หลังจากจัดการเื่ซื้อขายเรียบร้อย สองพ่อลูกก็พากันเดินออกจากธนาคารพร้อมเงินสองแสนบาทในกระเป๋า ส่วนอีกเกือบหนึ่งแสนบาทให้นอนอยู่ในบัญชีไว้ก่อนเผื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน เมื่อทั้งสองพ่อลูกเดินลับสายตาไป ประชาก็รีบหันมาจัดการกับบัญชีซื้อขายหุ้นส่วนตัวของเขา คราวที่แล้วซื้อตามช้าไปหน่อยเลยได้กำไรมาไม่เยอะ คราวนี้ต้องไม่พลาดแบบนั้นอีก ว่าแล้วก็เขียนยอดซื้อที่ 100,000 บาทลงไปในสัญญาซื้อขายของตัวเองอย่างอารมณ์ดี
เมื่อออกจากธนาคาร สองพ่อลูกก็ตรงดิ่งไปที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพื่อปิดบัญชีเงินกู้ที่ได้กู้มาเมื่อสามเดือนก่อน ขณะที่เดินเข้าไปในสำนักงาน ทั้งสองพ่อลูกกลับเจอคนรู้จักแบบไม่ทันตั้งตัว คุณยุภา พี่สาวคนโตของกานต์ หรือป้าของอนงค์กานต์นั่นเอง อ้อ!..ไม่ใช่สิ อดีตป้า
ยุภาเองก็แสดงสีหน้าใเช่นกันเมื่อเห็นสองพ่อลูก เมื่อทั้งสองยกมือไหว้สวัสดี เธอก็เพิกเฉย แกล้งมองผ่านอย่างไม่สนใจเสียอย่างนั้น แต่ในใจกลับตรงกันข้าม มันเต้นโครมครามไม่หยุด พลางนึกตำหนิตัวเองที่ไม่ควรมาใน่เวลานี้ ทำให้สองพ่อลูกได้เห็นเื่อับอายของเธอเสียได้
"สรุปยอดเงินที่จะได้รับตามนี้นะคะครูยุภา หนี้คงค้างจากรอบกู้ที่แล้วยังเหลือที่ 390,000 บาท ตอนนี้ยื่นกู้รอบใหม่ที่ 500,000 บาท ถ้าเงินกู้ผ่านทางสหกรณ์จะนำมาหักลบกับหนี้เดิม เหลือรับจริงที่ 110,000 บาท ถ้าครูตกลงก็เซ็นรับรองในหนังสือขอกู้ได้เลยค่ะ เซ็นทุกช่องที่ทำเครื่องหมายไว้นะคะ” ถึงแม้เ้าหน้าที่จะพูดเสียงไม่ดังนัก แต่เพราะสำนักงานตอนนี้มีคนมาใช้บริการน้อยจึงเงียบมากเป็พิเศษ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นจึงได้ยินคำพูดประโยคนั้นแบบชัดเต็มสองหู ยุภารู้สึกหน้าร้อนเห่อไปด้วยความอับอาย คนอื่นไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับสองพ่อลูกนั่นสิ! เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน พร้อมทั้งก่นด่าเ้าหน้าที่อยู่ในใจไม่หยุด ก่อนจะรีบหยิบปากกาเซ็นชื่อในช่องที่ทำเครื่องหมายเอาไว้ ไม่สนใจจะอ่านรายละเอียดใด ๆ อีก รีบทำจะได้รีบกลับ
"ผมมาปิดบัญชีเงินกู้ครับ” คำพูดเบาๆ ประโยคนี้ของกานต์ที่กำลังนั่งรับบริการอยู่ด้านข้าง ได้เสียดแทงเข้าไปในใจยุภาจนแทบกระอักเื เจ็บใจนัก! ลูกเก็บอย่างนายกานต์มีปัญญาหาเงินมาปลดหนี้ แต่เธอกลับต้องมายื่นกู้ทบต้นทบดอกอยู่แบบนี้ อยากจะลุกออกไปให้พ้น ๆ เสียเดี๋ยวนั้น ติดที่ต้องรอเ้าหน้าที่ทำสำเนาเอกสารให้เสร็จก่อน ติดนิสัยเช้าชามเ็ามกันเสียจริง สำเนาเอกสารแค่ไม่กี่ชุดใช้เวลาเป็ชาติ
