เทียนเหล่าซวนเดินไปยกกระสอบที่หลิวชิงหยู่พึ่งจะวางลง และใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก กระสอบหินทรายนี้มีน้ำหนักอย่างน้อย 20 กิโลกรัม ซึ่งมันถูกวางกองทับไว้จำนวนมาก เห็นได้ชัดว่าหลิวชิงหยู่ได้ทำงานอยู่บริเวณนี้มานานแล้ว มันทำให้เทียนเหล่าซวนรู้สึกะเืใจกับภาพที่เห็นเป็อย่างมาก
เทียนเหล่าซวนหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาขึ้นมาแล้วโทรไปหาผู้นำหมู่บ้าน เมิ่งชิงเชา แล้วกล่าวเสียงดังว่า “เหล่าเมิ่งใช้วิทยุหมู่บ้านติดต่อชาวบ้าน ให้เตรียมอพยพตลอดเวลา ในทางกลับกันให้ระดมชาวบ้านที่เป็ผู้ชายพร้อมนำอาหารแห้งพร้อมเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ และขนถุงกระสอบใส่รถของคุณมาด้วย เราจะไปตรวจดูบริเวณเขื่อนและเสริมการป้องกันให้เขื่อนกันตอนนี้ระดับน้ำสูงมากหากเราไม่เสริมกำลังให้เขื่อนเกรงว่า น้ำต้องทะลักออกมาแน่ นอกจากนี้ส่งคนไปสันเขาเทียนหวางเพื่อดูพื้นที่ตั้งเต็นท์ หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตเราอาจจะต้องอพยพอย่างเร่งด่วน”
เมิ่งชิงเชา และ เทียนเหล่าซวน ทำงานร่วมกันมาเป็เวลานาน ดังนั้นเขาจึงให้ความร่วมมือโดยปราศจากความลังเล
หลังจากวางสาย เทียนเหล่าซวนก็ได้โทรหาผู้ใหญ่บ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงแล้วบอกเื่สถานการณ์ของอ่างเก็บน้ำในตอนนี้ เขาขอให้ทุกคนช่วยผสานงานกับชาวบ้าน และดำเนินการระดมกำลังคนเพื่อตรวจสอบและเสริมกำลังให้เขื่อน
หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จ เทียนเหล่าซวนก็พาคนเดินไปทางหลิวชิงหยู่ที่อยู่บนเนินทรายที่อยู่อีกด้านหนึ่งของเขื่อน หลิวชิงหยู่กำลังก้มตัวลงและตักทรายใส่กระสอบด้วยพลั่ว เทียนเหล่าซวนรีบเดินเข้าไปหาและคว้าพลั่วของหลิวชิงหยู่เอาไว้ แล้วพูดว่า “ท่านนายกเทศมนตรี ท่านพักผ่อนเถอะ ให้เราจัดการที่นี่ต่อเอง”
หลิวชิงหยู่เห็นแล้วว่า เทียนเหล่าซวนและคนอื่นๆ กำลังมาหา เขาจึงเชื่อในคำพูดของพวกเทียนเหล่าซวน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่เป็ไรผมยังทำไหว ช่วยเปิดกระสอบให้ผมหน่อย เพราะเวลากรอกทรายคนเดียวมันลำบากมาก”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวซิงหยู่ดวงตาของเทียนเหล่าซวนก็แสดงให้เห็นความรู้สึกละอายใจ ผสมความเศร้าสลด เขาจึงเดินไปหยิบกระสอบมาเปิดขึ้นแล้วกล่าวกับทุกๆ คนว่า “พวกแกรีบไปหาเครื่องมือมา แล้วรีบตักทรายใส่กระสอบเดี๋ยวนี้!”
