บรรยากาศในห้องทรงพระอักษรแห่งอ๋องเฉิงอันอบอวลไปด้วยความเคร่งเครียด แผนที่ทหารถูกนำมากางบนโต๊ะยาวใหญ่แสดงอาณาเขตของแคว้นใหญ่ทั้งสี่แคว้น ครอบคลุมอาณาเขตตั้งแต่แคว้นไท่โจวที่อยู่ด้านทิศเหนือสุด ยาวผ่านเฉิงโจว ต้าซื่อ ลงไปจนสุดทิศใต้แห่งแคว้นเหอหนาน หมุดทหารของกองทัพพันธมิตรทั้งสามแคว้นได้ถูกนำมาปักในจุดยุทธศาสตร์มากมาย ปรับเปลี่ยนตามความคิดเห็นของอ๋องทั้งสองและเจ้าชายฟางมู่หยาง
“หม่อมฉันเห็นว่าทัพเหอหนานน่าจะย้อนกลับไปประจำการ รักษาฐานรอบ ๆ ชายแดนเหอหนานพระเจ้าค่ะ” ฟางมู่หยางเสนอความคิดแย้งกับอ๋องเวยหลงที่ต้องการยกทัพบุกเข้าไปต้าซื่อ
“หลานชาย...ถึงแม้ว่าการทหารของเหอหนานจะไม่แข็งแกร่งเท่ากองทัพของเจ้า แต่เราชาวเหอหนานไม่ใช่คนขี้ขลาด คอยหลบอยู่ในแผ่นดินของเราหรอกนะ” อ๋องเวยหลงแย้งกลับ
“หามิได้พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันมิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่เวลาผ่านมาเกือบเดือนแล้วที่มีข่าวลือนั่น เหอหนานกับไท่โจวยังมิประกาศตัดสัมพันธไมตรี และไม่เกิดการสู้รบใด ๆ หม่อมฉันคาดว่าเจ้าชายกวงเฟยหลงน่าจะไหวตัวแล้วว่าแผนการในครั้งนี้ล้มเหลว หม่อมฉันเกรงว่าในขณะที่ฝ่าบาทและท่านแม่ทัพใหญ่มาตั้งทัพอยู่ที่เฉิงโจวนี่ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ต้าซื่อชิงยกทัพเข้าโจมตีเหอหนาน ซึ่ง ณ เวลานี้มีเพียงท่านรองแม่ทัพ กับกองทหารส่วนน้อยคอยดูแลอยู่เท่านั้นพระเจ้าค่ะ”
“ข้าเห็นด้วยกับองค์ชายนะ เวยหลง..ทางนี้มีทั้งทัพของเฉิงโจว และด้านเหนือก็มีทัพของไท่โจวที่พร้อมรบ เจ้าควรนำทหารกลับไปปิดล้อมจากทางทิศใต้ พร้อม ๆ กับป้องกันแนวชายแดนของเหอหนาน อย่าเปิดโอกาสให้ต้าซื่อมีโอกาสชิงความได้เปรียบเป็นอันขาด” อ๋องเฉิงอันสำทับ
เสียงเคาะบานพระทวารขัดจังหวะการหารือ เสียงมหาดเล็กกราบทูล “กราบทูลฝ่าบาท...องค์ชายฟางเร่อหยางแห่งไท่โจวเสด็จมาขอเข้าเฝ้าพระเจ้าค่ะ”
“เร่อหยาง? หรือไท่โจวจะมีข่าวองค์หญิง?” ฟางมู่หยางตรัสขึ้นด้วยความฉงน ปนตื่นเต้น
“เชิญเสด็จ!” อ๋องเฉิงอันรีบตรัสรับสั่ง
เพียงชั่วครู่บานพระทวารก็เปิดออก มหาดเล็กนำเจ้าชายเร่อหยางเสด็จเข้าเฝ้า ทรงมีพระวรกายสูงใหญ่ และมีพระพักตร์คล้ายคลึงกับฟางมู่หยาง เพียงแต่ผิวพรรณค่อนข้างขาว ดวงเนตรมีแววขี้เล่น สดใส ไม่คมเข้มและไม่ส่อแววดุเช่นพระเชษฐา
“หม่อมฉัน ฟางเร่อหยาง ถวายบังคมท่านอ๋องทั้งสองพระเจ้าค่ะ”
