บทที่ 10 กองโจรตกอับ
ระยะนี้จางหรงแทบไม่สามารถเดินเหินไปไหนได้ตามใจชอบท่านหมอสั่งห้ามนางเดินอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจกระทบกระเทือนถึงครรภ์
"ขนมพวกนี้คุณหนูหลินส่งมาหรือ!"จางหรงกระชากเสียงถามบ่าวรับใช้ ความโกรธในใจยากจะหาที่ปลดปล่อย
หลินหานฉีแม้ส่งคนให้คอยดูแลจางหรงทว่าสถานะของนางก็ยังเป็นแค่สาวใช้นางหนึ่งเท่านั้น ยามนี้จิวซื่อลาโลกไปแล้วตำแหน่งภรรยาเอกจึงว่างลง ขอเพียงนางให้กำเนิดบุตรสาวมีหรือตำแหน่งภรรยาเอกจะไม่อยู่ในมือนาง
เป็นที่รู้กันว่าหลินหานฉีชื่นชอบเด็กผู้หญิงแม้แต่หลินหลานหรูที่ลือกันไปทั่วว่าไม่ใช่บุตรีแท้ๆ ยังรักเอ็นดูถึงเพียงนั้นหากจางหรงคลอดบุตรีที่เกิดจากสายเลือดของหลินหานฉีได้จะดีเพียงใดถึงวันนั้นจางหรงคงได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ใช้นอนแห้งแล้งไร้สิทธิ์ไร้เสียงเช่นนี้
"เป็นคุณหนูส่งมาจริงๆ เจ้าค่ะแต่..." สาวใช้แค่นเสียงตอบอย่างไม่เต็มใจอยู่บ้าง หากเป็นไปได้แทบอยากจะลุกขึ้นจิกหัวหญิงท้องนางนี้ลงจากเตียงทว่าฉากหน้ายังต้องรักษากิริยา คำใดมิควรเอ่ยยังยั้งไว้ในใจ"คุณหนูบอกว่าอยากให้น้องน้อยตัวเล็กๆ ได้กินของอร่อยตั้งแต่อยู่ในท้องดังนั้นถึงได้..."
"ของอร่อยเจ้าสิ!"จางหรงสวนกลับทันควัน สะบัดมือตบบ้องหูสาวใช้จนหน้าหัน กล่าวอย่างมีโทสะอีกว่า"ก็เพราะของกินที่นางส่งมาไม่ใช่รึ ลูกในท้องของข้าถึงเกือบตายเจ้ายังมีหน้ามาบอกว่าอยากให้น้องได้กินของอร่อย!นางมารหลินหลานหรูนั่นเลวยิ่งกว่าเดรัจฉาน มีผู้ใดไม่รู้!"
จางหรงเคยถูกหลินหลานหรูจับศีรษะกดน้ำมาแล้วย่อมมองอีกฝ่ายอย่างไม่เป็นมิตรแต่แรก อีกทั้งระยะหลังมานี้ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนถูกพรรคพวกของหลินหลานหรูขัดขวางทุกทาง
สาวใช้สามคนในห้องต่างคุกเข่าไม่กล้าเอ่ยวาจาใดออกมา ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกนางจะยินยอมให้จางหรงที่มีฐานะไม่ต่างกันกดหัวข่มเหง เพียงกำลังรอ รอวันที่จางหรงตกลงมาเมื่อนั้นจะหัวเราะซ้ำเติมให้ถึงที่สุด
ความไม่ชอบใจที่มีต่อจางหรงนี้สุดท้ายก็เก็บไว้ไม่อยู่ เป็นสาวใช้นางเดิมที่โดนตบขยับปากสวนคืน"ท่านหมอก็ไม่ใช่บอกเจ้าหรือ ว่าของใดกินได้ไม่ได้บ้างเป็นเจ้ามือไวหยิบกินเองทั้งนั้น จะโทษคุณหนูที่ยังเด็กไม่รู้ความได้อย่างไร"
สิ้นคำพูดของสาวใช้ใบหน้าจางหรงแดงก่ำ หอบหายใจขึ้นลงอย่างโกรธเกรี้ยวเงื้อมือตบลงบ้องหูสาวใช้ไปอีกซ้ายขวา "เจ้ากล้าย้อนข้ามีสิทธิ์อะไรมาเถียงข้า พวกเจ้าสองคนด้านหลังยังไม่รีบลากมันออกไปโบยให้ตายอีก!"