ในไม่ช้าทุกคนก็เริ่มทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง หลังจากนั้นไม่นานชาวบ้านจำนวนมากจากหมู่บ้านหม่าหลานก็ทยอยเดินทางมาถึงเขื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาช่วยกันเข้าร่วมการเสริมกำลังให้เขื่อน ทำให้บริเวณนั้นมีแสงไฟมากมายหลายจุดดูเป็ฉากที่อลหม่านวุ่นวาย ขณะที่หลิวชิงหยู่ยืนกรานจะฝ่าฟันวิกฤตร่วมกับคนอื่นๆ จนจบ แต่ในตอนนี้ที่ใบหน้าลำคอแขนและขาของเขาเปื้อนไปด้วยโคลนจำนวนมาก มีเพียงคนที่อยู่ข้างๆ เทียนเหล่าซวน และเทียนเสี่ยวซวนเท่านั้นที่จำได้ว่าเขาเป็ใคร
ในคืนนั้นฝนได้เทกระหน่ำตกลงมาโดยไม่มีท่าทีว่าที่จะหยุด หนำซ้ำยังตกหนักมากยิ่งขึ้น กรมอุตุของเทศมณฑลก็ได้ออกประกาศเตือนว่าเป็พายุฝนระดับส้ม หมายความว่าพื้นที่เทศมณฑลจิงหลินจะต้องเผชิญกับฝนตกหนักในวันพรุ่งนี้
อย่างไรก็ตามระดับน้ำอยู่ห่างจากขีดอันตรายเพียง 20 ซม. และระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านทุกคนที่เสริมกำลังให้เขื่อนและลาดตระเวนเริ่มรู้สึกวิตกกังวล เวลานี้ เทียนเหล่าซวนมองไปยังเขื่อนที่เสริมกำลังจนดูแข็งแรงยิ่งขึ้น ในใจรู้สึกหวั่นไหว เขารู้ดีว่าหากไม่มีนายกเทศมนตรีคนใหม่คนนี้ หมู่บ้านหม่าหลานอาจต้องจมอยู่ใต้น้ำภายในค่ำคืนนี้ และตอนนี้นายกคนนั้นก็ยังต่อสู้อยู่ในแนวหน้ากว่าห้าชั่วโมง โดยไม่ได้ดื่มน้ำทานอาหารแม้แต่หยดเดียว เขายังคงอดทนทำงานไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อย ทำให้เทียนเหล่าซวนรู้สึกชื่นชมเลื่อมใสในตัวนายกเทศมนตรีหนุ่มคนนี้มาก การทำแบบนี้ได้มันต้องใช้ความมุ่งมั่น ความแข็งแกร่งทางร่างกาย ตลอดจนความอดทนอุตสาหะ และนายกเทศมนตรีหนุ่มคนนี้ก็สามารถยืนหยัดทำงานเป็เวลานาน นี่มันไม่ใช่แค่เื่พลังกายและความมุ่งมั่น แต่เป็เื่ของจิตใจที่คำนึงถึงส่วนรวม หลังจากได้พักผ่อนและพูดคุย เทียนเหล่าซวนและลูกชายของเขา ก็ตัดสินใจให้ความร่วมมือกับหลิวชิงหยู่อย่างเต็มที่ ทำให้งานคืบหน้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ท่านนายกเทศมนตรีหลิว ท่านจะพักบ้างก็ได้ ท่านไม่ได้พักมาห้าชั่วโมง แบบนี้คงไม่ดี” เทียนเหล่าซวนกล่าวขึ้น
หลิวชิงหยู่โบกมือด้วยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่เป็ไร ผมเคยเป็ทหารมาก่อน ร่างกายเลยมีความแข็งแรง หนำซ้ำดูท่าว่าคืนนี้ปริมาณน้ำจะต้องเพิ่มสูงขึ้น ผมไม่สามารถหยุดพักได้หรอก แม้มันจะเหนื่อย แต่หากชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนอยู่รอดปลอดภัย มันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ผมได้ทำลงไป” หลิวชิงหยู่ กล่าวจบแล้วยังคงก้มหน้าทำงานต่อไป
ดวงตาของเทียนเหล่าซวนเปลี่ยนเป็สีแดงเล็กน้อย ใน่หลายปีมานี้เขาได้ยินว่า ข้าราชการ รวมทั้งนายกเทศมนตรีหลายคนล้วนเป็คนประเภทเดียวกัน แต่เขารู้สึกได้ว่าคำพูดเ่าั้เป็เพียงลมปากเท่านั้น ไม่มีใครตั้งใจจะช่วยเหลือชาวบ้านจริงๆ แตกต่างจาก หลิวชิงหยู่ คำพูดเขาล้วนมาจากใจจริงโดยเขาใช้การกระทำเป็เครื่องพิสูจน์ให้ทุกคนได้ประจักษ์
ตอนนี้เป็เวลาประมาณตีสองแล้ว ชาวบ้าน คงไม่สามารถทำงานหนักติดๆ กันเป็เวลา 7-8 ชั่วโมงได้
เทียนเหล่าซวนจึงจัดสถานที่ให้ชาวบ้านพักผ่อนเพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันเขาก็กล่าวกับหลิวชิงหยู่ว่า “ท่านนายกเทศมนตรีหลิว พักทานอาหารดื่มน้ำ เพื่อเพิ่มพลังสักหน่อยเถอะ”
หลิวชิงหยู่ รู้สึกเหนื่อยล้า ท้องของเขาร้องขึ้นมา เขาจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็ดีเหมือนกัน”
หลิวชิงหยู่วางเครื่องมือลง และเดินไปนั่งกับเทียนเหล่าซวนและคนอื่นๆ จากนั้นเขาก็หยิบน้ำแร่และไส้กรอกแฮมที่ทางหมู่บ้านเตรียมเอาไว้แจกจ่ายขึ้นมากินร่วมกับชาวบ้าน ระหว่างนั้น ชาวบ้านทุกคนก็ได้รู้ว่า ชายหนุ่มที่สู้อยู่แนวหน้าคือนายกเทศมนตรีคนใหม่ ที่ไม่ได้ถือตัวหรือแสร้งทำ สิ่งนี้มันทำให้ทุกคนชื่นชมหลิวชิงหยู่ ทำให้ชื่อของหลิวชิงหยู่เริ่มกลายเป็ที่ยอมรับ เทียนเหล่าซวนจงใจให้ทุกคนได้เห็นว่า หลิวชิงหยู่คือผู้ที่พวกเขาควรให้การสนับสนุนและเป็ผู้นำที่คู่ควร
เมื่อทานอาหารไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็มีคนะโขึ้นมาว่า “ไม่ดีแล้วตรงนั้นมีรูรั่ว”
หลิวชิงหยู่ได้ยินแบบนั้นก็รีบวางน้ำและไส้กรอกแฮม และลุกขึ้นวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
นั่นคือถุงทรายที่วางไว้รอบท่อที่หลิวชิงหยู่จัดการเอาไว้ เพื่อยับยั้งอันตรายชั่วคราว
ในเวลานี้ หลิวชิงหยู่เหนื่อยมากเกินไป เขาทำได้เพียงยืนอยู่ใกล้ๆ เขื่อนและบอกให้ทุกคนช่วยกันพยายามทำเท่าที่จะทำได้
แต่ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีน้ำทะลักเข้ามา กวาดหลิวชิงหยู่ล้มกลิ้ง ก่อนที่จะถูกกระแสน้ำจะซัดร่างไป
เทียนเหล่าซวนเห็นเช่นนั้นเขาก็ะโขึ้นทันทีว่า “ท่านนายกตกน้ำ! รีบช่วยกันเร็วเข้า!”
อย่างไรก็ตามเมื่อหันหน้าไปทางแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวทุกคนก็ทำอะไรไม่ถูก
หลิวชิงหยู่ รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแรง เขาทำได้เพียงตะเกียกตะกายอยู่ในกระแสน้ำเท่านั้น
แต่ด้วยสายน้ำที่ไหลเชี่ยว หลิวชิงหยู่ จึงไม่มีแรงจะดิ้นรนอะไรมาก ทำให้เขาปล่อยตัวไหลไปตามกระแสน้ำเรื่อยๆ
ร่างของหลิวชิงหยู่ถูกกระแสน้ำซัดขึ้นลง ทำให้หายใจไม่ออกเล็กน้อย แม้ว่าพวกเทียนเหล่าซวนจะไร้ซึ่งหนทาง แต่เขาก็พยายามวิ่งไล่ตามหลิวชิงหยู่ไปตลอดทางและะโเสียงดังว่า “ท่านนายกท่านต้องแข็งใจไว้ อย่ายอมแพ้เด็ดขาดนะ”
สติของหลิวชิงหยู่เริ่มเลือนรางแต่เขาก็ยังคงเอามือจับไปที่เท้าเพื่อประคองร่างให้ศีรษะลอยพ้นผิวน้ำ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรี่ยวแรงของหลิวชิงหยู่ก็เริ่มจะหมดลง
อย่างไรก็ตาม ด้านหลังของหลิวชิงหยู่ก็มีต้นไม้ใหญ่ที่ถูกลมแรงพัดโน้มลงมา ลำต้นและกิ่งของมันไม่ได้พัดไปกับกระแสน้ำ เนื่องจากรากของมันยังคงหยั่งลึกอยู่ภายในผิวดิน
เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่ที่ถูกน้ำซัดเข้าไปบริเวณต้นไม้ใหญ่ เทียนเสี่ยวซวนก็ะโขึ้นว่า “ท่านนายกหลิว คว้าต้นไม้เอาไว้”
หลิวชิงหยู่เกือบจะหมดสติ แต่เมื่อได้ยินเสียงของเทียนเสี่ยวซวน ความหวังในใจของเขาก็ลุกโชนขึ้นมา เขาเอื้อมมือไปจับกิ่งไม้เอาไว้ ขณะที่ร่างยังคงถูกกระแสน้ำซัดจนแกว่งไกว ไม่นานเขาก็เริ่มทรงตัวได้
ทันใดนั้นพวกเทียนเสี่ยวซวนและชาวบ้านทั้งหลายก็ช่วยกันฉุดดึงต้นไม้กลับเข้าฝั่ง
ด้วยความช่วยเหลือของทุกคน หลิวชิงหยู่ จึงรอดตายมาได้ในที่สุด
เทียนเหล่าซวนเห็นเช่นนั้นก็รีบกล่าวว่า “ท่านนายกหลิวให้เราส่งคนพาท่านกลับเข้าเมืองก่อนไหม”
หลิวชิงอยู่โบกมือพูดขึ้นว่า “ไม่ๆ ไม่เป็ไรหรอก แค่ผมได้พักสักหน่อยก็หายดีแล้ว ทุกคนไม่ต้องมาเฝ้าผมหรอก คอยจับตาดูสถานการณ์บริเวณเขื่อนต่อเถอะ ผมว่าคืนนี้เราอาจต้องเผชิญศึกหนัก”
หลังจากพักจนดีขึ้นแล้ว หลิวชิงหยู่ก็ตรวจสอบในหลายๆ จุด ภายใต้การนำของหลิวชิงหยู่ บวกกับความสามัคคีกัน ในที่สุดก็สามารถเสริมการป้องกันเขื่อนได้จนสำเร็จ
ตอนนี้เป็เวลา 6 โมงเช้าแล้วท้องฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดูมืดเนื่องจากฝนที่ตกไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ในตอนนี้หลิวชิงหยู่อยากจะออกไปลุยงาน แต่หลายๆ คนห้ามปรามไว้ หลิวชิงหยู่จึงจำใจต้องพักผ่อน เพราะเขารู้ว่าอาจมีบางอย่างเกิดขึ้นในอนาคตจำเป็ต้องรักษาแรงกายเอาไว้ เขาจึงดื่มน้ำและกินอาหารสำเร็จรูปในขณะที่นั่งพิงอยู่ขอบเต็นท์
อย่างไรก็ตามในระหว่างที่กิน หลิวชิงหยู่ ก็เผลอหลับไป โดยที่ขวดน้ำยังคามือขวา มือซ้ายจับไส้กรอก
เทียนเสี่ยวซวน และชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ เมื่อหันมาเห็นภาพนี้ น้ำตามันก็ไหลออกมาจากขอบตาโดยอัตโนมัติ เทียนเสี่ยวซวนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากถุงพลาสติกและถ่ายรูปหลิวชิงหยู่ เก็บเอาไว้