“ตามสบายเถอะ หลานชาย..เจ้าเดินทางมาด้วยตนเองเช่นนี้ มีข่าวอะไรหรือ” อ๋องเวยหลงตรัสถามด้วยความรีบร้อน พระหทัยหวั่นไหวเพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายกันแน่
“หม่อมฉันเร่งเดินทางมาแจ้งข่าวพระเจ้าค่ะ องค์หญิงเวยหนิงอันทรงเสด็จถึงที่วังหลวง อย่างปลอดภัยแล้วพระเจ้าค่ะ”
เพียงประโยคเดียวนี้ ทั้งอ๋องเวยหลง และเจ้าชายฟางมู่หยาง ถึงกับทรุดองค์ลงนั่งคล้ายหมดแรง ถอนพระทัยยาวอย่างเบาใจ
“ลูกหญิงปลอดภัยแล้ว” อ๋องเวยหลงตรัสเบา ๆ ด้วยเสียงสั่นเครือ
ส่วนเจ้าชายฟางมู่หยางหลับพระเนตร ถอนพระทัย แล้วทรงรำพึงอยู่เพียงในใจ..จิงจิง เจ้าปลอดภัยแล้ว ถ้าเจ้าเป็นอะไรไป พี่จะอยู่ต่อไปอย่างไร... แล้วลืมพระเนตร รีบตรัสถามกลับไป “แล้วอาการบาดเจ็บขององค์หญิง นางโดนแทงด้วยดาบที่ท้อง นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“เสด็จพี่ทรงทราบได้อย่างไรว่าองค์หญิงทรงบาดเจ็บจากการโดนแทง” เจ้าชายเร่อหยางทรงตรัสถามด้วยความฉงน
“เรื่องมันยาว เอาเป็นว่าอาการบาดเจ็บของข้าก็เกิดจากโจรกลุ่มเดียวกับที่ทำร้ายองค์หญิงนั่นแหละ ข้าเข้าไปช่วยนางไม่ทัน”
พูดแล้วก็เจ็บในหัวใจ จนต้องกำมือแน่นเพื่อสะกดอารมณ์รุนแรงที่พลุ่งพล่านเมื่อนึกถึงภาพนางอันเป็นที่รักโดนทำร้ายโดยที่เขาไม่สามารถปกป้อง หรือแม้แต่จะเข้าไปช่วยเหลือได้
“องค์หญิงทรงปลอดภัย แต่ยังไม่แข็งแรงดี ยังอ่อนเพลียอยู่มาก เพราะบาดแผลเพิ่งจะเริ่มสมาน พอทรงทราบข่าวลือ ก็ทรงเป็นกังวลว่าพระองค์จะเป็นต้นเหตุให้เกิดข้อพิพาทระหว่างเหอหนานกับไท่โจว พระองค์เลยรีบออกจากที่ซ่อน แล้วเสี่ยงเดินทางมาหาท่านทูตเหอหนาน ให้พาพระองค์มาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อพระเจ้าค่ะ แต่ท่านอ๋องอย่าทรงเป็นกังวล เสด็จแม่มีรับสั่งให้หมอหลวงถวายการรักษาแล้ว และทรงรับองค์หญิงไปพำนักที่ตำหนักของพระองค์เพื่อที่จะได้ทรงดูแลอย่างใกล้ชิด อีกไม่นานน่าจะทรงหายดี และแข็งแรงเป็นปกติพระเจ้าค่ะ”
เจ้าชายเร่อหยางทรงทูลตอบพระเชษฐาและท่านอ๋องเวยหลงเพื่อให้เบาใจ แล้วทรงหัวเราะเบาๆ ส่ายพระพักตร์เบาๆ แล้วตรัสต่อด้วยความเอ็นดูเจ้าหญิงเวยหนิงอัน แม้ตามศักดิ์จะเป็นว่าที่พี่สะใภ้ แต่โดยอายุก็ยังอ่อนชันสากว่าพระองค์
“ดูเสด็จแม่ทรงเอ็นดูองค์หญิงมากพระเจ้าค่ะ ทรงอยากได้พระธิดามาก แต่หม่อมฉันสองคนชิงมาเกิดแทนพระเจ้าค่ะ”
“เป็นพระกรุณาของพระชายาที่ทรงเมตตาหนิงอัน ได้ยินเช่นนี้ เราสองคนก็เบาใจ ทีนี้...เรามาช่วยกันวางแผนกันต่อ ว่าจะจัดการกับต้าซื่ออย่างไรดี!” เป็นอ๋องเฉิงอันที่ตรัสด้วยน้ำเสียงเข้ม และมุ่งมั่น
