“เพื่ออะไรคะ”
น้ำเสียงและสีหน้าของแพรวรุ้งบ่งบอกว่ายังไม่สามารถที่จะยอมรับเื่เหมือนนิยายน้ำเน่านี้ได้ง่ายๆ
“เพื่อนของพ่อเขารู้สึกเอ็นดูหนูมากจึงได้เอ่ยปากขอหมั้นลูกไว้กับลูกชายของเขาั้แ่ตอนนั้น”
นายเพิ่มพลเป็ผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับบุตรสาว
“ก็แล้วทำไมคุณพ่อจะต้องรับปากเขาด้วยละค่ะคุณพ่อไม่คิดบ้างเลยหรือไงว่าหนูจะต้องทุกข์ทรมานใจแค่ไหนหากจะต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ที่ไม่ได้รัก”
แพรวรุ้งโวยวายออกมาทันที
“แพรวฟังพ่อก่อนสิลูก พ่อมีความจำเป็จริงๆน่ะตอนนั้นกิจการบริษัทของพ่อมีปัญหาเื่สภาพคล่องทางการเงิน แล้วเพื่อนของพ่อคนนั้นก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย โดยมีเงื่อนไขว่าพ่อจะต้องรับหมั้นหนูกับลูกชายของเขาไว้”
“แล้วทำไมคุณพ่อถึงพึ่งมาบอกหนูตอนนี้”
“เื่มันนานมาแล้วลูก และเพื่อนของพ่อคนนั้นก็ได้ยกครอบครัวย้ายออกไปทำไร่อยู่ที่ต่างจังหวัดนานแล้วจนเขาเสียชีวิตไปแล้วพ่อก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกับครอบครัวของเขาอีก”
“ทุกอย่างมันก็น่าจะจบไปแล้วนี่คะ คุณพ่อจะต้องรื้อฟื้นขึ้นมาอีกทำไม”
“พ่อไม่ได้เป็ฝ่ายรื้อฟื้นนะลูก พ่อเองก็อยากให้ทุกอย่างมันจบไปเหมือนกัน แต่เพื่อนของพ่อคนนั้นสิ เขาได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ให้ลูกๆของเขาสานต่อ และเมื่อถึงเวลาเขาก็ติดต่อมาเพื่อให้เราทำตามสัญญา ซึ่งเขาก็พึ่งติดต่อมาก่อนหน้าที่พ่อจะบอกลูกนี้เพียงไม่กี่วันเอง”
“เราก็บอกเขาไปว่าเราไม่พร้อมที่จะแต่งงานกับเขาและคืนของหมั้นเขาไปก็ได้นี่คะ”
แพรวรุ้งเสนอเงื่อนไขเพื่อจะได้ไม่ต้องแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รักซึ่งสิ่งที่เธอพูดออกไปนั้นก็ทำให้บิดากับมารดาถึงกับถอนหายใจออกมาพร้อมกันทันที
“เราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะลูก”
นายเพิ่มพลกล่าวออกมาอย่างลำบากใจ
“ทำไมคะคุณพ่อ ทำไมถึงจะทำไม่ได้”
“ก็เพราะของหมั้นไม่ได้มีแค่แหวนนี้เท่านั้นนะสิ”
“แล้วมันมีอะไรอีกคะ”
“มีเงินอีกยี่สิบล้าน และที่ดินติดกับแม่น้ำเ้าพระยาอีกสิบไร่ซึ่งเงินยี่สิบล้านนั้นแม่ของลูกก็ได้เอาไปเที่ยวรอบโลกจนหมดไปตั้งนานแล้ว”
“ทำไมคุณแม่ถึงทำอย่างนั้นคะ”
แพรวรุ้งหันไปต่อว่ามารดาทันที
“อย่ามาว่าแม่นะยัยแพรว เพราะเราเองก็มีส่วนใช้เงินนั้นไปกับแม่เหมือนกัน รถเบนซ์ป้ายแดงรุ่นใหม่ที่ลูกขับอยู่กับเงินที่ลูกไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อนอยู่ทุกปีก็เป็เงินนั้น”
“งั้นก็เอาเงินส่วนตัวของคุณพ่อไปรวมกับที่ดินกับแหวนแค่นี้ก็ครบแล้วนี่ค่ะ”
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะสิ เพราะที่ดินนั้นคุณพ่อก็ขายไปตั้งนานแล้ว แล้วตอนนี้ราคาที่ดินแถบนั้นก็พุ่งขึ้นสูงลิบเราไม่มีปัญญาซื้อหามาคืนเขาได้แน่”
“โอ๊ย ทำไมอะไรมันถึงได้เป็อย่างนี้นะ แล้วถ้าหากหนูยืนยันไม่ยอมแต่งเด็ดขาดละคะ”
“ไม่ได้นะลูก เขาจะหาว่าเราผิดสัญญาแล้วฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเราได้ มีทางเดียวคือลูกต้องยอมแต่งงานกับคู่หมั้นของลูกเท่านั้น”
“ไม่ไหวหรอกค่ะคุณพ่อ แค่ได้ยินว่าเขาไปทำไร่อยู่ต่างจังหวัดตั้งนาน หนูก็คิดว่าตัวเองรับเขาไม่ได้แล้วหละค่ะ ป่านนี้เนื้อตัวคงดำสกปรกมอมแมมจนดูไม่ได้ เขาไม่ใช่ผู้ชายในแบบที่หนูชอบแน่นอน”
กล่าวจบแพรวรุ้งก็ลุกขึ้นเดินออกไปทันที สาวสังคมไฮโซที่เคยใช้แต่ชีวิตหรูหราอย่างเธอจะให้ไปแต่งงานกับหนุ่มชาวไร่แล้วให้ใช้ชีวิตจมปลักอยู่ที่ไร่ต่างจังหวัดงั้นเหรอ ไม่มีทาง
“หยุดก่อนยัยแพรว กลับมาคุยกับพ่อให้รู้เื่ก่อน”
นายเพิ่มพลพยายามเรียกบุตรสาวเอาไว้
“คุณพี่คะ ใจเย็นๆ ปล่อยลูกไปก่อนเถอะค่ะ ไว้ค่อยคุยกันวันหลัง”
นางวิภาวีรีบบอกกับสามีเมื่อเห็นว่าต่างฝ่ายต่างเริ่มร้อน
“จะมัวใจเย็นได้ยังไง อีกแค่เจ็ดวันก็จะถึงกำหนดการแต่งงานแล้วยัยแพรวจะต้องเตรียมตัวและควรจะเดินทางไปถึงที่นั้นก่อนวันแต่งอย่างน้อยที่สุดก็หนึ่งวัน”
นายเพิ่มพลหัวเสียอย่างหนัก ด้วยกลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอาจนหมดตัวอีก
“เอาเถอะค่ะ ยังไงก็ยังนับว่าพอมีเวลาแล้วดิฉันจะหาโอกาสพูดกับลูกเอง”