“ท่านแม่ทัพ ได้โปรด ฟังข้าก่อนข้าก่อนมันไม่ได้เป็แบบที่ท่านคิด รอข้าก่อนท่านอย่าทำแบบนี้ ท่านแม่ทัพ...ไม่ ท่านอย่าพึ่งไป ฮือๆ”.
ร่างบางของหญิงสาวนางหนึ่งร่ำไห้ มองตามเื้ัของชายรูปร่างสูงสง่าร่างหนึ่งที่กำลังเดินจากไป นางพยายามที่จะวิ่งไล่ตามเพื่อที่จะได้เอ่ยบอกความในใจแต่กลับเหมือนมีกำแพงบางอย่างกั้นกลาง นางไว้
“ท่านแม่ทัพในใจของข้ามีแต่ท่าน ท่านได้ยินหรือไม่ ได้โปรดให้โอกาสข้าได้อธิบายก่อน ท่านแม่ทัพ” หญิงสาวพยายามะโร้องเรียกแต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว ร่างสูงหายไปเื้ัม่านหมอกเสียแล้ว
หญิงสาวนั่งลงอย่างหมดแรง เธอยังคงมองไปยังตำแหน่งที่ร่างแกร่งเลือนหายไป
“ท่านแม่ทัพ ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติข้าจะชดใช้ให้ท่านไม่ว่าจะต้องแลกกับสิ่งใดก็ตาม ข้าจะตามหาท่านให้เจอ ไม่ว่าสิ่งใดจะแตกสลายไป ข้าจะประกอบมันกลับมาด้วยมือของข้าเอง” เธอเอ่ยออกมา
“์และท่านเทพเบื้องบนได้โปรดฟังข้า โปรดให้โอกาสข้าไปแก้ไขข้อผิดพลาดนี้ด้วย ข้ายอมแลกทุกอย่างที่ข้าบำเพ็ญเพียรมาเพื่อแลกกับโอกาสได้กลับไปแก้ไขสิ่งนี้ด้วยเถิด” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างแน่วแน่กับ์เบื้องบน
ฉับพลันก็บังเกิดแสงสว่างวาบพุ่งตรงไปยังร่างของหญิงสาว เมื่อแสงดับหายไปที่ตรงนั้นก็เหลือเพียงความว่างเปล่า...
ยุคปัจจุบัน
วิมลิน สาวน้อยร่างท้วมอายุ 27ปี ผู้เป็หนอนหนังสือตัวยง เธอเป็เพียงพนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่งในบริษัท ไอที ชื่อดังที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันอยากจะได้เข้าไปทำงานในนั้น จากความมีชื่อเสียงเื่สวัสดิการ และค่าตอบแทนที่สูงลิ่วเกินกว่าบริษัทอื่นๆ ในสนามเดียวกัน มองจากภายนอกคนอื่นๆ มักมองว่าชีวิตเธอคงจะตื่นเต้นโลดโผน มีความท้าทายอยู่ทุกวัน จากภาพลักษณ์ของบริษัทที่เน้นการสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ
แต่ความจริงวิมลินมีชีวิตที่เรียบง่ายกว่าที่ใครๆ คิด เธออยู่ในแผนกวิจัยและเก็บข้อมูลเื่ราวต่างๆ ไว้ในระบบ เพื่อเป็ฐานข้อมูล ให้กับบริษัท เธอต้องตื่นเช้า ใช้เวลาผ่าฟันการจราจรที่ติดขัดทุกวันในเมืองหลวง มาถึงออฟฟิศ ก็แวะซื้อกาแฟเ้าประจำ และหลังจากนั้นก็จะแหวกว่ายอยู่ในโลกไซเบอร์ เพื่ออัปเดต ค้นหาข้อมูลใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน เรียบเรียงแยกแยะประเภทหมวดหมู่ ก่อนที่จะจัดเก็บลงในแฟ้มข้อมูล เพื่อส่งต่อให้กับแผนกอื่นต่อไป