"เจ้ามันชั่วช้า! จางหรงเจ้ามันวัวลืมตีน ลืมกระทั่งสันดานตัวเอง สักวัน สักวันเถอะเจ้าต้องตายอย่างอนาถ"
"ไม่มีวัน!ไม่มีทางมีวันนั้น!" จางหรงกรีดร้องเสียงแหลมไปอีกปัดจานขนมบนเตียงทิ้งจนแตกกระจาย
ขณะเดียวกันเสียงโบยเนื้อดังตุบๆก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง สักพักต่อมาลานด้านนอกก็เงียบเสียงลง พร้อมกับบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งเข้ามารายงานอย่างสั่นกลัว"นาง...นางตายแล้วขอรับ"
"ตายแล้วก็เอาศพไปทิ้งสิ!เหตุใดต้องยังรายงานข้า" จางหรงหอบหายใจขึ้นมาอีกรอบ
นางกำลังท้องเรื่องอัปมงคลเช่นนี้ไม่ควรเอ่ยให้ได้ยิน ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลินหลานหรู เป็นเพราะมันหากไม่มีมันสักคนนางก็คงไม่มีชีวิตอย่างยากลำบากเพียงนี้
ท่าเรือเมืองหนานจิง
เด็กหญิงชุดขาวเรียบง่ายกับเด็กหนุ่มชุดน้ำเงินสูงศักดิ์ทั้งสองยืนเคียงกันด้านข้างกองกระสอบป่านบรรจุเกลือ หลังนัดแนะกันเรียบร้อยว่าในช่วงบ่ายวันนี้จะออกมาพบคน
"ข้าอยากรู้ยิ่งว่าท่านจะจัดการปัญหานี้อย่างไร" หลินหลานหรูเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกโดยก่อนหน้านั้น พวกเขาเอาแต่ยืนเงียบสังเกตการณ์มานานเกือบหนึ่งชั่วยาม
ห่างออกไปด้านหน้าพวกเขาคือชายหน้าไฝเจ้าของบ่อนพนันเขตถนนย่านการค้าท่าน้ำผู้นั้น ชีวิตตกอับกลายมาเป็นทาสเวลานี้กำลังขนกระสอบเกลือตามคำสั่งเถ้าแก่อย่างเคร่งครัด
"เรื่องนี้ไม่นับเป็นปัญหา"
กล่าวจบ เสวี่ยเฟิ่งเดินหายออกไปใช้เวลาเพียงไม่นานก็กลับมาพร้อมชายฉกรรจ์ใบหน้าเหี้ยมเกี้ยมสองคน
เขาชี้นิ้วไปที่ชายโพกหน้ามิดชิดแต่งกายซอมซ่อ บนข้อเท้าทั้งสองยังพ่วงโซ่เหล็กไม่ต่างจากนักโทษเดนตายเอ่ยสั่งชายฉกรรจ์สองคนว่า "ข้าต้องการคุยกับชายผู้นั้นเป็นการส่วนตัวรบกวนพวกเจ้าเชิญให้ข้าแล้ว"
ชายฉกรรจ์เดินขึ้นหน้าทำตามที่สั่งทันที
หลินหลานหรูมองตามชายสองคนนั้นพวกเขาสะกิดไหล่เป้าหมายเพื่อเรียกให้หันหน้ากลับจากนั้นก็ซัดหมัดชกปากชายหน้าไฝโดยไม่บอกกล่าวอีกฝ่ายให้รู้ล่วงหน้า
เฮ่ย! โจ่งแจ้งเกินไปหน่อยหรือไม่ หลินหลานหรูคิดอย่างตกใจ
กระนั้นก็อดสงสัยไม่ได้"ท่านหมดเงินไปเท่าไรเพื่อซื้อสองคนนี้"
"ห้าสิบตำลึง"
หลินหลานหรูถึงกับเหล่มองคนตอบมากขนาดนั้นเลยหรือ?
เสวี่ยเฟิ่งเห็นสายตาของนางจึงเสริมอีกหน่อยว่า"อาจารย์เฉาให้มาแค่นั้น"
หลินหลานหรูจนคำจะเอ่ย ทำตาปริบๆมองเขาอย่างนับถือ! สิ้นเปลืองต่างหากเล่า
"ไปกันเถอะ" เสวี่ยเฟิ่งชวน
ชายหน้าไฝถูกลากมายังมุมอับเพื่อหลบเลี่ยงสายตาคน
เสียงฝีเท้าสองคู่เรียกให้เขาเงยหน้ามองผู้มาใหม่พอเห็นว่าเป็นใครก็แค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน พูดว่า"ที่แท้ก็เด็กเมื่อวานซืน"
หลินหลานหรูกดสายตามองลงต่ำผ้าโพกหน้าชายหน้าไฝร่วงลงไปกองบนลำคอ รอยแผลเป็นอันแสนน่ากลัวจึงปรากฏให้เห็น
"ข้าจะไม่พูดมาก"นางเอ่ยเสียงเรียบ พูดอีกว่า "เพียงอยากรู้เรื่องหนึ่งจากปากเจ้าแน่นอนว่าข้าไม่ถามเปล่า แลกกับอิสระของเจ้าและสถานที่ที่น้องสาวของเจ้าถูกฝังเป็นอย่างไร"
ชายหน้าไฝแสยะยิ้ม พูดว่า"เรื่องอะไรข้าจะบอกเจ้า มีอิสระแล้วอย่างไร น้องสาวข้าก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้ยิ่งรู้ว่านางไม่ได้นอนไหม้เกรียมในซากอาคารหลังนั้นก็นับว่าดีแล้วข้ายังจะต้องตื่นเต้นกับข้อเสนอเจ้ารึ ฝันไปเถอะเด็กน้อย"
หลินหลานหรูสะอึกไปอยู่บ้างจึงไร้คำพูดตอบโต้ชั่วขณะ
เสวี่ยเฟิ่งจึงเอ่ยขึ้นบ้าง"หรือเจ้าไม่คิดอยากทำให้ความฝันของน้องสาวเจ้ากลายเป็นจริงเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้า? นางเคยขอร้องเจ้าเช่นนั้นไม่ใช่รึ"
หลินหลานหรูเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างเสวี่ยเฟิ่งอย่างนึกทึ่ง มีเรื่องใดที่เจ้าไม่รู้บ้าง?
ชายหน้าไฝนิ่งเงียบอย่างครุ่นคิดไปพักใหญ่กระทั่งความโศกเศร้าค่อยๆ เอ่อล้นในดวงตา จะอย่างไรชีวิตนี้ของเขาก็ไร้น้องสาวแล้วสิ่งสุดท้ายที่ทำให้นางได้ เขาอยากทำ จึงเอ่ยตกลงในที่สุด"พวกเจ้าอยากรู้เรื่องใด"
หลินหลานหรูเชิดหน้าถามอย่างไม่อ้อมค้อม"ข้ารู้มาว่าเจ้าคือคนกลางที่คอยส่งงานลอบสังหารให้นักฆ่าเช่นนั้นใครต้องการฆ่าคนสกุลหลินเจ้าเองก็คงรู้ มันผู้นั้นเป็นใคร?"
ชายหน้าไฝอึ้งไปชั่วอึดใจก็หัวเราะอย่างเย้ยหยัน"นับว่าพวกเจ้าเก่งมากที่สืบสาวมาจนถึงตัวข้า แต่เสียใจด้วยเรื่องนี้คงตอบให้ไม่ได้ และคงไม่ต้องให้ข้าพูดยกเหตุผลกระมังพวกเจ้าก็คงรู้อยู่แก่ใจว่าเพราะเหตุใด ระบบการรับงานของนักฆ่า ไม่พบหน้าไม่เอ่ยเสียง นอกจากเงินและข้อมูล ล้วนไม่สามารถรู้ถึงตัวตนผู้ว่าจ้างเบื้องหลังเสียเวลาเปล่าแล้วละ"
"ข้ารู้..."หนนี้หลินหลานหรูลดความเคร่งขรึมลง เอ่ยอย่างสบายๆ ว่า"และเจ้าเองก็คงรู้ว่าต่อให้กฎเข้มงวดแค่ไหนเพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าเองแล้ว ไม่ว่าเป็นใครก็คงไม่หลับหูหลับตารับงานมาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้ากระมัง"นางยิ้มกล่าวอีกว่า "คนมันกลัวตาย ต่อให้เป็นคนกลางก็ต้องรอบคอบไว้ไม่ใช่หรือเจ้าแหกกฎลอบมองหน้าผู้จ้างวานใช่หรือไม่"