“แทนการรบที่ไม่เฉพาะต้าซื่อจะสูญเสีย เราสามแคว้นก็จะสูญเสียเลือดเนื้อทหารของเราไปด้วย หม่อมฉันเสนอให้จัดการกับต้าซื่อด้วยวิธีละมุนละม่อม ดีกว่าไหมพระเจ้าค่ะ” องค์ชายฟางมู่หยางตรัสอย่างหมายมาด
“ครั้งนี้ ต้าซื่อบังอาจใส่ร้ายไท่โจว ใส่ร้ายหม่อมฉันให้กลายเป็นชายโฉด ป่าเถื่อนที่ลงไม้ลงมือกับผู้หญิง หึหึ..” พระสุรเสียงหมายมาด
“เดิมทีหม่อมฉันกับเร่อหยางวางแผนจะพัฒนาเส้นทางการค้าจากเหนือจรดใต้ ตัดผ่านต้าซื่อ แล้วออกสู่ทะเลทางเหอหนาน เราตั้งใจสร้างพันธไมตรีกับต้าซื่อ เพราะเป็นเส้นทางตรง ออกสู่ทะเล เฉิงโจวอาจจะไม่ได้ประโยชน์โดยตรง แต่ก็สามารถตัดเชื่อมเข้าเส้นทางนี้ได้ไม่ยากนัก เราสี่แคว้นจะเป็นพันธมิตรที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เราจะเป็นจตุรมิตรที่มีความมั่นคง เป็นปึกแผ่นในคาบสมุทรแห่งนี้ ยากแก่การรุกรานจากชาติอื่นๆ ...แต่ตอนนี้เห็นทีคงต้องเปลี่ยนมาผ่านทางเฉิงโจวแทน แล้วกันต้าซื่อออกจากเส้นทาง”
“ดี ถ้าเจ้าทำได้ สามารถสั่งสอนต้าซื่อให้รู้สำนึก แล้วสร้างประโยชน์ให้กับผสกนิกรของเราทั้งสามแคว้นได้ เรายินดีรับฟัง และให้ความร่วมมือ” อ๋องเฉิงอันตรัสด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“หากท่านอ๋องทรงเห็นด้วย หม่อมฉันขอทูลเสนอเป็นสนธิสัญญาไตรมิตรของเราทั้งสามแคว้น เราจะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่เราจะพึ่งพาอาศัยกันในด้านการทหาร นำพาความเจริญมาสู่แคว้นและผสกนิกรของพวกเรา พระเจ้าค่ะ” เจ้าชายฟางมู่หยางทรงตรัสอย่างมั่นพระทัย เพราะลึก ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ทรงวาดหวังมานาน ด้วยอยากให้แผ่นดินในดินแดนแถบนี้มีแต่ความสงบ ให้ทุกแคว้นเป็นพันธมิตรที่เอื้อไมตรีต่อกันจริง ๆ ... แต่ตอนนี้ ตัดมิตรไปหนึ่งก็ได้!
“ต้าซื่อจะโดดเดี่ยว ไร้พันธมิตรให้พึ่งพา ในเชิงเศรษฐกิจจะเสียดุลการค้าให้กับทุกทิศทางของเส้นทางการค้าไม่ว่าจะทางเหนือ ทางตะวันตก หรือทางใต้ เพราะจะมีส่วยภาษีที่ต้องจ่ายในทุกเส้นทางแบบไม่ได้รับการผ่อนปรน หรือยกเว้น สินค้าเกษตรจากต้าซื่อจะไม่สามารถโก่งราคาได้ ยกเว้นเหล้าพื้นเมืองบางชนิดที่ยังอาจจะมีราคาสูงอยู่ แต่หากเราพัฒนาของพื้นเมืองของแคว้นเราออกมาสู้ หม่อมฉันเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อเศรษฐกิจของเราสามแคว้นได้เลยพระเจ้าค่ะ” เจ้าชายเร่อหยางทรงสนับสนุนข้อเสนอของพระเชษฐา
