บทที่ 40 น้ำบ้านข้าหวานเป็นพิเศษ (เปิดฟรี 30/08/2568)
เมื่อกล่าวจบ หนิงเวยก็ไม่รอให้เว่ยเหมิงตอบ รีบคว้าตัวต้าฮุยจากบ่าของเขาทันที ใครจะคิดว่าสุนัขตัวนี้จะหนักขนาดนี้ ด้วยกำลังของนางนั้นไม่พอ นางเกือบเสียหลักล้มลง
โชคดีที่เว่ยเหมิงคว้าแขนหนิงเวยไว้ได้ทัน ทำให้นางไม่ล้มลงไป เว่ยเหมิงกลั้นขำพลางกล่าว “เจ้าคิดว่าสุนัขตัวนี้ตัวเบาหรือไร ข้าแบกมันมาตลอดทางแทบตายอยู่แล้ว”
เห็นหนิงเวยมีสีหน้าเจื่อน เว่ยเหมิงจึงพูดขึ้นเอง “เอาเถอะ ไหนๆ ก็เหลืออีกไม่กี่ก้าวแล้ว ข้าจะช่วยอุ้มไปส่งให้ก็แล้วกัน” จากนั้นเขาก็มองไปยังหนิงเสี่ยงเสี่ยงพลางกล่าว “น้องชาย ข้ากับนายน้อยของข้าก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ส่วนเจ้าสุนัขตัวนี้จะรอดหรือไม่นั้น ก็สุดแล้วแต่ชะตาเถิด”
หนิงเสี่ยงเสี่ยงร้อนใจจนหยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอ เขารีบคว้าแขนเสื้อของหลิ่วชิงเฟิงไว้แน่น ไม่ยอมให้พวกเขาไป
“พี่ชาย ข้าสัญญากับพวกท่านแล้ว ข้าจะทำให้ได้! พี่สามของข้าบอกว่าคนเราต้องรักษาสัจจะ ส่วนพี่รองของข้า...นางพูดจาไม่ดีนัก ข้าขอให้พวกท่านอย่าถือสานางเลย”
“เสี่ยงเสี่ยง เจ้าไม่คิดจะฟังคำพูดของข้าแล้วหรือ” เพราะหนิงเสี่ยงเสี่ยงไม่อยู่ข้างหนิงเวย จึงทำให้นางมองเขาด้วยความไม่พอใจ ใครจะคิดว่าเด็กชายกลับแลบลิ้นทำหน้าล้อเลียนใส่ ก่อนจะรีบดึงมือหลิ่วชิงเฟิงกับเว่ยเหมิงเข้าไปในลานบ้าน
เดิมทีหลิ่วชิงเฟิงตั้งใจเพียงนำสุนัขมาส่งแล้วจะจากไป แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ลานบ้าน กลิ่นหอมของอาหารที่โชยมาตามลมก็ทำให้เขาหยุดชะงักไป กลิ่นนี้หอมเกินบรรยายจนก้าวขาไม่ออก
“พี่ชาย ช่วยวางต้าฮุยตรงนี้ก่อน ข้าจะไปหาสมุนไพร” หนิงเสี่ยงเสี่ยงกล่าวพลางรีบวิ่งเข้าบ้าน ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับกองฟางในอ้อมแขน เขาวางมันลงกับพื้นอย่างเก้ๆ กังๆ ก่อนจะพยายามจัดให้เป็นที่นอน
เว่ยเหมิงเห็นดังนั้นก็เข้ามาช่วย นำฟางมาปูให้เรียบร้อย ก่อนจะอุ้มต้าฮุยไปวางลงบนนั้นให้นอนอย่างสบายขึ้น
หนิงเสี่ยงเสี่ยงรู้สึกขอบคุณเว่ยเหมิงมาก จึงกล่าวขอบคุณเสียงหนักแน่น จากนั้นนึกขึ้นได้ว่าน้ำในบ้านมีความชุ่มชื่นและช่วยเพิ่มพลังได้ดีนัก ตอนที่เขาเหนื่อยล้า พอได้ดื่มน้ำในบ้านก็มีกำลังขึ้นมาในทันที เขาจึงรีบตักน้ำมาให้ต้าฮุยดื่ม