วิมลินชอบงานนี้ที่แม้ว่าคนอื่นจะมองว่ามันน่าเบื่อ แต่กับเธอ เธอรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอข้อมูลใหม่ๆ เหมือนการค้นเจอสมบัติในมหาสมุทรข้อมูลที่มีล้นแทบจะล้นโลกในปัจจุบัน เธอชอบความสงบเงียบในการทำงาน มันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยยามได้อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง
แต็ก...แต็ก...แต็ก . เสียงกดคีย์บอร์ดดังขึ้นรัวๆ ก่อนที่เธอจะกดบันทึกและจบภารกิจของวันนี้
วิมลินดันแว่นตาที่สวมอยู่ขึ้นเล็กน้อย ส่องกระจกเล็กๆ ข้างโต๊ะก่อนที่จะเตรียมตัวกลับบ้าน ตัวเธอไม่สูงมากนัก ผิวขาว อวบเล็กน้อย ใบหน้าเกลี้ยงเกลามองดูแล้วสบายตาแต่ก็ไม่ได้โดดเด่นเป็ที่ดึงดูด เธอสวมแว่นกรอบใสที่ตอนนี้เลนส์ค่อนข้างหนาแล้ว เพราะนอกจากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันแล้ว งานอดิเรกหลักของเธอคือการอ่านหนังสือและนิยาย เธอไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมโลดโผนมากนัก เนื่องจากมีโรคประจำตัวเป็หอบหืด และโรคหัวใจมาั้แ่เด็ก วิมลินสวมชุดที่ปิดแทบทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็เสื้อแขนยาว และกระโปรงที่ยาวจบเกือบถึงข้อเท้า เธอจึงเหมือนเด็กเนิร์ด ที่เพื่อนๆ ในบริษัท แซวเล่นกันเป็ประจำ ซึ่งเธอไม่ได้สนใจมากนัก เพราะจะว่าไปเธอก็เป็พวกหนอนหนังสือและข้อมูล จริงๆ นั่นแหละ
ถึงแม้ภายนอกเธอจะดูเป็แบบนั้น แต่จริงๆ แล้ววิมลินเป็คนมี อารมณ์ขัน อัธยาศัยดี เป็ที่เอ็นดูของเพื่อนร่วมงานแทบทุกคน เธอเพียงแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับเื่การแต่งตัว แฟชั่นต่างๆ เพราะเธอรู้สึกว่าโลกในหนังสือนิยายต่างๆ และ ข้อมูลใหม่ๆ นั้นน่าสนใจกว่า
“อ้าว ลินจะกลับบ้านแล้วเหรอ วันนี้มีธุระที่ไหนรึเปล่า พี่กับพวกเ้าเอก เ้ากอล์ฟ ว่าจะแวะไปทานข้าวกัน ไปด้วยกันมั้ย” เสียงพี่ นิตยา หัวหน้าทีมเอ่ยทักขึ้นมาก่อน
“วันนี้ลิน ขอตัวก่อนนะคะ ว่าจะไปแวะร้านหนังสือด้วยค่ะ พี่นิดกลัวว่าร้านจะปิดซะก่อน”
“จ้าๆ เรานี่น๊า ใช้ชีวิตยังกับคุณยายวัยเกษียณ วันๆ มีแต่ทำงานกับอ่านนิยาย อายุน้อยแค่นี้ ออกไปใช้ชีวิตบ้างเถอะยัยลิน แล้วแบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปหาแฟนได้ล่ะเรา ไม่ออกไปเจอผู้คนบ้างเลยเนี่ย เจ๊ขัดใจจริงๆ”
“โธ่ พี่นิด หนูก็มีความสุขดีอยู่แล้วนี่คะ ความสุขของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันซะหน่อย คราวหน้าหนู สัญญาเลยค่ะว่าจะไปกับพวกพี่ๆ แน่นอน”
