางนั้น แต่กระนั้นกลับมิได้สิ่งใดตอบกลับมา