“ดี! เจ้าทั้งสองคนพี่น้องเก่งฉกาจ สมคำร่ำลือ” อ๋องเฉิงอันทรงตรัสชื่นชม “ถึงแม้เราจะมั่นใจว่าการทหารเราไม่ด้อยไปกว่าต้าซื่อ แต่เมื่อใดที่เกิดสงคราม ย่อมมีคนล้มตาย ประชาชนจะเดือดร้อนไปด้วย เราเห็นด้วยกับการตลบหลังด้วยวิธีโดดเดี่ยวต้าซี่อ ได้ประโยชน์ระยะยาวด้วย...เวยหลง เจ้าเห็นเป็นอย่างไร”
“หม่อมฉันก็เห็นด้วยพระเจ้าค่ะ” อ๋องเวยหลงทรงตรัสพร้อมพยักพระพักตร์
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ ขอเวลาหม่อมฉันสักนิด หม่อมฉันจะนำร่างสนธิสัญญา แล้วนำทูลเกล้าถวายให้ทั้งเฉิงโจวและเหอหนานพิจารณาพระเจ้าค่ะ” ฟางมู่หยางกราบทูล
“แต่ตอนนี้ หม่อมฉันเห็นว่าเราควรปล่อยข่าวออกไปก่อนว่าไท่โจวไม่สามารถอธิบายให้เหอหนานเชื่อได้ว่าไท่โจวบริสุทธิ์ และเหอหนานเตรียมยกทัพไปไท่โจว ดีไหมพระเจ้าค่ะ เพื่อประวิงเวลา และป้องกันไม่ให้ต้าซื่อเปลี่ยนแผนแล้วหันไปใช้การทหารรุกรานเหอหนานพระเจ้าค่ะ”
“ดี ระหว่างนี้ ให้ทหารของเหอหนานรวมทั้งท่านแม่ทัพแต่งตัวเป็นชาวบ้าน แล้วทยอยเดินทางกลับไปรักษาการที่เหอหนาน แล้วให้ทหารส่วนหนึ่งของเฉิงโจวใส่เครื่องแบบทหารของเหอหนาน ตั้งค่ายลวงอยู่ที่นี่ ทำเสมือนเตรียมพร้อมเคลื่อนทัพขึ้นเหนือ” อ๋องเฉิงอันทรงเริ่มสนุกกับการวางแผน
“ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันจะขอพระราชทานอนุญาตทูลลากลับไปไท่โจวก่อนพระเจ้าค่ะ”
“จะรีบไปทำไมล่ะ หลานชาย บาดแผลเจ้าก็ใช่ว่าจะหายดี เจ้าควรพักให้แผลหายดีก่อน ค่อยออกเดินทาง เราใช้วิธีปล่อยข่าวออกไปก็พอ ส่วนเจ้าทั้งสองก็พักเสียที่นี่ก่อน เราจะได้ปรึกษากันเรื่องสนธิสัญญาด้วย ดีไหม” อ๋องเฉิงอันตรัสแนะ
“ดูท่า...เสด็จพี่ของหม่อมฉันคงใจร้อนอยากเสด็จไปพบพระคู่หมั้นแล้วพระเจ้าค่ะ” เจ้าชายฟางเร่อหยางตรัสเย้า พร้อมส่งรอยยิ้ม ‘กวน’ ให้พระเชษฐาที่ส่งสายพระเนตรดุกลับมา หลังจากที่ทรงประมวลเหตุการณ์ดูแล้ว ถึงจะยังไม่ทรงทราบรายละเอียดของเรื่องราวทั้งหมด แต่จากการที่ฟางมู่หยางทรงแสดงความเป็นห่วงองค์หญิงอย่าง ‘ออกนอกหน้า’ บวกกับอาการกระวนกระวาย ก็ทรงพอจะคาดเดาได้ว่าพระหทัยของพระเชษฐาน่าจะถูกองค์หญิงน้อยผู้นั้นครอบครองไปแล้วแน่นอน
“อาควรจะดีใจใช่ไหม แต่ว่า..ว่าที่เจ้าบ่าวก็ควรพักรักษาแผล รักษาอาการบาดเจ็บให้หาย และให้ร่างกายแข็งแรงก่อนดีกว่านะ เดินทางตอนนี้ร่างกายเจ้าจะทรุดลงอีก เดี๋ยวจะอุ้มเจ้าสาวเข้าห้องหอไม่ไหว จะหาว่า ‘พ่อตา’ ไม่เตือนไม่ได้นะ” อ๋องเวยหลงตรัสเย้า แล้วทรงหัวเราะเสียงดัง ในขณะที่เจ้าชายฟางมู่หยางทรงยิ้มขัดเขิน รู้สึกเหมือนมือไม้เป็นส่วนเกินไปหมด ได้แต่ยกพระกรขึ้นลูบพระศอแก้เก้อ