ชายหน้าไฝใบหน้าตึงเขม็งเอ่ยเสียงเครียดขอเพิ่มเงื่อนไข "ถึงตอนนี้ข้าขอเพิ่มข้อแลกเปลี่ยน"
หลินหลานหรูย่นหว่างคิ้ว"เจ้าว่ามา ข้าจะพิจารณาดู"
"สืบจนรู้ถึงตัวตนของข้าเรื่องนี้คงไม่ยากเกินมือพวกเจ้า"
"อย่ามัวพูดมาก" นางเร่งแล้ว
"ยาบุปผาหงส์หยกข้าเคยได้ยินว่ามันสามารถชุบชีวิตคนตายได้ เพียงเจ้าหามันมาให้ข้า เรื่องที่ข้ารู้จะบอกแก่พวกเจ้าทุกอย่าง"
หลินหลานหรูไม่ได้ตอบในทันทีด้วยกำลังสงสัยว่าเขาจะเอายาไปเพื่ออะไร คิดจะชุบชีวิตน้องสาวตนเองหรือมียาชุบชีวิตคนตายได้ที่ใดกันเล่าครั้งนั้นที่ให้เฉิงอิ้นอุปโลกน์เป็นหมอเทวดารักษาหญิงใกล้ตายนางเพียงวินิจฉัยโรคที่อีกฝ่ายเป็นไว้แล้ว ค่อยปรุงยาชนิดนี้ขึ้นมา ภายหลังยังมีคนดัดแปลงลดสรรพคุณทางยาลง อย่าว่าแต่คนตายเลย คนใกล้ตายก็ไม่ฟื้น
เพียงแต่นางต้องทำตามข้อแลกเปลี่ยนนี้ของเขาด้วยหรือมีตั้งร้อยแปดวิธีที่ให้เขาสารภาพ ดังนั้นตอบตกลงตามน้ำไปก่อน ก็ไม่เสียหายใดคนคายออกจากปากเอง ย่อมดีกว่างัดปากให้คาย
"ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้กุเรื่องยาวิเศษพรรค์นั้นขึ้นมาเพื่อคิดถ่วงเวลาข้าแล้ววางแผนหลบหนีเอาตัวรอด" หลินหลานหรูพูด
"ฮึ! กุเรื่องเจ้าสิข้ายังมีเหตุผลใดให้ต้องทำเช่นนั้น สภาพอย่างกับผีเช่นนี้คิดว่ายังหนีได้อีกรึข้ารู้ว่ามันอยู่ที่ใด จวนสกุลเจินมีสองเม็ด ได้ยินว่าเม็ดหนึ่งเจินชิ่วอีกินไปแล้วดังนั้นข้ามั่นใจว่าอีกเม็ดยังอยู่ในจวนแห่งนั้น เจ้าไปเอามาเร็วหน่อยก็ดีหากช้าไปมู่หวังจงอาจชิงตัดหน้า"
"เกี่ยวข้องอันใดกับมู่หวังจง"เสวี่ยเฟิ่งอยู่ในเมืองหนานจิงมาหลายเดือน ย่อมรู้เบื้องหลังโสมมของมู่หวังจงแม้แต่เรื่องปล้นคุกเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิก็เป็นฝีมือเจ้าขุนนางอ้วนผู้นี้
หลินหลานหรูเองก็อยากรู้
"ครั้งหนึ่งมู่หวังจงมาหาข้าถึงที่บ่อนเจ้าอ้วนนั่นต้องการคนจากข้าเพื่อจัดฉากปล้นคุกเรื่องนี้ยังไม่ทันตกลงกันได้ก็เกิดเรื่องก่อน"ครั้งนั้นยังไม่ทันตกลงกันได้ก็เกิดเรื่องที่น้องสาวเขาตายขึ้นก่อนทั้งเขายังถูกหลินหลานหรูแทงด้วยมีดอาบยาพิษและถูกขายมาเป็นทาสจนถึงตอนนี้
"ปล้นคุกเป็นงานแรกแต่งานที่สองคือปล้นคลังสมบัติของเจ้าเมืองหนานจิงข้อเสนอนี้ไม่ว่าใครย่อมสนใจทั้งนั้นแต่มู่หวังจงบอกข้าว่าต้องการเพียงยาเม็ดเดียว เฮอะ!เจ้าอ้วนนั่นคิดจะตลบหลังพวกข้าอีกนะสิ"
พูดให้ถูกคือชายหน้าไฝก็มีความโลภเป็นของตนเอง ทั้งยังมีความแค้นลึกซึ้งกับมู่หวังจงอีกภายหลังชายหน้าไฝตกต่ำ ลูกน้องของเขาก็ถูกมู่หวังจงยัดขอหา จับไปขายให้พ่อค้าทาสแล้วรับเงินเข้ากระเป๋าอยู่ฝ่ายเดียวฉะนั้นขอแค่ได้ยาล้ำค่ามาครอบครองตัดหน้ามู่หวังจงก็เพียงพอให้แก้แค้น