วิมลินยิ้มอ่อน เพราะเจ้นิดของเธอมักจะบ่นแบบนี้เสมอ ซึ่งเธอเข้าใจถึงความเป็ห่วงของอีกฝ่ายดี แต่ตัวเธอเองก็มีความสุขในชีวิตแบบที่บอกอีกฝ่ายไปจริงๆ
“จ้า งั้นพวกพี่ไปก่อนล่ะ เจอกันพรุ่งนี้จ้ะ บ๊าย” เจ้นิด กล่าวพลางโบกมือลา
ชีวิตของวิมลินนั้นราบเรียบมาโดยตลอดแม้ว่าเธอจะเป็เด็กกำพร้าที่ไม่รู้ว่าใครคือพ่อแม่ รู้แค่ว่า เธอถูกส่งไปยังบ้านเด็กกำพร้าของ แม่ญา ซึ่งเป็ชื่อที่เธอเรียกคุณครูและแม่คนที่สองของเธอ ผู้เป็คนดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น ั้แ่ยังแบเบาะ และด้วยความที่มีสุขภาพอ่อนแอั้แ่เด็ก เธอจึงไม่ค่อยได้ออกไปเล่นซนกับเพื่อนๆ มากนัก เธอจึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสือและช่วยงานแม่ญาซะเป็ส่วนใหญ่ ด้วยเหตุที่สุขภาพอ่อนแออีกเช่นกันจึงทำให้เธอไม่ได้รับเลือกอุปการะออกไป แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังมากนักเพราะเธอรู้สึกว่าที่นั่นคือบ้านของเธอ และแม่ญาก็รักและเอ็นดูเธอเหมือนแม่แท้ๆ คนหนึ่ง
ในสมัยเรียนการดำเนินชีวิตของวิมลินนั้นไม่ได้ถือว่าลำบากมากนัก เพราะความที่รักการเรียนรู้และชอบอ่านหนังสือ ขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอทำให้เธอได้รับทุนการศึกษาและเป็นักเรียนดีเด่นมาโดยตลอดจนจบระดับมหาวิทยาลัย แม้ว่าจะต้องทำงานพิเศษเสริมระหว่างเรียนบ้างแต่งานพวกนั้นก็ถือว่าเป็สิ่งที่เธอชอบและถนัดอย่างการแปลเอกสาร ทำรีเสิร์ช หรือรับติวเด็กๆ เธอย้ายออกมาอยู่คนเดียวข้างนอกหลังจากที่อายุครบ 18 ปีแต่ทุกๆ อาทิตย์เธอก็มักจะหาโอกาสกลับไปเยี่ยมเยียนแม่ญาของเธอเสมอ
สรุปโดยรวมแล้วชีวิตเธอมันก็ช่างราบเรียบอย่างที่พี่นิดว่าจริงๆ ลึกๆ แล้วเธอก็มีความฝันที่จะพบเจอกับความรักดีๆ เหมือนในนิยาย อยากออกไปผจญภัยข้างนอกนั่นบ้าง ไปพบเจอสิ่งใหม่ที่ท้าทายกว่าโลกใบเล็กๆ ของเธอ แต่เธอยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะออกจากโลกใบนี้ไป เพราะตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมาเธอพยายามเต็มที่จะดูแลตัวเองให้ดี ไม่ทำให้ตัวเองเจ็บป่วยเพราะเธอรู้ถึงขีดจำกัดของร่างกายตัวเองดี
วิมลิน เดินเข้าไปตามตรอกเล็กๆ อย่างคุ้นเคยเพื่อไปยังร้านหนังสือเ้าประจำของเธอ ซึ่งเธอเจอร้านนี้โดยบังเอิญเมื่อหลายปีก่อน มันเป็ร้านหนังสือเล็กๆ ที่ถ้าไม่มองหาก็อาจถูกมองข้ามไปได้โดยง่าย เธอคิดขำๆ ว่าร้านนี้ช่างเหมือนได้เดินหลงเข้าไปในตรอกไดแอนกอน ในภาพยนตร์ชื่อดังแฮรี่พอตเตอร์จริงๆ ต่างแค่ยังไม่มีไม้กายสิทธิ์ขายเท่านั้นเอง