"ครูกานต์ครับ ผมจำได้ว่าเพิ่งกู้ไปเมื่อสามเดือนก่อนนี้เอง ทำไมรีบมาปิดเร็วนักครับ ค่อย ๆ ทยอยจ่ายรายเดือนก็ได้ ยอดไม่เยอะเท่าไหร่” เ้าหน้าที่พูดคุยกับกานต์อย่างอารมณ์ดีระหว่างทำเื่ปิดบัญชีให้
"ตอนนี้พอจะมีเงินก้อนเก็บไว้บ้างแล้วครับ เลยรีบมาจ่ายหนี้ก่อนดีกว่า เป็หนี้แล้วมันรู้สึกหน่วง ๆ ที่ใจอยู่ตลอดเวลาน่ะครับ” แม้เสียงตอบกลับของกานต์จะค่อนข้างเบาและสุภาพมาก แต่เมื่อเข้ากระทบหูของยุภาแล้ว กลับรู้สึกว่าช่างเป็คำพูดที่โอ้อวดยกตนข่มท่านมากเสียจริง พอดีกับเ้าหน้าที่ยื่นสำเนาเอกสารให้ เธอจึงรีบกระชากเอามาไว้ในมือและผลุนผลันเดินออกไปโดยไม่ได้กล่าวลาใด ๆ ท่ามกลางสายตาที่มองตามไปอย่างงุนงงของคนในสำนักงาน
เมื่อออกจากสหกรณ์ออมทรัพย์แล้ว ทั้งสองพ่อลูกก็มุ่งตรงไปหาซื้อของที่ตลาด เื่ที่พบเจอกับยุภา พวกเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจและไม่ได้เอามาสนทนาพูดคุยกันด้วยซ้ำ ประหนึ่งว่าเจอกับคนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น สองพ่อลูกเดินซื้อของในตลาดกันอย่างสนุกสนาน พบเจออะไรก็น่าซื้อกลับไปฝากแม่ที่บ้านทั้งหมด พริบตาเดียวมือและแขนทั้งสองข้างของพ่อและลูกต่างเต็มไปด้วยของพะรุงพะรัง เมื่อจนปัญญาที่จะหิ้วเพิ่ม พวกเขาก็พากันเดินออกจากตลาดเพื่อไปขึ้นรถที่สถานีรถประจำทางที่อยู่ใกล้ ๆ กัน
แต่เมื่อถึงทางออกตลาด ทั้งสองก็พากันหยุดเดินอย่างกะทันหัน เหลียวมองไปที่ร้านด้านขวามือโดยพร้อมเพรียงกัน และหันมองสบตากันยิ้ม ๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลง สองพ่อลูกก็เดินหิ้วข้าวของที่มีอยู่เต็มมือเข้าไปในร้านนั้นทันที
บรรดาสร้อยสีทองเหลืองอร่ามที่แขวนโชว์อยู่บนตู้โชว์ซึ่งบุด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงช่างแวววาวสวยงามเป็อย่างมาก อนงค์กานต์ไล่ดูสร้อยที่ส่องประกายระยิบระยับนั้นอย่างมีความสุขขณะที่กำลังรอกานต์เลือกสร้อยคอให้แม่อยู่
"นิดว่าแม่จะชอบลายไหน” กานต์ตัดสินใจไม่ถูก ไม่ว่าเส้นไหนก็ดูสวยเหมาะกับภรรยาทั้งหมด จึงเลือกหันมาถามลูกสาวแทน
อนงค์กานต์มองสร้อยคอน้ำหนักหนึ่งบาทหลายลายที่วางเรียงอยู่บนตู้ สวย ๆ ทั้งนั้น เธอเองก็เลือกไม่ถูกเหมือนกัน “เอาแบบทน ๆ ค่ะให้แม่ใส่แขวนพระ”
เ้าของร้านได้ยินก็แนะนำสร้อยที่มีลายตันให้ สวยน้อยกว่าลายโปร่งหน่อย และเส้นเล็กกว่าลายโปร่งในน้ำหนักเดียวกัน แต่มีความคงทนมากกว่า สามารถสวมใส่ติดคอได้ทุกวัน กานต์เลือกตามคำแนะนำของเ้าของร้าน ทองหนึ่งบาทตอนนี้อยู่ที่ราคา 4,800 บาท มีค่ากำเหน็จอีก 100 บาท รวมที่จ่ายเป็ 4,900 บาท เมื่อเทียบกับราคาที่เจอในชาติที่แล้วราคามันถูกกว่าหลายเท่านัก ยิ่งถ้าเป็ทองแท่งที่ไม่มีค่ากำเหน็จด้วยแล้ว ขายหุ้นคราวหน้าควรกันเงินส่วนหนึ่งมาซื้อทองแท่งเก็บไว้น่าจะดี
"นิดอยากได้สักเส้นมั้ยลูก”
"ไม่อยากได้ค่ะ ยังไม่ได้ใส่ไปไหน ที่โรงเรียนก็ห้ามใส่เครื่องประดับด้วย” อนงค์กานต์ตอบแบบไม่คิดสักนิด อาจเพราะร่างกายนี้อายุยังน้อย ความรักสวยรักงามจึงยังไม่เกิด ซื้อไว้ตอนนี้ก็กลัวทำหายอีก รอโตอีกหน่อยถ้าอยากได้ค่อยซื้อดีกว่า
"งั้นไป กลับบ้านได้แล้ว แม่ชะเง้อรอแล้วมั้งตอนนี้” หลังจากนั้นสองพ่อลูกก็ไม่ได้แวะที่ไหนอีกตรงดิ่งขึ้นรถกลับบ้านทันที
"พี่ยุภา เข้าบ้านมาก็หงุดหงิดเลยนะ ไปเจออะไรมาล่ะ แล้ววันนี้ไม่ไปสอนเหรอ” อำภาเอ่ยทักพี่สาวและถามออกมาเป็ชุด เมื่อเห็นยุภาเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าบ้านมา
"อย่าเพิ่งถาม ร้อน หงุดหงิด! นังใจ!...นังใจ! อยู่ไหน! เห็นฉันเข้าบ้านมาก็รีบหาน้ำมาให้หน่อยสิ คนใช้สมัยนี้เป็อะไร ต้องให้นายวิ่งไปกราบมาให้รับใช้แล้วเรอะ!?" หลังจากกระแทกเสียงตอบน้องสาว ก็หันไปบ่นด่าคนงานที่บ้านอีกยืดยาวเพราะอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ข้างในยังหาที่ระบายไม่ได้
"อ่ะ..นี่...ดื่มดับอารมณ์ก่อน" ยื่นแก้วน้ำเย็นให้พี่สาวพร้อมโบกมือไล่คนงานในบ้านให้ออกไป "ไหนเล่ามาสิพี่ ไปเจอเื่อะไรมาถึงอารมณ์เสียขนาดนี้"
"ตอนไปยื่นเื่เงินกู้ที่สหกรณ์ ฉันเจอใครเธอรู้มั้ย นายกานต์กับลูกสาวสารเลวของมันน่ะสิ……….." พลางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ่สายแบบใส่สีตีไข่เพิ่มเข้าไปให้อำภาฟังอย่างออกรส "ถ้าเธอเห็นสายตาดูถูกของมันที่มองมา เธอก็จะโมโหแบบฉันนี่แหละ เจ็บใจนัก พอมีเงินเข้าหน่อยก็ทำท่าเป็เ้าใหญ่นายโต มองไม่เห็นหัวคน"
"แปลกนะพี่ มันไปได้เงินมาจากไหน ลำพังเงินเดือนครูบ้านนอกก็แค่สี่พันบาท เมียมันก็เป็แม่ค้าหาเช้ากินค่ำ ไม่น่าจะหาเงินมาปิดหนี้ได้ไวขนาดนั้น….?.....เล็กว่าเงินที่ได้มาต้องเป็เงินสกปรกแน่ ๆ" พร้อมเบะปากหยันอยู่ในที "ดีนะที่ไม่ยอมให้มันใช้นามสกุลเราต่อ ถ้าเื่แดงขึ้นมาชื่อเสียงเราป่นปี้หมด ไม่ได้! เล็กต้องไปเล่าวีรกรรมของมันให้พ่อกับแม่ฟังก่อน" ว่าแล้วก็กระวีกระวาดลุกเดินไปหานายอารักษ์และนางวัลภาที่หลังบ้าน โดยมียุภามองตามไปด้วยแววตาสมใจ ดี! ให้พ่อได้รับรู้ด้วย จะได้หาคนไปจัดการบีบหัวไอ้คนนอกคอกคนนั้นไม่ให้ชูหน้าผยองขึ้นมาอีก!!
