วันเวลาดุจสายน้ำไหลผ่าน พริบตาเดียวเทียนหลงเรียนผ่านไปห้าเดือนนับเป็เวลาที่ดูสับสนวุ่นวายในสายตาของเด็กน้อยทั่วไป แต่กับเทียนหลงเป็เวลาที่เงียบสงบมีคุณค่ากับเขายิ่งนัก ถึงแม้กิจวัตรประจำวันจะมากไหนต้องฝึกพลังปราณัพสุธาฝึกวิชาแพทย์ หลอมโอสถ ไปขายสมุนไพร หัดพลองร่ายรำหมัดัหลับ เรียนค่ายกลเล่นดนตรีวิชาวรรรกรรมศิลปะ แถมยังเข้าป่าล่าสัตว์ด้วยอีกแต่ทุกเริ่องเป็ความสนุกสนาน แปลกใหม่แตกต่างจากชีวิตโลกเดิม
แค่คิดว่า ไม่ต้องติดแหง็ก..อยู่บนถนนวันละไม่น้อยกว่า หกชั่วโมง..เขาก็มีความสุขแล้วถึงแม้เลยกำหนดมาเกือบเดือนแล้วปู่จางยังไม่กลับมา แต่เทียนหลงเข้าใจการรักษาโรคเรื้อรังเอาแน่นอนเื่เวลาไม่ได้ นอกจากนี้หนทางระยะถึง สองพันห้าร้อยกิโลเมตรยังยาวไกลมากนักสำหรับโลกนี้ เขามั่นใจว่าหลังปู่จางเสร็จธุระแล้วคงกำลังเดินทางกลับมา
เื่กินอยู่ไม่กังวล เงินทองมีไม่ติดขัดอย่าว่าแต่เงินที่ปู่จางทิ้งไว้ให้มีไม่น้อย เขายังไปขายสมุนไพรในตลาดได้เงินเพิ่มมาอีกต่างหาก เขาทดลองหลอมโอสถวิเศษระดับสองไปหลายตำรับตอนนี้เพียงติดขัด ที่ไม่มีตำหรับโอสถวิเศษให้หลอม และสมุนไพรในตำรับที่มีหายากขาดแคลนเมื่อปู่จางกลับมาเขาอยากชวนปู่จางออกไปหาสมุนไพรมาหลอมโอสถวิเศษ เพิ่มประสบการณ์
ระยะเวลาเพียงห้าเดือน เทียนหลงฝึกปราณัพสุธามาถึงภาคส่วนที่สี่เคล็ดผสาน สำเร็จถึงขั้นสูงแล้ว กำลังฝึกขั้นต้น ของภาคส่วนที่ห้า เคล็ควิชาสร้างสนามพลังแรงโน้มถ่วงการฝึกพลังปราณัพสุธา ทำให้ขั้นปราณธรรมชาติระดับสอง ก้าวมาถึงจุดสุดท้ายเขารู้สึกได้ถึงขอบเขตอันเบาบาง น่าจะสามารถทะลุระดับปราณที่สอง ออกไป ในไม่ช้าเขามั่นใจหากเขาเร่งโคจรพลังจะสามารถทะลุผ่านระดับที่สองนี้ไปได้ แต่เทียนหลงไม่ร้อนใจไม่เร่งรีบ ปู่จางเคยบอกเขาว่า หากสะสมระดับจนเต็มที่จนถึงขั้นที่เรียกว่าขั้นจักรพรรดิ จะมีประโยชน์สูงสุดส่งผลในการฝึกระดับชั้นต่อไปเขาได้แต่รอให้พลังปราณถึงจุดสุดยอดในระดับ และยกระดับทะลวงขึ้นไปเองตามธรรมชาติ
วิชาปราณัพสุธา ยกระดับััของเขาอย่างมหาศาล การค้นหาสมุนไพรเดิมทีต้องมองเห็นต้นมันเท่านั้น แต่เมื่อเขาใช้ปราณัพสุธา พลังจิตของเขาสามารถแผ่ลึกไปในพื้นดิน และัักว้างไปรอบบริเวณ ในขั้นปราณธรรมชาติระดับสองเขาสามารถััสิ่งต่างๆในรัศมี หนึ่งร้อยเมตร และลึกลงไปถึงสิบเมตรไม่ว่าสายน้ำใต้ดิน ก้อนหินมีค่า ช่องโพรง สัตว์วิเศษทุกอย่างที่อยู่บนดินหรือใต้ดินโดยเฉพาะสมุนไพรไม่ว่าจะเป็รากหรือต้นของเพียงอยู่ในบริเวณพลังเขาสามารถััพวกมันราวกับตาเห็น