"ถึงเจ้าไม่รับงานเหตุปล้นคุกก็เกิดขึ้นแล้ว งานที่สองนี้มู่หวังจงคงหาคนมาทำงานแทนพวกเจ้าได้ต่อจากนี้คงเป็นคลังสมบัติในจวนเจ้าเมือง" หลินหลานหรูรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง
"ไม่ผิด"ชายหน้าไฝกล่าวอย่างรวบรัดปิดท้ายอีกว่า "หลังเจ้าเจอยาบุปผาหงส์หยกแล้วข้าจะบอกทุกอย่าง ถึงตอนนั้นก็เอายามาแลกข้อมูลตามสัญญา"
เวลานี้จวนสกุลเจินตกอับอย่างที่สุดเนื่องจากเรื่องคดีทุจริตถูกคลี่คลายแล้ว วันที่สิบห้าเดือนห้าที่จะถึงนี้คนสกุลเจินทั้งครอบครัวต้องถูกเนรเทศออกจากเมือง จากนี้เหลืออีกแค่สิบวันเป็นไปได้ที่มู่หวังจงจะชิงลงมือเวลานั้น ช่างประจวบเหมาะเสียจริง
หมากกระดานนี้มู่หวังจงเดินได้ไม่เลวกล่าวไปกล่าวมา เขายังยืมมือนางเพื่อโค่นอำนาจเจ้าเมืองด้วยซ้ำหมูอ้วนผู้นี้ร้ายกาจนัก
"ข้าจะไถ่ตัวเจ้า"หลินหลานหรูให้สัจจะตามที่เคยพูดไว้
เสวี่ยเฟิ่งไม่ว่าอะไรเพราะถึงอย่างไรก็เป็นการตัดสินใจของนาง จะเชื่อถือชายหน้าไฝได้หรือไม่นั้นนางคงมีทางรับมืออยู่ในใจแล้วกระมัง
หลังกลับออกมาก็เป็นเวลาพลบค่ำเด็กทั้งสองเดินไปบนถนนโล่งๆ อาคารรอบข้างเริ่มทยอยกันจุดโคมยามนั้นเสวี่ยเฟิ่งจึงเอ่ยถาม "เชื่อใจได้หรือไม่แน่ว่าชายผู้นั้นอาจไม่รู้เรื่องใดเกี่ยวกับผู้ว่าจ้างมือสังหาร หากเจ้าพลาดถูกทางการจับขึ้นมานั่นยิ่งไม่สมใจเขาหรือจะอย่างไรเขาก็มีความแค้นเรื่องน้องสาวกับเจ้าเช่นกัน"
"ข้าก็ไม่มั่นใจนักหรอกเจ้าค่ะเขาจะรู้หรือไม่ล้วนมีประโยชน์เท่ากัน ข้าแค่เห็นโอกาสเหมาะอาศัยช่วงที่มู่หวังจงลงมือในจวนสกุลเจิน ดึงตัวคนผู้หนึ่งมาเป็นพวก"
หากเหตุปล้นคุกเมื่อสองเดือนก่อนเป็นมู่หวังจงตั้งใจจัดฉากขึ้นครานี้เจ้าอ้วนนั่นคิดจะปล้นคลังสมบัติเจ้าเมืองเป็นไปได้ว่าเกาฟังจะรับงานนี้อีกครั้งหากไม่แล้วมีเหตุผลใดให้หัวหน้ากองโจรตกอับอย่างเขาปฏิเสธเงินทองมากมายกัน
ทว่าเสวี่ยเฟิ่งไม่รู้ถึงความตั้งใจของนาง"คนผู้นี้สำคัญกว่าผู้ที่คิดร้ายต่อเจ้าอีกหรือ"
เห็นได้ชัดว่าสีหน้าเขาแฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุดรอบตัวนางยังต้องการอีกกี่คนกัน ให้เขาปกป้องนางเพียงคนเดียวไม่ได้หรือไร
หลินหลานหรูอ่านสีหน้าเขาออกแต่ดันไม่เข้าใจเพราะอย่างนี้ถึงได้ตอบเสียงเข้ม "ย่อมสำคัญกว่าแน่นอนข้ายังต้องอาศัยกำลังของเขาเพื่อกำจัดคนที่คิดเป็นศัตรูกับข้า"
เสวี่ยเฟิ่งหงุดหงิดแล้วจริงๆจงใจแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ชอบใจ นางยังโง่ไม่เข้าใจอีก จึงเอ่ยไปอย่างไม่สบอารมณ์"ข้าอยากรู้นักว่าศัตรูเจ้าเป็นใครไม่เช่นนั้นข้านี่แหละจะเอาระเบิดไปยัดปากมัน!"
กล่าวจบเด็กหนุ่มชุดน้ำเงินก็เดินนำลิ่วไปไกลไม่รอนางแล้ว
หลินหลานหรูสับสนเกาศีรษะไปหนึ่งที ด้วยไม่เข้าใจท่าทางมึนตึงของเขาเช่นนี้จึงไม่ได้เอะใจอะไรกับคำว่า 'ระเบิดยัดปาก' ต้องเกิดมาในสภาพแวดล้อมเช่นไรถึงใช้คำพูดแบบนี้เอ่ยออกมายามเผลอ
ถามถึงศัตรูของหลินหลานหรูคงหนีไม่พ้นคนที่วางแผนทำลายชีวิต กระทั่งทำให้นางตายในชาติที่แล้วกระมัง...
ทั้งคู่เดินมาหยุดที่หน้าร้านขนมแห่งหนึ่งเวลานั้นเถ้าแก่กำลังจะปิดร้าน เมื่อเห็นเด็กสองคนยืนอยู่จึงสอบถาม"จะค่ำมืดแล้ว เหตุใดพวกเจ้าไม่รีบกลับบ้าน แน่ะ! ยังมาจ้องหน้าข้าอีก ต้องการอะไร!"
หลินหลานหรูทบทวนแผนในหัวก่อนเบะปากเตรียมร้องไห้ สุดท้ายก็ปล่อยเสียงโฮออกมาจับมือเสวี่ยเฟิ่งแกว่งอย่างอ้อนวอน "ทะ…ท่านพี่ ข้าอยากกินขนมกุ้ยฮัว"
นางชี้นิ้วเข้าไปในร้านใบหน้าเปื้อนน้ำตาน่าสงสารยิ่ง
เสวี่ยเฟิ่งเกือบหลุดขำทว่าเก็บสีหน้าไว้ทัน
ดังนั้นใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เถ้าแก่เห็นจึงมีเพียงแค่ความหนักใจต่อมาก็ได้ยินเด็กหนุ่มเอ่ยตำหนิเด็กหญิงเสียงดุ "หลานหลันข้าบอกเจ้าแล้วให้อดทน รอฤดูร้อนปีหน้า ข้าจะเก็บเงินซื้อขนมให้เจ้าหากเพียงแค่นี้ยังรอไม่ได้ ก็ไม่ต้องกิน!"
หลินหลานหรูสะดุ้ง ในใจคิดว่าเขาจะจริงจังเกินไปหน่อยหรือไม่นางจึงเปล่งเสียงร้องดังขึ้นไปอีกเพราะตกใจ
เถ้าแก่ทนไม่ไหวจึงยกมืออุดหู"ไอ๊หยา น้องสาวเจ้าเสียงแหลมนัก ข้ากำลังจะปิดร้านอยากกินขนมอะไรว่ามา"
"ขนมกุ้ยฮัว!"
"ขนมหร่วนเซียง![1]"
สีหน้าเด็กน้อยยิ้มระรื่นแต่พอพูดชื่อขนม กลับพูดไปคนละอย่าง ต่างฝ่ายต่างตีหน้ายักษ์ใส่กันนั่นไม่ได้อยู่ในแผนการตามที่ตกลงกันไว้
เถ้าแก่หรี่ตามองเด็กน้อยอย่างจับผิดเอ่ยเสียงขู่เด็ก "พวกเจ้าคิดหลอกคนแก่อย่างข้าหรือ"
"ไม่ใช่ๆข้าอยากกินขนมกุ้ยฮัวเจ้าค่ะ" หลินหลานหรูโบกไม้โบกมือปฏิเสธเร็วไวก่อนจะตีหน้าเศร้าตามมาอย่างแนบเนียน
"เถ้าแก่ วันนี้วันเกิดน้องสาวข้าข้าอยากได้ขนมกุ้ยฮัวสักกล่อง ไม่ทราบว่าในร้านท่านยังมีเหลืออยู่หรือไม่"
หลินหลานหรูลอบมองคุณชายเย่าประกายยินดีวาบผ่านในดวงตานางแวบหนึ่ง เขาถึงกับรู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของนาง
เถ้าแก่ถอนหายใจเอ่ยอย่างเสียดาย"วันนี้ขนมข้าขายดีตั้งแต่เช้า แทบไม่มีเหลือสักกล่อง หากพวกเจ้าอยากกินขนมข้ามีขนมแตกละเอียดอยู่กล่องหนึ่ง จะเอาหรือไม่"
"ไม่เอา!" หลินหลานหรู
"เอา!" เสวี่ยเฟิ่ง
เสวี่ยเฟิ่งรีบเอ่ยย้ำ"เอาขอรับ น้องสาวข้าเรื่องมาก ท่านอย่าสนใจนางเลย ไหนๆแล้วพวกข้าก็ได้กินขนมแตก เช่นนั้นขอน้ำผลไม้สักไหเล็กๆให้น้องสาวข้าดื่มเผื่อขนมติดคอนางเพิ่มได้หรือไม่"
หลินหลานหรูนึกขันในใจองค์ชายผู้นี้ก็มีเล่ห์เหลี่ยมเช่นกัน เขาเอ่ยได้ลงล็อกเถ้าแก่ตอบตกลงอย่างง่ายดาย เพิ่มน้ำผลไม้ให้มาอีกสองไห
"เอ้า! เอาไป ข้าไม่คิดเงินก็จริงแต่พวกเจ้าสองพี่น้องต้องไปส่งขนมแทนข้า" เถ้าแก่โยนกล่องขนมอีกห้ากล่องเรียงซ้อนกันในห่อผ้าสีขาวส่งให้หลินหลานหรู
นางรับมาก่อนจะเซไปด้านข้างเล็กน้อย"หนักมากเถ้าแก่"
"ก็หนักน่ะสิ เจ้าคิดว่ามันเบาหรือพวกเจ้าเอาไปส่งตามที่อยู่นี้แล้วกัน ส่งหมดแล้วก็ไม่ต้องย้อนกลับมา"
"เข้าใจแล้วขอรับ"เสวี่ยเฟิ่งยิ้มรับคำ ไม่ดูสีหน้าหลินหลานหรูสักนิด
นางอยากบอกเขาใจจะขาดว่า 'ข้าหนัก แลกกันถือดีหรือไม่' แต่พอได้ยินประโยคนี้จากเขา
"เช่นนั้นเจ้าก็แพ้ข้า"
สุดท้ายหลินหลานหรูต้องกัดฟันสู้แบกกล่องหนักๆ เดินไปตลอดทาง
และสุดท้ายอีกเช่นกันเพิ่งผ่านมาได้แค่ถนนเดียวนางก็เดินตัวปลิวเสียแล้วด้วยว่ากล่องทั้งหมดย้ายไปอยู่ในมือเสวี่ยเฟิ่งเรียบร้อย
ระหว่างทางกลับทั้งสองเดินผ่านทะเลสาบทางทิศใต้ของเมืองจึงแวะหยุดพักยามนี้ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท้องฟ้าด้านบนจึงมืดสลัวลงทุกที
เสวี่ยเฟิ่งยื่นน้ำผลไม้ไหเล็กให้หลินหลานหรูพลางเอ่ยอย่างไม่จริงจัง "วันนี้วันเกิดเจ้า ก็เป็นวันเกิดของข้าด้วยเรามาฉลองพร้อมกันเถิด"
หลินหลานหรูรับมานางเอียงศีรษะมองเขาอย่างประหลาดใจหนหนึ่ง ก่อนจะดึงสายตากลับไปที่ทะเลสาบเบื้องหน้าโคมไฟหลากสีบนตัวอาคารฝั่งตรงข้าม สะท้อนแสงในน้ำจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับให้ความรู้สึกราวกับวันนี้เป็นเทศกาลโคมไฟอย่างไรอย่างนั้น
"เราเกิดวันเดียวกันหรือเจ้าคะบังเอิญจริง" กล่าวจบหลินหลานหรูก็ไม่สนใจเรื่องนี้อีก คล้ายว่าเมื่อครู่แค่เอ่ยไปตามมารยาทเท่านั้นตอนนี้นางนั่งบนพื้นถนนริมขอบทะเลสาบ ปลายเท้าทั้งสองหย่อนลงเกือบแตะผิวน้ำ
เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้นั่งลงตามนางแต่กลับขยับยืนห่างออกไปหลายช่วงตัว เงียบกันไปสักพักก็เอ่ยขึ้น"พรุ่งนี้ยามเหม่า[2] ข้าจะเดินทางกลับเมืองหลวงแล้วดังนั้นจึงอยากให้เจ้าไปส่งข้าที่หน้าประตูเมือง"
เขาช้าไปหลายเดือนแล้วเดิมทีควรใช้เวลาในเมืองนี้เพียงเดือนเดียวเท่านั้นการเดินทางกลับครั้งนี้จึงผิดไปจากที่คาดนัก
หลินหลานหรูรู้สึกจุกขึ้นมาในลำคอจึงยกน้ำผลไม้ดื่มไปหลายอึก อากาศริมทะเลสาบเย็นขึ้นเรื่อยๆ เย็นจนนางคิดไปว่าสมองกำลังถูกแช่แข็งเป็นครั้งแรกที่รู้สึกไร้คำพูด ใช้เวลานานกว่าจะเอ่ยกลับ
"คุณชายเย่า"น้ำเสียงนางจริงจังไปกว่าแปดส่วน มากจนเขาต้องหันมอง และสบเข้ากับดวงตาคมลึกของนาง"ข้าคาดหวังในตัวท่านมากที่สุด ขณะเดียวกันข้าก็หวาดกลัวท่านที่สุดด้วยกลับเมืองหลวงครั้งนี้ข้าไม่รู้จักผู้ใดนอกจากท่าน"
และยิ่งไม่ไว้ใจใครนอกจากเขานางอยากเอ่ยเช่นนี้ด้วย เพียงแต่จุดอ่อนนี้ของนางไม่อาจเปิดเผย
แววตาหลินหลานหรูเข้มขึ้นอีกเล็กน้อย"หลายเดือนที่ผ่านมาท่านทำให้ข้าไว้ใจได้แล้วหวังว่าวันข้างหน้าท่านจะเป็นคนแรกที่ออกหน้าช่วยเหลือข้าเมื่อมีภัยเป็นคนแรกที่พร้อมจะเชื่อข้าไม่ว่าเรื่องใด ดีกับข้า และอยู่ข้างกายข้าท่านให้สัญญาได้หรือไม่"
ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาดราวกับว่าการกลับเมืองหลวงครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตนางให้ตกต่ำจนถึงที่สุด
"ข้าให้สัญญา"เสวี่ยเฟิ่งขมวดคิ้วอยู่บ้าง ไม่แฝงพิรุธใดในน้ำเสียง ทว่ารอบข้างมืดสนิทนางจึงมองไม่เห็นแววตาของเขายามเอ่ยให้คำมั่นนั้น
หากหลินหลานหรูกำลังถูกหลอกก็คงไม่ทันแล้วรอยยิ้มที่นางส่งกลับให้เขา มันมาจากใจของนางอย่างแท้จริง
___________________________________
[1] ขนมหร่วนเซียง ทำจากแป้งข้าวเหนียวใบมิ้นต์ และน้ำตาล หั่นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเนื่องจากเนื้อนุ่มและหอมกลิ้นมิ้นต์จึงได้ชื่อว่าหร่วนเซียง ที่แปลว่านุ่มและหอม
[2] ยามเหม่า คือช่วงเวลาระหว่าง 5.00 น. ถึง 7.00 น.