ระหว่างที่จับปากของต้าฮุยเพื่อช่วยป้อนน้ำ เด็กชายกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ต้าฮุย เราถึงบ้านแล้วนะ รีบดื่มน้ำเถอะ น้ำนี้หวานอร่อยนัก ดื่มแล้วเจ้าจะมีกำลังขึ้นมา”
ต้าฮุยหมดเรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง แม้หนิงเสี่ยงเสี่ยงจะพยายามป้อนน้ำให้ แต่มันก็กลืนไปได้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งไหลออกจากมุมปาก
เมื่อน้ำหมด ต้าฮุยก็ยังคงนอนแน่นิ่ง ไม่แม้แต่จะเงยหัวขึ้นมา
หนิงเสี่ยงเสี่ยงเห็นว่าหลิ่วชิงเฟิงกับเว่ยเหมิงคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย จึงตักน้ำใส่กระบวยแล้วยื่นให้เขา “พี่ชาย ท่านลองดื่มน้ำบ้านข้าดูเถิด น้ำบ้านข้าหวานเป็นพิเศษ อร่อยมากเลย”
เมื่อได้ยินคำพูดของหนิงเสี่ยงเสี่ยง เว่ยเหมิงก็เหลือบมองหลิ่วชิงเฟิงผาดหนึ่ง พลันนึกถึงสิ่งที่ตนเคยเห็นบนภูเขาในวันนั้น ดวงตาพลันฉายแววครุ่นคิดออกมา มันเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาจ้องไปยังกระบวยน้ำในมือของหลิ่วชิงเฟิง
หลิ่วชิงเฟิงลังเลอยู่เล็กน้อย แต่เดิมเขาไม่คิดจะดื่มน้ำเย็น เพราะว่าในฤดูหนาวเช่นนี้ การดื่มน้ำเย็นย่อมไม่ใช่เรื่องดี อีกทั้งเขาไม่เคยมีนิสัยดื่มน้ำดิบมาก่อน
“นายน้อย ข้าน้อยดื่มก่อนก็ได้!” เว่ยเหมิงเห็นว่าหลิ่วชิงเฟิงยังลังเล จึงตัดสินใจอาสาดื่มก่อน หากว่าน้ำนี้มีอะไรพิเศษจริง อาการป่วยของนายน้อยอาจมีความหวังขึ้นมาได้
เว่ยเหมิงไม่รอให้หลิ่วชิงเฟิงตอบตกลง แต่คว้ากระบวยน้ำจากมือของเขาแล้วกระดกดื่มเข้าไปทันที
สดชื่นจริงๆ! เขาคิดในใจ
เดิมทียังนึกว่าน้ำนี้คงเย็นจัด แต่ใครจะคิดว่าน้ำนี้กลับอุ่นกำลังดี รสชาติหวานละมุนอย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญที่สุดคือพอเข้าสู่ร่างกาย ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วท้อง เดิมทีเขารู้สึกอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง แต่ทันทีที่น้ำไหลผ่านลงไป ในพริบตาเดียวร่างกายก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีพลังขึ้นมา เว่ยเหมิงรู้สึกยินดีในใจ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคาดเดาจะเป็นจริง น้ำของบ้านเจ้าเด็กหนิงเสี่ยงเสี่ยงนี้แตกต่างจากน้ำทั่วไปอย่างสิ้นเชิง!