ในขณะเดียวกัน ซือเจิ้นเฉียง ก็ได้พาสมาชิกคณะทำงานไปตรวจสอบเขื่อนในเชิงสร้างภาพและให้กำลังใจเ้าหน้าที่และชาวบ้าน อยู่ได้ไม่ถึง 20 นาทีนักข่าวก็ถ่ายภาพนั้นท่ามกลางสายฝนไปมากมาย ั้แ่ต้นจนจบ ซือเจิ้นเฉียงไม่ได้เห็นหน้าของหลิวชิงหยู่เลย
หลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมงจนถึงเวลาสิบโมงเช้า หลิวชิงหยู่ก็ตื่นขึ้นมา ในเวลานี้พายุฝนก็ได้สงบลงแล้ว และระดับน้ำก็เริ่มคงที่ พยากรณ์อากาศบอกไว้ว่าพรุ่งนี้ทั่วทั้งเทศมณฑลจิงหลิน จะมีแดดจัด และฝนจะหยุดตก แต่ชาวบ้านก็ไม่กล้าออกมาจากเขื่อนเพราะหลิวชิงหยู่บอกว่ามีโอกาสมากที่ฝนจะตกอีกเป็เวลาสองวัน แม้จะเกิดความสงสัยอยู่บ้าง แต่ด้วยสิ่งที่หลิ่วชิงหยู่แสดงให้เห็นก็ทำให้ชาวบ้านเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด
ภายใต้การโน้มน้าวของผู้คน หลิวชิงหยู่ ทำได้เพียงแค่พักผ่อน
หลังจากเวลาร่วงเลยมาถึงบ่ายโมง
ชาวบ้านที่ดูแลก็กรีดร้องขึ้นด้วยความใ “จู่ๆ ระดับน้ำในแม่น้ำกวนซานก็สูงขึ้นนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ในเวลานั้นมือถือของเทียนเหล่าซวนดังขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ในถุงพลาสติกขึ้น เมื่อคุยเสร็จสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปแล้วะโขึ้นว่า “ทำไมเทศมณฑลจิงหลินถึงตัดสินใจทำแบบนี้ เื่นี้มันชักจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว!”
“ผู้ใหญ่บ้านมีอะไรหรือ?” ชาวบ้านถาม
"อ่างเก็บน้ำจิงหลินที่อยู่ต้นอ่างเก็บน้ำกวนซานทำการเปิดประตูระบายน้ำออกมา เพราะแรงดันน้ำทางเขื่อนเทศมณฑลรองรับไม่ไหว ทางเทศมณฑลจึงประกาศแจ้งให้พวกเราทำการอพยพภายในสองชั่วโมง เพราะน้ำจะถูกปล่อยออกมาอีก” เทียนเหล่าซวนพูดขึ้นด้วยความเดือดดาล พูดจบเขาก็เดินไปที่เต็นท์แล้วพูดว่า “เื่นี้เราต้องแจ้งท่านนายกหลิว และขอให้เขาช่วยแก้ไข” ผ่านไปไม่นาน หลิวชิงหยู่ก็ตื่นขึ้น เมื่อได้ข่าวจากเทียนเหล่าซวนเขาก็รู้สึกกระวนกระวาย เขาพูดด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวว่า “นี่มันเื่บ้าอะไรกัน! หากระบายน้ำจากจิงหลินลงมา ตำบลกวนซานของเราจะเป็จุดแรกที่จะต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่ แบบนี้ท่าไม่ดีแล้ว ต้องรีบติดต่อไปยังเทศมณฑล”
เมื่อ หลิ่วชิงหยู่ เดินไปถึงที่รถ เขาหยิบโทรศัพท์ต่อสายตรงไปหา ผู้ว่าการเทศมณฑล เสวี่ยเหวินหลง แล้วกล่าวถามด้วยความเดือดดาล “ผู้ว่าการเสวี่ย ผมได้ยินมาว่า อ่างเก็บน้ำจิงหลินจะเปิดประตูระบายน้ำ นี่ไม่ใช่เื่จริงใช่ไหม ผู้ว่าการเสวี่ย ท่านรู้หรือไม่ว่า ถ้าหากจิงหลินเปิดประตูระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำกวนซานจะตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นที่เขื่อนแตก”
…………………………..