อนงค์ยิ้มกว้างอย่างรู้ทันเมื่อเห็นสองพ่อลูกหิ้วของอยู่เต็มมือและแขนเดินเข้าบ้านมา เธอนึกแล้วไม่มีผิด ปล่อยไปกันเองสองคนเหมือนปล่อยเสือเข้าป่า คงซื้อของสนุกเลยสิ ไม่มีใครห้ามใครกันเลย ไม่รู้เดินหิ้วขึ้นรถโดยสารมาได้อย่างไร
"ซื้ออะไรมากันเยอะแยะพ่อลูก" พร้อมกับเดินเข้าไปช่วยหิ้วของที่อยู่ในมือลูกสาวและหันมาถามสามีต่อ "เื่เรียบร้อยหมดแล้วใช่มั้ยคะ" กานต์ยิ้มและพยักหน้ารับ ขณะเดินไปที่แคร่ใต้ถุนบ้าน และวางข้างของทั้งหมดไว้บนนั้น
"เรียบร้อยหมดแล้วจ้ะ หลังจากนั้นก็พานิดไปซื้อของที่ตลาดก่อนกลับ อะไรก็ดูน่าซื้อไปหมด อ้อ..นิด หาของที่ซื้อมาฝาก ทอง นวล และเพ็ญ ให้พ่อหน่อย ใกล้จะกลับบ้านกันแล้วมั้ง" ตอนนี้ก็เกือบสี่โมงเย็น น่าจะเตรียมของเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว อนงค์กานต์ง่วนหาอยู่สักพักก็ยื่นถุงทั้งหมดให้พ่อ "มีขนมกับเนื้อตากแห้ง ซื้อมาฝากทั้งสามคน นงช่วยแบ่งส่วนแยกถุงแล้วเอาไปให้พวกเขาด้วยนะจ๊ะ"
เมื่อทั้งสามคนคล้อยหลังออกจากบ้านไป ครอบครัวพ่อแม่ลูกก็ช่วยกันเอาของที่ซื้อมาทั้งหมดเก็บเข้าที่ก่อนเดินขึ้นบ้านไปพักผ่อน เมื่อถึงบนบ้าน กานต์ก็ยัดกล่องพลาสติกเล็ก ๆ กลม ๆ ใส่มือของอนงค์ "พี่และนิดซื้อมาฝากจ้ะ"
อนงค์แบมือออกเพื่อมองให้ชัดก่อนยกยิ้มขึ้น แม้เธอจะไม่เคยมีโอกาสเป็เ้าของมาก่อน แต่ทำไมจะไม่รู้ว่ากล่องพลาสติกกลมสีแดงกล่องนี้ใส่อะไรไว้ข้างใน ทั้งชีวิตเธอที่ผ่านมา มีเพียงแหวนนากวงเล็ก ๆ ที่กานต์มอบให้ในวันแต่งงานเท่านั้นที่เป็เครื่องประดับติดตัวที่มีค่า ซึ่งเธอได้สวมติดอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายตลอดไม่เคยถอดนับั้แ่แต่งงานมา
"ซื้อมาทำไมกันก็ไม่รู้ของแพงขนาดนี้" ปากก็พร่ำบ่นไปแต่การแสดงออกกลับตรงกันข้าม ดวงตาของอนงค์เปล่งประกายระยิบระยับ แสดงถึงความพึงพอใจและความดีใจอย่างเหลือล้น เธอหยิบสร้อยขึ้นมาสวมที่คอทันที พลางส่องกระจกยืนหมุนร่างไปซ้ายทีขวาทีเพื่อที่จะได้เห็นสร้อยทองที่สวมอยู่ให้ชัด กานต์และลูกที่ยืนมองอยู่ด้านข้างพากันยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วย ดั่งคนเขาว่าไว้ การที่ได้ทำให้คนที่เรารักมีความสุข มันทำให้เรามีความสุขมากกว่าอะไรทั้งหมด