เว่ยเหมิงรีบวิ่งกลับไปที่ห้องครัว ตักน้ำจากโอ่งใหญ่มาหนึ่งกระบวยเต็ม แล้วรีบยื่นให้หลิ่วชิงเฟิง พลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น “นายน้อย น้ำนี้ดีจริงๆ ท่านลองชิมดูเถิด”
หลิ่วชิงเฟิงเห็นเขาพยักหน้าหงึกๆ อย่างมีนัยบางอย่าง จึงรับกระบวยมาแล้วลองจิบเพียงเล็กน้อย ใครจะคาดคิดว่าเพียงแค่จิบเดียว เขากลับไม่อาจหยุดได้ ต้องดื่มรวดเดียวจนหมดกระบวย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “เสี่ยงเสี่ยง น้ำที่บ้านเจ้าช่างหอมหวานยิ่งนัก เจ้าเอาน้ำนี้มาจากไหนกัน”
“น้ำจากธารน้ำบนภูเขาด้านหลัง มีให้ตักตลอด” หนิงเวยคว้ากระบวยไปจากมือของเขาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินเข้าไปหาสมุนไพรในห้อง
เว่ยเหมิงรู้ว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยงคุยง่ายกว่า จึงหันไปถามเรื่องแหล่งน้ำของพวกเขา เมื่อได้ยินว่ามาจากธารน้ำบนภูเขาด้านหลัง ก็ตกใจไม่น้อย
หนิงเวยเข้าไปในห้อง ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมตะกร้าใบหนึ่ง ด้านในเต็มไปด้วยสมุนไพรที่แห้งเหี่ยวเกือบหมดแล้ว “สมุนไพรทั้งหมดอยู่นี่ แต่ข้าไม่รู้ว่าต้องให้ต้าฮุยกินสมุนไพรชนิดใดบ้าง”
“ข้าขอดูหน่อย” หลิ่วชิงเฟิงรับตะกร้ามา แล้วเริ่มตรวจดูสมุนไพรทีละชนิด ในที่สุดก็เลือกบางอย่างออกมา ก่อนจะสั่งเว่ยเหมิงว่า “บดสมุนไพรเหล่านี้ให้ละเอียด แล้วค่อยนำไปโปะให้ต้าฮุย ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับตัวมันแล้ว”
ขณะที่หลิ่วชิงเฟิงกล่าว ก็เหลือบมองต้าฮุยแวบหนึ่ง จึงพบว่าอาการของมันดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากดื่มน้ำไป ตอนนี้หัวของมันไม่ได้ตกลงมาตลอดเหมือนก่อนหน้า และยังสามารถเงยหัวขึ้นมาได้แล้ว
หนิงเสี่ยงเสี่ยงถือถังไม้ใบหนึ่ง ตักน้ำอุ่นมาช่วยล้างบาดแผลให้ต้าฮุย เขาไม่ได้สนใจรอยเลือดบนร่างกายของตนเองเลย โชคดีที่บาดแผลของเขาเป็นเพียงรอยขีดข่วนที่มือเท่านั้น ส่วนอื่นไม่มีบาดแผลใหญ่ มีเพียงรอยฟกช้ำบนตัวและใบหน้าเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าเหมือนหลิ่วชิงเฟิงจะมีความรู้ทักษะวิชาแพทย์ หนิงเวยจึงไม่ได้พูดอะไร เพียงดูอยู่ข้างๆ ว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง พลางมองออกไปด้านนอกก่อนจะบ่นเบาๆ “หนิงลั่วก็เหลือเกิน ทำไมถึงยังไม่กลับมาอีก”
“หนิงลั่วคือใครหรือ” หลิ่วชิงเฟิงหันไปถามหนิงเสี่ยงเสี่ยง
สำหรับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ หนิงเสี่ยงเสี่ยงเชื่อใจอย่างเต็มที่ จึงไม่ปิดบังอะไรเลย “พี่ชาย ท่านชื่ออะไรหรือ พวกเรารู้จักกันมาตั้งนานแล้ว แต่พวกท่านยังไม่บอกชื่อให้ข้ารู้เลย หนิงลั่วคือพี่สาวคนที่สามของข้า ส่วนคนนี้คือพี่สาวคนรองชื่อหนิงเวย ข้ายังมีพี่สาวคนโตอีกคน นางชื่อหนิงฉยง”
“ที่แท้พวกเจ้าเป็นพี่น้องสี่คน เช่นนั้นเหตุใดจึงมีเพียงพวกเจ้าอยู่ที่บ้าน แล้วบิดามารดาของพวกเจ้าเล่า” หลิ่วชิงเฟิงถาม
“เสี่ยงเสี่ยง! เจ้าอย่าคิดว่าพวกเขาช่วยเจ้าแล้วจะเป็นคนดี หากเจ้ายังไว้ใจคนง่ายเช่นนี้ วันหนึ่งเจ้าอาจถูกขายไปโดยไม่รู้ตัว!”