กรุ้ง...กริ้งๆๆ เสียงโมบายกระดิ่งดังขึ้น เมื่อเธอเปิดประตูเข้าไปในร้าน กลิ่นหอมอันคุ้นเคยโชยมา เธออธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็กลิ่นของอะไร น่าจะคล้ายกลิ่นของหนังสือ ผสมกับกลิ่นสมุนไพรบางอย่าง ให้ความรู้สึก สงบ ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเปิดเข้าไปก็เหมือนเธอหลุดเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่งซึ่งต่างจากโลกภายนอกที่วุ่นวายสับสน เพราะแบบนี้เธอจึงได้แวะมาเยี่ยมเยียนร้านหนังสือแห่งนี้บ่อยครั้งจนกลาย เป็ลูกค้าประจำไปแล้ว
หลังเคาน์เตอร์ที่หลังร้าน มีชายชราคนหนึ่ง ผมและคิ้วกลายเป็สีขาวไปหมดแล้ว แต่ก็ยังดูแข็งแรงภูมิฐาน น่าแปลกที่แม้ว่าจะผมขาวไปทั้งหัวแล้ว แต่ใบหน้าของชายชรายังไม่ดูเหี่ยวย่นมากตามอายุที่ควรจะเป็ ชายชรานั่งอ่านหนังสืออยู่เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมาพร้อมทั้งทักทายวิมลินอย่างเป็กันเอง
“อ้าว สวัสดีหนูลิน วันนี้อยากได้หนังสือเกี่ยวกับอะไรล่ะ”
“สวัสดีค่ะ คุณปู่ วันนี้ลิน ยังไม่มีเื่ที่อยากได้ชัดเจนเลยค่ะ เดี๋ยวขอลินเดินดูก่อนนะคะ วันนี้ไม่รู้เป็อะไรรู้สึกอยากมาที่ร้านมากเลยค่ะไม่แน่อาจจะเจอหนังสืออะไรดีๆ ก็ได้นะคะ” เธอตอบกลับยิ้มๆ
“ตามสบายเลยหนูลิน วันนี้มีของและหนังสือเข้ามาใหม่พอดี เผื่อวันนี้หนูอาจจะโชคดีเจอของที่เป็ของหนูนะ ฮ่าๆ” คุณปู่เ้าของร้านพูดกับเธอก่อนจะขอตัวไปดูของหลังร้าน
วิมลินกลับมาสนใจชั้นหนังสือและชั้นวางของขายต่างๆ ตรงหน้า นี่ก็เป็อีกสิ่งที่เธอรู้สึกทึ่งกับร้านแห่งนี้คือ เธอมักจะได้หนังสือที่เธอตามหาหรือเื่ที่เธอสนใจโดยบังเอิญตลอด เหมือนหนังสือเล่มนั้นมันรอเธอเข้าไปหา หนังสือในร้านจะถูกสลับเปลี่ยนเป็ใหม่แทบทุกอาทิตย์ คุณปู่เ้าของร้านเล่าให้ฟังว่าหนังสือทุกเล่มที่นี่ต่างเป็หนังสือที่ทำขึ้นมาเพียงไม่กี่เล่ม ตามแต่เ้าของหนังสืออยากทำและนำมาฝากวางขายที่ร้านคุณปู่ เธอคิดว่ามันพิเศษมาก หนังสือหลายๆ เล่มที่เธอเคยซื้อไปต่างมีเนื้อหาที่น่าสนใจ เป็ศาสตร์แปลกๆ ที่บางเล่มเธอนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่กลับมีแรงดึงดูดให้เธอต้องซื้อเก็บไว้ อย่างสัปดาห์ก่อน เธอซื้อหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรและยาโบราณ แต่เมื่อเธอเปิดดูเธอกลับไม่คุ้นกับสมุนไพรหลายๆ อย่างในนั้น รวมทั้งสรรพคุณที่ดูจะรักษาได้เหนือจริงมากเธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะในหนังสือเล่มนั้นมีภาพประกอบที่เป็ภาพวาดลายเส้นสวยงามดังนั้นเธอจึงซื้อเก็บเอาไว้เป็คอลเลคชั่นภาพวาดสวยๆ ก็ยังถือว่าคุ้มค่า
