ตอนที่ 26 :คนที่ถามถึงสมุด
่สายรถทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดใกล้โกดังของหน่วยผลิต
เสียงเครื่องยนต์ทำให้หลายคนเงยหน้า
หลินซูเหยามองเพียงครั้งเดียว
ลู่ชิงเหอลงจากรถพร้อมทหารอีกนายแล้วเดินตรงเข้าโกดังโดยไม่แวะมาที่ลานคัดของ
เธอก้มหน้าทำงานต่อ
กองพืชที่แยกไว้เมื่อวานยังต้องตรวจอีกครั้งก่อนคนรับของจะมารับ่บ่าย
หญิงที่ทำงานข้างกันหยิบกำหนึ่งขึ้นมา
“อันนี้ล่ะ”
หลินซูเหยาบีบก้าน
“แห้งแล้วค่ะวางกองนี้ได้”
“อีกหน่อยฉันคงไม่ต้องถามเธอแล้ว”
“ดีสิคะฉันจะได้ทำอย่างอื่น”
“คิดจะหนีงานจริงๆ ด้วย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นเล็กน้อย
อีกด้านหนึ่งของลานลู่ชิงเหอกำลังดูใบส่งของสามชุดบนโต๊ะไม้
เ้าหน้าที่ท้องถิ่นชี้เส้นทางบนแผนที่
“รถคันนี้ออกหลังเที่ยงครับ”
“ถึงคลังกี่โมง”
“เกือบเย็น”
ลู่ชิงเหอไล่ดูเวลา
“ระยะทางไม่ถึงสองชั่วโมง”
“ครับ”
“รถเสียหรือเปล่า”
“ไม่มีรายงาน”
“เปลี่ยนคนขับ?”
“ไม่มีครับ”
ชายหนุ่มใช้นิ้วแตะเส้นทางหลักก่อนเลื่อนไปหยุดบนทางเก่าซึ่งอ้อมผ่านด้านนอกหนานซาน
“ทางนี้ยังใช้ไหม”
“บางครั้งครับแต่ถ้าไปคลังด้านตะวันออก ไม่จำเป็ต้องอ้อม”
ลู่ชิงเหอมองอยู่อีกครู่
“ขอใบส่งของย้อนหลังสิบวัน”
“ครับ”
เขาไม่ได้สรุปว่าเวลาที่หายไปหมายถึงอะไร
เพียงเก็บข้อสงสัยเพิ่มอีกหนึ่งข้อ
่เที่ยงหลินซูเหยานั่งกินข้าวตรงกำแพงกันลม
วันนี้ในชามยังเป็อาหารธรรมดาที่คนอื่นเห็นได้
โจ๊กข้าวฟ่างข้นขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน
มันเทศครึ่งหัว
และไข่ต้มครึ่งฟองที่เธอทำทีเดียวจากบ้าน
ป้าเจิ้งเหลือบมองแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
“ในที่สุดก็รู้จักกิน”
หลินซูเหยายิ้ม
“่นี้หิวเร็วขึ้นค่ะ”
“นั่นแหละดีแปลว่าร่างกายกำลังฟื้น”
เธอกำลังกินก็เห็นรองเท้าทหารคู่หนึ่งหยุดตรงหน้า
“ผู้พัน”
ลู่ชิงเหอมองชามในมือเธอ
“วันนี้ดีกว่าสองวันก่อน”
หลินซูเหยาชะงักนิดหนึ่ง
“ผู้พันยังจำด้วยหรือคะว่าฉันกินอะไร”
“จำได้ว่าเมื่อก่อนแทบไม่มีอะไรให้จำ”
เธอเกือบหัวเราะ
“ตอนนี้มีไข่แล้วค่ะ”
“เห็นแล้ว”
“ถ้าอีกสองวันมีเนื้อผู้พันจะตรวจด้วยไหมคะ”
ลู่ชิงเหอมองเธอหนึ่งวินาที
“ถ้ามีจริงก็ดี”
คำตอบเรียบมาก
แต่หลินซูเหยากลับรู้สึกเหมือนถูกคนแปลกหน้าคนหนึ่งดูแลโดยไม่้าอะไรตอบแทน
ชายหนุ่มถามต่อ
“บ้านเป็อย่างไร”
“อยู่ได้แล้วค่ะ”
“คั่ง?”
“เมื่อคืนไม่ดับแล้ว”
ลู่ชิงเหอพยักหน้า
หลินซูเหยามองเขา
“ผู้พันจะตรวจั้แ่ประตูไปถึงคั่งเลยหรือคะ”
“ถามเฉยๆ”
“อย่างนั้นฉันก็รายงานว่าทุกอย่างยังอยู่ครบค่ะ”
มุมปากชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย
ก่อนเดินไปหลินซูเหยาเรียกไว้
“ผู้พัน”
เขาหันมา
“ขอบคุณเื่ประตูค่ะ”
“เพิ่งนึกได้?”
“ฉันขอบคุณช้าไม่ได้แปลว่าลืมค่ะ”
“ผมก็ไม่ได้รีบทวง”
พูดจบก็เดินต่อ
หลินซูเหยาก้มกินข้าว
หญิงข้างๆ ใช้ศอกสะกิด
“ผู้พันมาถามคั่งบ้านเธอทำไม”
เธอสำลักเกือบจะทันที
“เขาเป็คนซ่อมประตูค่ะ”
“ฉันยังไม่ได้ถามเื่ประตู”
เสียงหัวเราะดังขึ้น
หลินซูเหยาตัดสินใจกินต่อโดยไม่ตอบ
แก้มรู้สึกร้อนขึ้นนิดหนึ่ง
เธอไม่แน่ใจว่าเพราะโจ๊กหรือเพราะเสียงหัวเราะรอบวง
่บ่ายคนรับของมาถึง
ของที่แยกไว้ถูกชั่งต่างหาก
ยังไม่มีราคาใหม่
แต่ชายคนนั้นยอมรับว่ากองนี้สูญเสียน้อยกว่าและสะอาดกว่ากองปกติ
“ถ้ารอบหน้าทำได้เท่านี้ฉันจะคุยกับคนของสหกรณ์ให้”
ประโยคนั้นทำให้หญิงสองคนข้างหลินซูเหยาตาโต
“ได้ยินไหม”
หลินซูเหยาพยักหน้า
“ได้ยินค่ะ”
“งั้นเราทำต่อ?”
“ทำต่ออีกหนึ่งรอบ”
“ทำไมแค่หนึ่ง”
“เพราะยังไม่มีใครบอกว่าจะได้เงินเพิ่มจริงๆ ค่ะ”
คนรอบข้างหัวเราะอีกครั้ง
แต่คราวนี้เสียงหัวเราะมีความตื่นเต้นปนอยู่
สำหรับหลินซูเหยานี่เป็เพียงการทดลองเล็กมาก
แต่เป็ครั้งแรกั้แ่ข้ามมาที่ความรู้จากชีวิตก่อนเริ่มสร้างสิ่งที่จับต้องได้โดยไม่ต้องนำของจากห้างออกมาขาย ไม่ต้องพึ่งตลาดมืดและไม่ต้องเสี่ยงให้ใครถามว่าของมาจากไหน
เธอชอบความรู้สึกนี้
หลังเลิกงานหลินซูเหยาเดินกลับบ้านช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย
แดดเย็นตกบนหลังคาบ้านอิฐ
มองจากไกลๆ บ้านยังเก่า
กำแพงบางส่วนยังต้องซ่อม
ลานยังโล่ง
แต่เธอกลับรู้สึกพอใจทุกครั้งที่เห็นมัน
คืนนี้ว่าจะกินปลา
ความคิดแรกหลังทำงานหนักไม่ใช่เื่พ่อไม่ใช่ปักกิ่ง ไม่ใช่หนี้ปลอม
เป็ปลา
หลินซูเหยาหัวเราะกับตัวเอง
ดูเหมือนร่างกายกำลังฟื้นจริงๆ
คนหิวเป็เื่ดี
แต่ตรงหัวถนนมีคนยืนอยู่ข้างกำแพง
หลินต้าจวง
รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันที
เธอเห็นเขาก่อนอีกฝ่ายจะเรียก
ทั้งสองไม่ได้พูดกันตามลำพังั้แ่วันที่ส่งมอบบ้าน
ใบหน้าของชายวัยกลางคนยังตึงทุกครั้งที่เห็นเธอ
ไม่แปลก
เขาเสียบ้านที่ยึดไว้
ถูกพักหน้าที่จดคะแนนแรงงาน
และต้องย้ายข้าวของออกต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
หลินซูเหยาไม่ได้คิดจะหยุด
แต่เสียงของเขาดังขึ้น
“หลินซูเหยา”
เธอจึงหยุด
ไม่ได้เดินเข้าไปหา
“มีอะไรคะ”
หลินต้าจวงมองตะกร้าบนหลังเธอแล้วกวาดสายตาไปตามถนนเหมือนเช็กว่าไม่มีใครอยู่ใกล้เกินไป
“ของของจิ้นกั๋วที่คืนให้เธอ...มีสมุดหรือกระดาษเก่าอยู่ด้วยหรือเปล่า”
หลินซูเหยาไม่ตอบทันที
คนในหมู่บ้านถามเื่โต๊ะ
ถามของใช้ของแม่
ถามว่าของคืนครบหรือไม่
ไม่มีใครถามถึงสมุด
ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าในหีบมีสมุดอยู่จริง
“ทำไมลุงถึงถามเื่สมุดของพ่อฉันคะ”
หลินต้าจวงหน้าตึงขึ้นทันที
“ฉันจะตามของคนตายไปทำไม”
“ฉันก็เลยถามค่ะ”
“อย่าทำเป็พูดดี”
น้ำเสียงเขาแข็ง
“ได้บ้านคืนแล้วคิดว่าจะขุดเื่เก่าอะไรขึ้นมาก็ได้หรือ”
หลินซูเหยามองเขานิ่งๆ
“ฉันยังไม่ได้พูดเลยว่าจะขุดเื่อะไร”
อีกฝ่ายชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที
เพียงพอแล้ว
เธอถามต่อ
“แล้วทำไมลุงถึงสนใจว่าพ่อเคยเขียนอะไรไว้คะ”
“ฉันก็แค่ถาม!”
เสียงดังขึ้นจนคนไกลๆ หันมอง
หลินต้าจวงรีบลดเสียง
“ฉันแค่เตือนของเก่าบางอย่างเขียนไว้นานแล้ว คนตายจะเขียนอะไรไว้ก็ใช่ว่าจะจริงทั้งหมด”
“อย่างนั้นหรือคะ”
“ใช่”
“แต่ฉันยังไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าพ่อมีสมุด”
ความเงียบตกลงระหว่างสองคน
ใบหน้าหลินต้าจวงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลินซูเหยาไม่ไล่ถาม
ไม่จำเป็
ยิ่งถามคนตรงหน้าอาจตั้งหลักได้เร็วขึ้น
เธอขยับสายตาไปทางบ้าน
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวค่ะ”
“เดี๋ยว—”
หลินซูเหยาหยุดแต่ไม่หันกลับ
หลินต้าจวงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดเสียงต่ำ
“อย่าเชื่อทุกอย่างที่จิ้นกั๋วเขียน”
คราวนี้เธอหันกลับมามอง
“ลุงรู้หรือคะว่าพ่อเขียนอะไร”
ชายวัยกลางคนเม้มปาก
แล้วเดินจากไป
หลินซูเหยายืนอยู่ที่เดิมอีกครู่
ก่อนเดินกลับบ้าน
เมื่อประตูปิดลงเสียงกลอนดังคลิก
เธอวางตะกร้า
ความอยากกินปลายังอยู่
และเธอไม่คิดจะปล่อยให้หลินต้าจวงทำลายมื้อเย็นของตัวเอง
หลินซูเหยาเข้าไปในห้างหยิบเนื้อปลานึ่งชิ้นเล็กออกมา อุ่นกับขิงและต้นหอมที่หาได้จากบ้านกินกับข้าวฟ่างร้อน ๆ
อาหารอร่อยไม่ได้ทำให้คำถามหายไป
แต่ทำให้เธอมีแรงคิด
หลังล้างชามเธอนั่งลงตรงโต๊ะของพ่อ
วันนี้มีสองเื่ขยับไปข้างหน้า
ของที่คัดแยกเริ่มพิสูจน์ว่าคุณภาพต่างกันจริง
และหลินต้าจวง—
กำลังสนใจความเป็ไปได้ว่าพ่ออาจทิ้งสมุดหรือกระดาษบางอย่างไว้ทั้งที่เธอไม่เคยเปิดเผยของในหีบ
หลินซูเหยามองชื่อที่สลักบนขอบโต๊ะ
หลินจิ้นกั๋ว
คนอื่นอาจสนใจว่าพ่อเหลือของอะไรไว้
แต่หลินต้าจวงไม่ได้ถามถึงเงิน
ไม่ได้ถามถึงของมีค่า
เขาถามเพียงว่า
คนตายเคยเขียนอะไรเอาไว้