หนิงเวยกล่าวพลางหันไปมองหลิ่วชิงเฟิงด้วยสายตาเย็นชา “ไม่ทราบว่าเจ้าสนใจเรื่องราวของบ้านข้าด้วยเหตุใด พวกเจ้าไม่ได้อยากลองชิมเนื้อของพวกเราหรอกหรือ เช่นนั้นข้าจะทำให้พวกเจ้ากิน กินเสร็จแล้วก็เชิญออกไปเสีย”
“นายน้อย?” เว่ยเหมิงเห็นท่าทีแข็งกร้าวของหนิงเวยก็รู้สึกไม่พอใจนัก เขาหันไปมองหลิ่วชิงเฟิง เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายต้องการจะออกจากบ้านหลังนี้หรือไม่
คาดไม่ถึงว่าหลิ่วชิงเฟิงกลับเดินตามหนิงเวยเข้าไปในครัว “ได้สิ ในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนั้น ข้าก็จะลองชิมดูหน่อยก็แล้วกัน”
เตาในครัวจุดไฟไว้อยู่ก่อนแล้ว หนิงเวยจึงใช้เวลาอุ่นอาหารไม่นาน น้ำแกงกระดูกยังร้อนอยู่ ในตู้กับข้าวก็ยังมีลูกชิ้นซานเย่าที่หนิงลั่วทำไว้
หนิงเวยลงมือทำน้ำเชื่อมหวานอย่างคล่องแคล่ว แม้จะไม่แน่ใจว่าฝีมือตนจะสู้ฝีมือของหนิงลั่วได้หรือไม่ แต่เพราะเคยเห็นน้องสาวทำทุกขั้นตอนกับตาตนเอง รสชาติก็คงไม่ต่างกันมากนัก จากนั้นนางจึงอุ่นต้มเครื่องในกับหมูเกาลัด “ของมีไม่มาก หากไม่รังเกียจ ก็เชิญพวกเจ้าลิ้มลองได้ตามสบาย”
“ไม่เป็นไร ก็แค่ลองชิมดูเท่านั้น” หลิ่วชิงเฟิงกล่าว
เมื่อเห็นเนื้อที่เสียบอยู่บนไม้ไผ่ หลิ่วชิงเฟิงหยิบขึ้นมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “นี่หรือคือเนื้อตัวอ้นที่เสี่ยงเสี่ยงพูดถึง”
หนิงเวยถึงกับหมดแรง คิดไม่ถึงว่าเสี่ยงเสี่ยงจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้หลิ่วชิงเฟิงฟัง จึงเหลือบมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ใช่แล้ว นี่คือเนื้อตัวอ้น เจ้ากล้ากินหรือไม่ ข้าว่าคุณชายอย่างพวกเจ้าคงไม่กล้ากินเนื้อตัวอ้นหรอก มีแต่คนจนเช่นพวกเราที่ไม่มีอะไรจะกิน ถึงต้องกินสิ่งเหล่านี้”
“มิใช่ๆ ตัวข้านั้นเรื่องกินไม่เคยเลือกมากนัก ขอเพียงอร่อย ข้าล้วนยินดีลิ้มลอง” กล่าวจบ หลิ่วชิงเฟิงก็หยิบเนื้อตัวอ้นเสียบไม้ขึ้นมา แล้วนำไปอังกับไฟเพื่อย่างต่ออีกเล็กน้อย
เดิมทีเนื้อตัวอ้นก็ถูกปรุงจนสุกแล้ว เพียงนำไปอังไฟอีกนิด กลิ่นหอมก็พลันโชยออกมา กลิ่นนั้นแตกต่างจากเนื้อกระต่ายกับเนื้องู แต่ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ชวนให้คนอยากลิ้มลอง
“หอมจริงๆ!” เว่ยเหมิงที่เดิมทีรู้สึกขยะแขยงกับเนื้อตัวอ้น ยังอดไม่ได้ที่จะหันมามองหลิ่วชิงเฟิงที่กำลังย่างมันอยู่