วิมลินค่อยๆ ไล้ปลายนิ้วไปยังขอบหนังสือทีละเล่ม เนื่องจากวันนี้เธอไม่มีหัวข้อที่สนใจและอยากได้เป็พิเศษ เธอจะลองใช้สัญชาตญาณเลือกดูละกัน ขณะที่เธอค่อยๆ เดินเลือกไปนั้น ก็สะดุดตรงหนังสือเล่มหนึ่ง เธอรู้สึกถึงแรงช๊อตเบาๆ ที่ปลายนิ้ว เธอจึงเอื้อมมือหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา เธออ่านชื่อบนหน้าปก มันชื่อเื่ พิภพกาล เธอค่อยๆ ไล้ปลายนิ้วเรียวไปบนหน้าปกหนังสือที่ดูแล้วน่าจะเป็หนังสือเก่าแก่ความคุ้นเคยสายหนึ่งแล่นเข้ามาในใจ
วิมลินรู้สึกแปลกใจกับความรู้สึกนี้มากเธอยังไม่ได้อ่านเนื้อหาข้างในแต่เธอรู้ว่า เธอต้องนำมันกลับไปกับเธอให้ได้ในวันนี้ เธอหยิบมันมาถือไว้และเดินเลือกต่อไปจนผ่านชั้นหนังสือทั้งหมดมาถึงชั้นวางขายของจุกจิกต่างๆ เช่นที่คั่นหนังสือหรือแม้กระทั่งพู่กันจีน อุปกรณ์การเขียนและเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ อย่างที่ห้อยโทรศัพท์ แหวนหรือแม้กระทั่งสร้อยข้อมือ สินค้าทุกชิ้นมองแวบแรกก็บอกได้ว่าน่าจะเป็งานทำมือที่มีความประณีต ละเอียดลออในการทำมาก และสินค้าแต่ละอย่างก็มีเพียงไม่กี่ชิ้น คงจะคล้ายกับหนังสือในร้านที่มีเพียงไม่กี่เล่มต่อเื่ เช่นกัน
วิมลินเคยถามคุณปู่เ้าของร้านว่าแล้วแบบนี้ร้านจะอยู่ได้เหรอเมื่อคุณปู่เลือกขายแต่หนังสือที่ไม่ได้ชื่อเสียงโด่งดังติดตลาดแถมยังมีจำนวนจำกัด และขายในราคาไม่แพงอีกด้วย คุณปู่ ตอบกลับมาว่าแกทำร้านนี้ขึ้นมาเป็เพียงแค่งานอดิเรกเท่านั้น แกชอบหนังสือ และอยากส่งต่อเื่ราวดีๆ ให้คนรุ่นหลัง แถมยังทิ้งท้ายให้สงสัยเล่นๆ ว่าแกมีหน้าที่ส่งต่อของสำคัญบางอย่างให้กับใครหลายคนเพียงรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น วิมลินไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ถ้าเป็สิ่งที่แกทำแล้วมีความสุขเธอก็รู้สึกมีความสุขไปกับคุณปู่ด้วย
วิมลินกวาดสายตามองไปยังชั้นวางขายของโชว์แล้วสายตาของเธอก็สะดุดกับบางสิ่ง มันดูคล้ายหยกแกะสลักเป็รูปดอกบัว เธอเดาว่ามันน่าจะเป็จี้ห้อยคอ เธอยื่นมือไปจับ หยิบมันขึ้นมาดู รู้สึกได้ถึงความเย็นของชิ้นหยก พลางสงสัยว่ามันเหมือนหยกจริงมาก รวมทั้งลวดลายที่แกะสลักก็ประณีตงดงามน่าจะเป็ของที่มีราคาแพงมากแต่กลับมาวางขายในชั้นของฝากราคาไม่กี่บาทไปได้