นอกจากเคล็ดผสาน จะทำให้เขาสามารถใช้จิตตรวจสอบแล้ว ยังพบว่ามันสามารถใช้ปิดร่องรอยของเขาโดยผสานไปกับพื้นดินได้เมื่อเขาพนึกปราณขึ้น เขาสามารถผสานหลบลงไปใต้ดิน คล้ายปลาดำลงน้ำ ได้ลึกถึงสิบเมตรพลังปราณจะสร้างเกราะอากาศรอบตัวเขา ทำให้เขาสามารถอยู่ในพื้นดินได้ไม่มีเวลาจำกัดที่ยอดเยี่ยมคือ พลังปราณในที่เปล่งออกมาจากร่างจะผสานกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมรอบกายพลังชีวิตของเขาที่แผ่ออกมา จะผสานเป็อันหนึ่งเดียวกันกับสิ่งแวดล้อม ต่อให้เป็จอมยุทธ์ระดับสูงกว่าเขาสามขั้นอยู่ใกล้ในรัศมีสิบเมตรก็ไม่อาจรับรู้ถึงการคงอยู่ และไม่สารถค้นพบตัวเขาได้ตอนนี้พลังยุทธ์ของเทียนหลงอยู่ที่ ปราณธรรมชาติระดับที่สอง หมายความว่าหากไม่ใช่ผู้ที่มีขั้นสูงกว่าปราณิญญาระดับสอง ก็ไม่สามารถค้นพบตัวเขาได้
ที่จริงการที่เขาสามารถหายใจในสภาพซ่อนเร้นในดิน มาจากพลังที่เป็เกราะของเขามันคือพลังแรงโน้มถ่วงแต่เป็พลังแรงโน้มถ่วงกลับขั้ว ที่สร้างจากพลังปราณัพสุธาที่ไหลเวียนรอบตัวเขานั่นเองมันมีพลังคล้ายสนามแม่เหล็กขั้วเดียวกับพลังแรงโนมถ่วงโลกทำหน้าที่พลักวัตถุที่มีมวลออกห่างจากร่างกาย มีพลังเพียงพอที่จะผลักทุกสิ่งออกห่างจากตัวเขาไม่เกินสิบเิเการสร้างพลังโน้มถ่วงกลับขั้วนี้ ยังสามารถรวมพลังเป็จุดเมื่อเทียนหลงผนึกพลังบีบอัดเป็จุดบนฝ่ามือทั้งสองเขาพบว่าพลังดังกล่าวเทียบเท่ากับพลังที่เขาสามารถใช้ออกได้ถ้าเทียบเป็น้ำหนักในตอนนี้คือ หนึ่งพันกิโลกรัม เขาสามารถควบคุมขอบเขตและเปลี่ยนทิศทางได้ตามความ้าในระยะสิบเิเ
ในที่สุดเทียนหลงก็เข้าใจวัตถุประสงค์และพลังเกือบทั้งหมดของวิชาปราณัพสุธาสมกับที่เป็ปราณสำหรับนักหลอมโอสถ นอกจากสามารถค้นหาโอสถ หลบซ่อนตัวจากสัตว์อสูรวิเศษ ยังสามารถกลั่นหลอมโอสถแบบเย็น ด้วยการใช้พลังบีบอัดบนฝ่ามือเขายังคิดได้อีกว่า หากเขาสำเร็จวิชาัอัคนีพิโรจน์ ฝ่ามือเขาจะกลายเป็เตาหลอมโอสถสำเร็จรูปสามารถสร้างพลังความร้อนกับแรงกดอัดมหาศาล การหลอมแก่นโอสถจะกลายเป็เื่ง่ายแค่พลิกฝ่ามือส่วนสนามพลังที่ยังฝึกไม่สำเร็จนั้นคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ด้านอื่นแฝงอยู่อีก
เขาวางฝ่ามือเข้าหากันห่างประมาณ สิบเิเทดลองใช้พลังบีบก้อนหินขนาดเท่าลูกลำไย ที่อยู่ตรงกลาง ภายในหินมีแร่โลหะผสมอยู่ อัดพลังเต็มที่ด้วยความแรงและเร็วถึงขีดสุดผลคือก้อนหินนั้กลายเป็ลูกไฟของโลหะหลอมเหลว*หลังจากนั้นเขาไปทดลองบีบอัดถ่านไม้ก้อนหนึ่ง คราวนี้เขาค่อยๆเพิ่มพลัง หลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมงพลังบีบอัดถึงจุดขีดสุด ถ่านก้อนนั้นถูกอัดจนกลายเป็พลึกสีดำมนเรียบเขาลองคิดเล่นๆ ถ้ามีพลังระดับอัดเพชร* เขาสามารถสร้างเพชรจากก้อนถ่านได้แต่มันดูจะไกลเกินไป สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือการนำปราณัพสุธา มาใช้ในการต่อสู้จนบัดนี้เขายังไม่เห็นวิธีการที่เป็รูปร่างในการใช้ปราณัพสุธาในการต่อสู้เลย
ส่วนเพลงพลอง ที่เขาเรียนกับตงชิงหานนั้นจัดเป็เพลงอาวุธที่ใช้ป้องกันตัวที่ไม่ธรรมดา เริ่มจากพื้นฐานการจับพลอง ‘นิ่งมั่นดังขุนเขา ขยับคล้ายสายลมหวน’ เน้นการตั้งรับและจู่โจมด้วยพลอง ใช้พลองได้ราวกับใช้มือเปล่าฝึกมาถึงตอนนี้เขาสามารถใช้เคล็ดวิชาพลอง ฟาด กวาด แทง ผลิก งัด สะบัด ย้อน กระโจนหมอบ ทแยง ลาก ไถ และ กระแทก ได้อย่างชำนาญ ยิ่งผสมผสานใช้พลองออกด้วยวิชาท่าเท้าเทวราชข้ามลำธาร ยิ่งพิสดารลึกล้ำขนาดตงชิงหานยังส่ายหัวชม “ใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนใช้พลองได้ถึงระดับนี้ เ้านี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ”
กล่าวถึงวิชาหมัดัหลับ ตีความตามชื่อคือ “ัหลับไหลไม่เคลื่อนไหวลืมตาตื่นดุดันห้าวหาญ ปรากฏร่างัสะบัดพันลี้ ทุบทำลายป่นปฐีสะท้านภา” ประกอบ ด้วยเพลงหมัดและท่าร่างเพียง สิบแปดท่วงทาถึงจะบอกว่าเป็เพียงเพลงหมัด แต่การออกหมัดเข้มงวดกับการวางตำแหน่งของร่างกายั้แ่ท่าเตรียมพร้อมก่อนออกหมัด การส่งผ่านพลังเน้นการะเิพลังสภาวะภายนอกยามฝึกต้องนิ่งตั้งมั่น ยามขยับเดินตามวิถีอย่างเคร่งครัดเทียนหลงฝึกได้คล่องแคล่ว แอบไปทดสอบในป่า สามารถชกโขคหินใหญ่ให้แตกกระจายแต่เทียนหลงพบ ปัญหาสำคัญในการใช้งานต้องรวมสมาธิร่ายรำควบคุมร่างกายทั้งหมดให้เคลื่อนไหวอย่างถูกต้องตามท่าร่าง
ในความเห็นส่วนตัวของเขานี่เป็หมัดพลังภายนอก หากปรับเปลี่ยนมุมของท่าร่างหรือขยับตัวผิดแม้แต่นิดเดียว อานุภาพและพลังหมัดจะหายไปในยามคับขันเป็ตาย สภาวะตำแหน่งบนร่างกายอาจส่งผลให้ท่วงท่าตามวิชาผิดพลาดทำให้ไม่สามารถเปล่งอานุภาพได้มากนัก ลองคิดดูศัตรูจะรอให้ท่านตั้งท่าออกหมัดอย่างสวยงาม ในเวลาต่อสู้เข่นฆ่ากันหรือมีไว้ประลองพอใช้ได้แต่จะนำมาใช้ต่อสู้เขามองว่ายังห่างไกล น่าจะมีเคล็ตวิชาจำนวนมากสูญหายไปในระหว่างการสืบทอดหากอยากเรียนให้สูงล้ำและนำมาต่อสู้ได้จริง คงต้องไปแสวงหาโชควาสนาที่แหล่งกำเนิดวิชาวัดเว่ยต้าหลงซู่ แล้ว
วิชาค่ายกล ศาสตร์วิชานี้ดูไปเหมือนศาสตร์แห่งความลี้ลับเทียนหลงมาจากโลกอื่น ในตอนแรกเขาไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่าอะไรคือค่ายกลมันทำงานอย่างไร จนกระทั่งได้เข้าถึงพื้นฐานวิชาค่ายกลเทียนหลงเรียนพื้นฐานด้านวิชาค่ายกลกับอาจารย์หมงต้าซื่อถึงแม้ตัวหมงต้าซื่อจะออกตัวว่า ตัวเขายังมีความรู้แค่เคล็ดวิชาพื้นฐานแต่ก็มากมายมหาศาลแล้ว เขาจะใช้เวลาเพียงแค่สิบปีในการรวบรวมข้อมูลแต่อย่าลืมว่าเขาเคยอยู่ในศูนย์กลางของอาณาจักรหยกขาวมีลูกศิษย์เป็ผู้มีอำนาจสูงในอาณาจักรมากมาย ทำให้เขามีพลังและทรัพยากรมากมายในการค้นหาและได้มา ซึ่งตำราต่างๆเกี่ยวกับวิชาค่ายกลมีไม่ต่ำกว่า หนึ่งพันเล่มนอกจากเขาจะรวบรวมตำราเกี่ยวกับค่ายกลไว้มากมายแล้ว ตัวเขาเองไม่เสียที ที่เป็บุคลระดับสูงในวงการคำนวณ และการศึกษาเขาทำการจำแนกจัดกลุ่มหมวดหมู่ข้อมูลที่ได้มาอย่างเป็ระเบียบ ทำให้เทียนหลงสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว หมงต้าซื่อแบ่ง เป็ค่ายกลออกเป็สองกลุ่มใหญ่ๆคือค่ายกลกลุ่มป้องกันและค่ายกลกลุ่มการทำลายสังหาร เขายังแบ่งวิชาค่ายกลออกเป็ส่วนๆ ได้แก่
ส่วนที่หนึ่ง เป็การจำแนกประเภทค่ายกลตามที่แหล่งมา แบ่งได้ สามประเภทประเภทแรกได้แก่ค่ายกลที่คนสร้างขึ้น เช่นค่ายกลในการทำศึกาค่ายกลรักษาพื้นที่ ประเภทที่สอง คือค่ายกลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเช่นค่ายกลเลือนประสาทตามหุบเขา ประเภทที่สาม คือค่ายกลตามธรรมชาติที่คนดัดแปลงเพิ่มเติมอำนาจป้องกันหรือทำลายล้างของค่ายกลตามธรรมชาติ
ส่วนที่สอง พูดถึงขนาดขอบเขตของค่ายกล ขนาดของค่ายกลมีขนาดไม่จำกัดขนาดเล็กสุด สามารถสร้างบนสิ่งของเช่นเครื่องประดับ แหวน จี้กำไลข้อมือ หรือชุดเกราะ แม้กระทั่งบนเสื้อผ้า ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็พวกรถม้า กำแพงลานสนามหน้าบ้าน สวนหย่อม ขนาดกลางก็ครอบคุลมพื้นที่เป็ตัวเมืองแต่ที่พิสดารที่สุดก็คงเป็ขนาดใหญ่สูงสุด ตามตำนานเล่าว่าถึงกับมีอาณาจักรลึกลับขนาดกว้างยาวหลายล้านกิโลเมตรซ่อนตัวอยู่ภายในค่ายกล
ส่วนที่สาม ว่าด้วยเื่วัตุธาตุที่สร้างค่ายกลวัสดุในการสร้างค่ายกลส่วนใหญ่จะเป็วัตถุธาตุที่สอดคล้องกับอำนาจหรือวัตถุประสงค์ของค่ายกล เช่นค่ายกลเลือนประสาทต้องประกอบด้วยสมุนไพรที่มีฤทธ์มอมเมาในระดับสูงต่ำแตกต่างกันไป สภาพแวดล้อมก็จัดเป็องค์ประกอบหนึ่งที่ใช้เป็วัตถุในการสร้างค่ายกลเช่นค่ายกลเลือนประสาทที่ใช้สวนดอกไม้หรือสวนป่าในการสร้าง นอกจากสมุนไพรมอมประสาทแล้วการปลูกพืชในค่ายกลต้องคำนึงถึงประเภทชนิดพืชในแต่ละจุดเพื่อเพิ่มความสับสนให้คนที่อยู่ในค่ายกล นอกเหนือจากรูปแบบการวางค่ายกล
ส่วนใหญ่ค่ายกลชั้นสูงจะติดตั้งค่ายกลซ้อนในค่ายกล เพื่อเพิ่มพลังความซับซ้อนและอันตรายเช่นหากวางค่ายกล เก้าประสาทแปดทิศ นอกจากมอมเมาเื่ทิศทางแล้ว ยังต้องมีค่ายกล หรือกลไกเพื่อสังหารชุดย่อยๆติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่กำหนด วัสดุธาตุที่จัดเป็วัสดุหายากมีมากจนอธิบายไม่หมดแต่ที่น่าสนใจคือ วัสดุจำพวก หินผลึกพลังงาน และยันต์หินผลึกพลังงานเป็หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนข่ายกล หากไม่มีพวกมันค่ายกลจะหยุดทำงานเคลื่อนไหวไม่ได้ จะกลายเป็แค่สิ่งตบแต่งสถานที่
ส่วนยันต์ ก็คือการสลักแนวการรักษาพลังวัตรที่ผู้ฝึกยุทธ์อัดพลังยุทธ์ของตัวเองหรือพลังจากธรรมชาติใดๆหากสภาพแวดล้อมรอบยันต์มีเงื่อนไขสอดคล้อง หรือได้รับการกระตุ้นที่ถูกต้องยันต์ก็จะปลดปล่อยพลังที่เก็บตามทิศทางที่กำหนดไว้ เงื่อนไขสภาพแวดล้อมพลังที่จัดเก็บทิศทางที่ปลดปล่อยพลังก็คือลวดลายบนยันต์นั่นเอง เช่น ยันต์ไฟ ผู้สร้างยันต์จะผนึกพลังธาตุไฟจากปราณของตนหรือนำพลังไฟจากธรรมชาติอัดลงไป เวลา ยันต์ทำงานก็จะส่งพลังไฟที่เก็บกักออกมา ระดับพลังและความรุนแรงของไฟที่ปล่อยออกมา นอกจากขึ้นอยู่กับพลังธาตุที่บรรจุยังขึ้นอยู่กับลวดลายที่ปล่อยพลังหรือการสลักยันต์ นั่นเอง
อาจารย์หมงต้าซื่อยังได้วิชายันต์ขนาดเล็กมาหนึ่งวิชา คือวิชายันต์ส่องสว่างตัวเขาเองพลังปราณไม่สูงจึงยังไม่เคยจัดสร้าง ตามตำราใช้พลังวัตรเพียงเล็กน้อยวาดพลังตามรูปแบบของยันต์บนวัสดุ เวลาใช้ให้กระตุ้นพลังวัตร ส่งไปที่ยันต์เล็กน้อยพลังที่พนึกไว้ก็จะะเิออกตามวิถี กลายเป็แสงสว่างอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำ กับปริมาณพลังวัตรที่อัดเข้าไปเทียนหลงชื่นชอบยันต์นี้ยิ่งนักกลับบ้านมาทดลองสร้างโดยใช้วัสดุที่แตกต่างกันหลายชนิด ส่องสว่างได้แตกต่างกันถึงแม้เขาจะมองเห็นได้ไกลในความมืด เนื่องจากฝึกปราณัขนด แต่คงจะสะดวกหากเขามี ’ไฟฉาย’ ส่วนตัวไว้ใช้งานเรียกใช้ได้ทันทีไม่ต้องจุดไฟหาเชื้อเพลิง ถึงแม้จะต้องใช้พลังวัตรในการสร้างก็ตามแต่เขามีพลังวัตรให้ใช้เหลือเฟือ
ส่วนที่สี่ การสร้างค่ายกล จากวัสดุในการสร้าง ก็มาถึงการสร้างค่ายกลนอกจากต้องรู้ลึกเื่วัสดุแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือตำราสร้างค่ายกลวิธีการสร้างค่ายกลนั้นส่วนใหญ่จะต้องใช้วิชาคำนวณขั้นสูงจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าผู้ตั้งค่ายกลส่วนใหญ่ต้องเป็นักคำนวณที่มีวรยุทธ์หมงต้าซื่อมีตำราตั้งค่ายกลอยู่ไม่กี่ฉบับ ที่เขาศึกษามากที่สุดคือค่ายกลแปดทิศธรรมดา จัดเป็ค่ายกลเลือนประสาทชักนำให้ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในค่ายกล เดินวนย้อนกลับออกไปในทางที่เข้ามาเทียนหลงเห็นผังการสร้างในตำราไม่ยากเท่าไรเขาลองด้ดแปลงสวนหย่อมมุมหนึ่งในสถานศึกษา พื้นที่ตรงนั้นห่างไกลผู้คนพอสมควรหลังจากดัดแปลงส่วนหย่อมและวางสมุนไพรตามข้อกำหนด เขาก็ทดสอบด้วยตัวเองทำเป็เดินแบบใช้สามัญสำนึกปรกติ ใช้ตาและความเคยชิน ถึงกับพบว่ามันทำงานได้ผล
เขาแอบแกล้งสองพี่น้องตระกูลกู้โดยแกล้งไปบอกให้ พวกเขาสองพี่น้อง มาหาอาจารย์หมงต้าซื่อ ด้านหลังสวนไม้ดอก สองพี่น้องเดินวนเวียนอยู่เป็ชั่วโมงได้แต่ร้องอุทาน ว่าประหลาดเดินไม่ถึงสักที เขาปล่อยตัวสองพี่น้องออกมาแล้วบอกว่าอาจารย์รอทั้งสองนานเกินไป ตอนนี้ต้องไปทำธุระที่อื่น วันนี้ไม่ต้องไปหาแล้วสองพี่น้องเดินกุมศีรษะจากไป พวกเขาสองคนโดนสมุนไพรรม จนมึนไปหมด ประกอบกับเดินวนเป็ชั่วโมงอย่าว่าแต่หาเื่เทียนหลงเลยแค่เดินกลับออกไปก็แย่แล้ว ส่วน อาจารย์ หมงต้าซื่อที่จริงๆ เฝ้าดูอยู่ด้านข้างก็เกิดความมั่นใจ ในวิถีค่ายกลที่ตนเองศึกษา ว่ามาถูกทางแล้ว ยิ่งดีใจใหญ่ที่ในที่สุดเขาก็สามารถััค่ายกลจริงๆ ถึงแม้ว่าจะสร้างโดย เทียนหลง ก็ตาม
ส่วนที่ห้า การวิเคราะห์จำแนกค่ายกลการจัดจำแนกค่ายกลเพื่อการฝ่าผ่านเข้าออก หรือทำลายค่ายกลวิชาส่วนนี้ยุ่งยากซับซ้อนเป็ที่สุด นอกจากต้องทำความเข้าใจกับค่ายกลนานาชนิดวิถีการทำงานของค่ายกล สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนสุดคือต้องสามารถสังเกตและรู้ตัวว่าตกอยู่ในค่ายกลการรับรู้นี้เป็สิ่งที่ยากและไม่มีรูปธรรมเป็ที่สุด นอกจากนี้ยังต้องวิเคราะห์ประตูเป็และประตูตาย ที่ซ่อนกับดักสังหารเอาไว้อีก
แม้แต่คนระดับ อาจารย์หมงต้าซือ ก็มีข้อมูลเื่นี้น้อยมากเื่นี้เทียนหลงคงต้องใช้เวลาศีกษาและค้นหา ประสบการณ์ ในการเรียนรู้ด้วยตนเองคงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน แต่เขาก็รู้สึกขอบคุณอาจารย์หมงต้าซื่อที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เขา ในเื่ค่ายกลเป็อย่างมากตั้งใจเรียนรู้ด้วยความพยายามอย่างสูง
วันนี้พึ่งย่างเข้าต้นเดือนห้า ของการเปิดเรียนของสถานศึกษายามบ่ายมีขบวนขุนนางหลายสิบคนเดินทางจากเมืองหลวงมาถึงเมืองสุ่ยคณะขุนนางที่มาคราวนี้ควบคุมโดย หม่าหลง ขุนนางขั้นห้า*ขุนนางสังกัดสำนักทะเบียนวังหลวง หม่าหลงผู้นี้ได้ชื่อว่า จิ้งจอกร้ายกองทะเบียนซ่อนดาบในรอยยิ้ม ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่รู้มีคนมากน้อยเท่าไรที่ล้มตายหรือเดือดร้อนจากความคดโกงและละโมบของมัน ยิ่งลูกน้องคนสนิท เย่ฉาง ขุนนางขั้นเจ็ดยื่งเป็คนชั่วที่ร้ายกาจ เก่งเื่สอพลอ หาช่องทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ข่าวว่าคราวนี้ มีคนหนุนหลังพวกมันเป็ระดับท่านอ๋องคนหนึ่งตลอดรายทางเมืองที่พวกมันแวะทำราชการ ผู้คนเ้าหน้าที่ประสพความลำบาก ได้รับความเดือดร้อนจากการ ข่มขู่กรรโชกของมันสองนายบ่าวไม่น้อย
วัตถุประสงค์การมาของพวกมันตามคำสั่งคือมาตวจสอบผลการดำเนินการของสถานศึกษาประจำเมือง ที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่ามาทำลายการเรียนการสอนมากกว่า เมื่อมาถึงคณะขุนนางแจ้งให้เรียกผู้เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาประจำเมือง มาประชุมในเช้าถัดมา เื่สำคัญในที่ประชุมคือ “จัดให้มีการ...ทดสอบนักเรียนในสถานศึกษาทั่วอาณาจักรหยกขาว....ในทันที”
หลอมเหลว* (โลหะเช่นเหล็ก จะหลอมเหลวที่ 1370 องศาเซลเซียส)
อัดเพชร* (พลังที่ใช้อัดถ่านธรรมดาให้กลายเป็เพชรประมาณสามแสนสามหมื่นกิโลต่อตารางนิ้ว บวกกับความร้อน หนึ่งพันสองร้อยองศาเซลเชียส)
ขุนนางขั้นห้า* (ระดับขั้นของขุนนางปรกติสูงสุดคือขั้น 1 ต่ำสุดคือขั้น 10 เ้าเมืองโดยทั่วไปเป็ขุนนางขั้น 2 หรือ 3 ขึ้นอยู่กับขนาดและความสำคัญของเมือง)