หลิ่วชิงเฟิงเป็นนักชิมตัวยง แม้จะอายุยังน้อย แต่ก็รู้จักอาหารดีไม่น้อยเลย นัยน์ตาของเขาจ้องมองเนื้อตัวอ้นอย่างตาไม่กะพริบ ขณะเดียวกันเสียงน้ำแกงที่กำลังเดือดปุดๆ ในหม้อบนเตาก็ดังขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นน้ำแกงอะไร แต่กลิ่นหอมโชยออกมาจนเขาน้ำลายสอ
“หม้อนี้กินได้หรือยัง?” เดิมทีหลิ่วชิงเฟิงไม่ได้รู้สึกหิวมากนัก แต่พอเข้ามาในครัวเล็กๆ แห่งนี้ เห็นอาหารน่ากินมากมาย ท้องของเขาก็เริ่มร้องขึ้นมาทันที รู้สึกหิวจนแทบทนไม่ไหว
เมื่อเห็นท่าทางของหลิ่วชิงเฟิงที่ดูเหมือนคนอดอยากมาแต่ชาติปางก่อน ทั้งที่เป็นคุณชายจากตระกูลร่ำรวย แต่กลับทำตัวราวกับไม่เคยเห็นเนื้อมาก่อน หนิงเวยก็อดรู้สึกว่าเขาช่างน่าขันและน่ารักไปพร้อมๆ กัน “พอแล้ว แต่อย่าลืม ข้าขอเตือนเจ้าก่อน กินช้าๆ หน่อย ยังร้อนอยู่”
“ไม่เป็นไรๆ” หลิ่วชิงเฟิงยิ้มกว้างราวกับเด็กที่ได้รับของขวัญ รีบรับตะเกียบและถ้วยน้ำแกงจากหนิงเวย ก่อนจะคีบเนื้อเข้าปากทันที
ใครจะคิดว่าในต้มเครื่องในหมูนี้ หนิงลั่วใส่พริกลงไปด้วย หลิ่วชิงเฟิงปกติแทบไม่กินของเผ็ดเลย พอเข้าปากไปคำแรกก็เผ็ดจนแทบขาดใจ แต่กระนั้นเขาก็ไม่อยากหยุดกิน พอกินไปได้ครึ่งถ้วย ดวงตาของเขาก็เริ่มแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า เหงื่อผุดเต็มใบหน้า
“ฮ่าๆ เจ้ายังจะร้องไห้อีกหรือ! ไม่ต้องซาบซึ้งถึงเพียงนั้น ก็แค่เนื้อเล็กน้อยเท่านั้น” หนิงเวยกล่าว
ตอนนี้หลิ่วชิงเฟิงเผ็ดจนพูดไม่ออก ได้แต่โอดครวญ “ร้อน! เผ็ด!” น้ำเสียงอู้อี้ออกมาเป็นระยะ ทำให้หนิงเวยถึงกับหัวเราะจนท้องแข็ง เมื่อเห็นเขาอยู่ในสภาพเช่นนี้ นางรู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย
ในที่สุด หนิงเวยก็เกิดความเมตตาขึ้นบ้าง นางยกถ้วยลูกชิ้นซานเย่ามาให้หลิ่วชิงเฟิง
ความหวานช่วยบรรเทาความเผ็ดได้ดี หลังจากที่หลิ่วชิงเฟิงดื่มเข้าไป อาการร้อนลิ้นก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “หืม? ลูกชิ้นในน้ำแกงนี้ไม่ได้ทำจากเนื้อหรอกหรือ รสสัมผัสนุ่มละมุน กรอบนอกนุ่มใน ข้าเดาไม่ออกเลยว่าทำจากอะไร ดูเหมือนไม่ใช่เนื้อสัตว์”
หนิงเวยเห็นว่าในที่สุดเจ้าคนเจ้าเล่ห์นี่ก็เจอสิ่งที่เดาไม่ออก จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อย นางเชิดหน้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ “ไม่รู้ก็ดีแล้ว เพราะนี่เป็นสูตรลับของพวกข้า!”
“ให้เวลาข้าหน่อย ข้าต้องคิดออกแน่!” หลิ่วชิงเฟิงกล่าวด้วยสีหน้ามุ่งมั่น