“เจอแล้วสินะ แม่หนูลิน” ระหว่างที่เธอกำลังตั้งใจดูมันอยู่ เสียงคุณปู่ก็ดังขึ้นมาข้างหลัง ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย พลางหันหลังกลับไป เจอคุณปู่ยืนห่างออกไปสี่ห้าก้าว
“อุ้ย คุณปู่ออกมาั้แ่เมื่อไหร่คะ ลินมัวแต่สนใจหยกชิ้นนี้เลยไม่ได้ยินเสียงคุณปู่เลยค่ะ”
คุณปู่ยิ้มเล็กน้อย “ได้ของถูกใจแล้วใช่มั้ยหนูลิน หยกชิ้นนั้นรอหนูมานานแล้ว วันนี้คงถึงเวลาของมันแล้วล่ะ”
“คะ ปู่หมายความว่ายังไงคะ ว่าแต่หยกชิ้นนี้คือของจริงรึเปล่าคะ มันสวยมากๆ หนูชอบมันจริงๆ นั่นแหละค่ะ คุณปู่ช่วยลดราคาให้หนูด้วยนะคะ” เธอตอบกลับพร้อมกับยิ้มหวานประจบ
“หยกชิ้นนี้ ปู่ยกให้เป็ของขวัญให้หนูลิน ในฐานะที่เป็ลูกค้าประจำร้านปู่มานานละกัน มันก็น่าแปลกหยกชิ้นนี้อยู่บนชั้นวางมาเนิ่นนานแต่กลับไม่เคยมีใครสนใจมันเลย ปู่ว่ามันคงอยากเลือกหนูเป็เ้าของ”
“ได้ยังไงกันคะคุณปู่ หยกชิ้นนี้ดูท่าทางจะราคาแพงมากเลยนะคะ ยกให้หนูฟรีแบบนี้คุณปู่ก็ขาดทุนแย่”
“รับไว้เถอะหนูลดา ราคาค่างวดไม่มากมายหรอก ถือเป็ของขวัญสมนาคุณลูกค้ารายใหญ่ของร้านก็แล้วกัน ฮ่าๆ”
ในที่สุดวิมลินก็รับหยกชิ้นนั้นมา พร้อมทั้งชำระเงินค่าหนังสืออีกเล่มที่เธอเลือก
“หนูไปก่อนนะคะ คุณปู่แล้วจะแวะมาใหม่”
“ลาก่อนหนูลิน รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะ และอย่าลืมใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างที่หนู้านะ”
เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับคำอวยพรของคุณปู่
“ขอบคุณค่ะ คุณปู่ก็รักษาสุขภาพตัวเองดีๆ นะคะ” เธอกล่าวลาคุณปู่เ้าของร้าน พร้อมทั้งเดินทางกลับที่พักของเธอ
คืนนั้นเธอตั้งใจจะอ่านหนังสือเล่มที่เธอซื้อมา แต่ด้วยจากการเดินทางในเมืองหลวงซึ่งเป็่เย็นวันศุกร์ที่รถติดตลอดทางทำให้เธอถึงคอนโดก็ค่อนข้างดึก เธอรีบอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็หยิบหนังสือขึ้นมาจะอ่านอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่จู่ๆ เธอกลับรู้สึกง่วงนอนมากจนแทบไม่สามารถฝืนลืมตาได้ เปลือกตาบางยอมจำนนปิดสนิทในเวลาไม่นาน และคืนนั้นเองที่เธอฝัน ...
**********************************************************************
ฝากติดตามด้วยนะคะ มือใหม่หัดเขียน ติชมได้แต่ขอเบาๆ ไรท์จิตใจบอบบาง ถ้าไม่ถูกใจผ่านได้เลยนะคะ นิยายเื่นี้ออกแนวslice of lifeค่ะ อาจไม่ทันใจหลายๆ คน อยากให้เื่ราวค่อยเป็ค่อยไปให้คนอ่านเห็นภาพไปด้วยกัน ถ้าถูกใจฝากกดไลก์ให้ด้วยนะคะ
ไรท์พยายามจะลงให้ได้อาทิตย์ละ 2-3 ตอนอย่างต่ำค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและติชมนะคะ