“คุณดูโน่นหน่อยสิ! ช่วยบอกทีว่านั่นคือน้องชายผม”
จิณณวัตรมาถึงได้ไม่นานก็มองออกไปยังแปลงกุหลาบ ขณะมือยังถือแก้วกาแฟกับแซนด์วิชอยู่ เพราะภาพตรงหน้ามันไม่ชินตาสักนิด อาทิตยามองตามไป สักพักก็หันมายิ้มก่อนตอบ
“ถ้าอยากรู้เราก็ไปดูใกล้ๆ ดีไหมคะ”
ว่าแล้วก็เดินไปคว้าหมวกปีกกว้างมาให้ตัวเองและเขา มือถือกรรไกรตะกร้าสะพายไว้บนหลัง แล้วก็เดินนำไปตามแปลงกุหลาบอันหอมอบอวลถ้วนทั่วบริเวณ
ทุกคนก็ต่างโบกไม้โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ ที่เวลาทำงานเหนื่อยๆ แล้วมีคนรู้จักมักคุ้นมาหา
“พี่จิณ!”
โดยเฉพาะจิรายุจะดีใจเป็นพิเศษเมื่อเห็นพี่ แม้จะห่างกันแค่อาทิตย์เดียว แต่เขารู้สึกเหมือนไม่เจอพี่เป็นปี อาจจะด้วยเพราะกำลังมีเรื่องวุ่นวายใจแล้วมีคนที่รู้เรื่องเพียงแค่พี่คนเดียวกระมัง เลยทำให้ใจจดจ่อรอพี่เพื่อถามความเป็นไปของพวกพนันบอล
“เป็นไงเรา ไม่ทันไรกลายเป็นชาวสวนแล้วนี่น่า อย่างนี้พี่จะต้องหัดไว้บ้างแล้วล่ะ”
พอยกมือไหว้สุพรหมและรับไหว้ทุกคนแล้วเขาก็แขวะนอกเป็นคนแรก
“ได้เลยครับ ว่าแต่เจอแดดแรงๆ เข้าพี่จิณอย่าหนีไปพักก่อนก็แล้วกัน”
น้องชายท้าทายพี่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ผมช่วยนะ ส่วนคุณเลือกตัดได้ตามใจชอบ”
จิณณวัตรรีบอาสาสะพายตะกร้าให้ เพื่อร่างบางจะได้ตัดกุหลาบได้อย่างสะดวก
“ขอบคุณค่ะ”
แล้วสองหนุ่มสาวก็ช่วยกันตัดช่วยกันแบกอย่างอารมณ์ดี เพราะนานๆ ทีจะได้พักแผ่นบ้าง และแม้แดดจะแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่จิณณวัตรก็ไม่ยอมถอย
สุพรหมเอ่ยปากเปิดทางให้ขึ้นพักก่อนเขาก็ยังดึงดันช่วยจนงานเสร็จเรียบร้อย ยังผลให้ทุกคนพอใจไม่น้อย โดยเฉพาะอาทิตยาที่ไม่ค่อยจะได้เห็นคุณชายเนี้ยบลุยงานสวนเลย
“ค้างสักคืนดีไหมครับคุณจิณ พรุ่งนี้บ่ายๆ ค่อยกลับ จะได้ฝากเจ้าสองตัวนี้ติดรถไปด้วย”
สุพรหมรีบเสนอ ขณะนั่งกับพื้นล้อมวงกันกินข้าวพร้อมหน้าและเอร็ดอร่อยอย่างไม่เคยมีมาก่อนสำหรับจิณณวัตร
“ได้ครับ ว่าแต่ผมกับน้องไม่รบกวนแน่นะครับ”
จนป่านนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเรียกสุพรหมแบบไหน จึงเลี่ยงที่จะไม่เอ่ยสรรพนามของเจ้าบ้าน
“ไม่รบกวนหรอกครับ ตะวันจะได้นอนกับพ่อแม่และน้องบ้าง แม่แน่จะทำกับข้าวให้เอากลับไปไว้กินด้วย”
จิณณวัตรไม่แน่ใจว่าอาหารที่สุพรหมบอกจะอยู่ได้สักกี่วัน หากต้องแบกกลับไป แต่ก็ถึงบางอ้อ เมื่อในยามค่ำคืน สามสาวช่วยกันตักใส่ถุงไปฟิตไว้ เลยจำได้ว่าเขาเคยกินแกงพวกนี้ตอนยัยถั่วงอกเวฟให้กินนั่นเอง
บ่ายแก่ๆ ในวันรุ่งขึ้น แกงทั้งหลายพร้อมผู้โดยสารที่ต่างพักอยู่กันคนละทิศคนละทางก็อยู่บนรถเรียบร้อย พอใกล้ที่พักรุ่งอรุณขอลงตรงทางแยกแล้วนั่งรถเมล์เข้าหอเอง
แต่สำหรับรัตติกาลเขาไม่ยอมปล่อยลงกลางทางเด็ดขาด ต้องไปส่งถึงหอหญิง อาทิตยาได้โอกาสตามขึ้นไปสำรวจความเป็นอยู่ของน้องด้วย แต่ก็อยู่ไม่นานเพราะเกรงใจคนรอ
“ทางสะดวกนะเจ คุณแม่คุณพ่อไม่อยู่บ้านสักคน ไว้พี่จะกลับมาคุยด้วย”
เขาส่งน้องชายเป็นคนที่สามตรงประตูบ้าน แล้วรีบออกรถก่อนจะแจ๊กพอตเจอพ่อแม่กลับมาจ๊ะเอ๋เข้า เขาหันไปหาผู้โดยสารคนสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจเอ่ยในสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่เช้าแล้ว
“เอาของไปใส่ตู้เย็นก่อนแล้วเราไปหากินข้าวร้านแถว นั้นกันดีหรือเปล่า ขับรถมาตั้งนานผมเหนื่อยแล้วก็หิวด้วย”
อาทิตยาอยากจะอ้าปากปฏิเสธ แต่พอเจอข้ออ้างหลังเข้าเลยเปลี่ยนใจยอมทำตาม อีกทั้งตัวเองก็หิวไม่น้อย และเพื่อนรักก็ไม่ว่างจะมากินที่ห้องด้วยสำหรับค่ำคืนนี้ เพราะหนุ่มใหญ่เมียเผลอมารับออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว
“อืม! ร้านน่ารักดีนะ ที่ประจำคุณเหรอ”
จิณณวัตรหันไปหาเมื่อนั่งลงกับโต๊ะเล็กๆ ใต้ซุ้มการเวก สายตาก็มองออกไปดูบรรยากาศรอบๆ ร้าน ที่เข้าใจเอาบ้านมาตกแต่งเป็นร้านอาหาร ใช้พื้นที่ได้ทั้งสนามและในตัวบ้าน
“เคยมาสามสี่ครั้งค่ะ แกงป่าปลาเห็ดโคนอร่อยคุณอยากลองชิมบ้างมั้ยคะไม่ต้องสั่งเผ็ดมากเดี๋ยวคุณกินไม่ได้ ผัดผักหวานน้ำมันหอยก็ขึ้นชื่อค่ะ มีเมนูปลาที่คุณชอบหลายอย่างเลยนะคะ ปลาเผาก็อร่อยค่ะ”
อาทิตยาให้ความกระจ่างขณะก้มดูเมนูไปด้วย จิณณวัตรถึงกับรีบยกเมนูขึ้นมาปิดหน้าไว้ เมื่ออดยิ้มออกมาด้วยความดีใจไม่ได้ที่แม่ถั่วงอกจำแม่นเขากินรสไหนชอบอะไร แล้วต้องรีบปรับสีหน้าท่าทางให้เป็นปกติก่อนเอ่ย
“งั้นเอาที่คุณว่ามาทั้งหมดเลยก็แล้วกัน หิวจนตาลายแล้ว”
“ค่ะ”
แม้จะงวยงงว่าทำไมเขาถึงตอบง่ายจัง แต่อาทิตยาก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากสั่งเด็กเสิร์ฟ ไม่ถึงสิบห้านาทีอาหารสองจานแรกก็มาวางอยู่ตรงหน้าให้ได้ลงมือเปิบคลายหิวกันแล้ว อีกห้านาทีจานสามสี่ก็ตามมา ระหว่างนั้นจิณณวัตรก็บังเอิญเหลือบไปเห็นพ่อนั่งอยู่อีกซุ้มไกลออกไปพอสมควร
“นั่นคุณพ่อนี่! มากินกับใครกันหรือจะเป็นคุณแม่ แต่ไม่นะ! วันนี้คุณบอกเองว่าคุณแม่ไปกับพวกคุณหญิง และคงจะไม่มานั่งกินร้านแบบนี้หรอกมั้ง”
เขาตั้งข้อสงสัยเพราะเมื่อมีต้นไม้บังเลยมองไม่ถนัด แต่อีกคนแม้ไม่เห็นก็เดาถูกว่าเป็นใคร ผิดตรงที่ไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้น
“ผมไปทักดีกว่านะ”
จิณณวัตรกำลังจะลุก แต่ถูกมือบางเอื้อมมารั้งแขนเอาไว้ก่อน
“อย่าเลยค่ะ บางทีท่านอาจจะมากับลูกค้าหรือคนรู้จักก็ได้ เรารีบกินเถอะจะได้รีบกลับ ฉันเหนื่อยอยากนอนพักจะแย่แล้วค่ะ พรุ่งนี้ต้องทำงาน คุณก็เหมือนกัน”
แล้วพยายามหาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างเพื่อหยุดเขาไว้ เขาเหมือนจะเห็นด้วยจึงนั่งกินต่อกระทั่งอิ่ม แต่ความลับก็ไม่มีในโลกสำหรับใครหน้าไหน ระหว่างรอเช็กบิลอยู่นั้น
ผู้พ่อก็เดินประคองเด็กสาวหน้าตาน่ารักและกำลังอุ้มเด็กน้อยวัยไม่เกินสองขวบออกจากร้านตรงไปยังรถ จิณณวัตรไม่คิดจะรั้งรออะไรอีก แต่เขาก็เสียเวลาควักเงินจากกระเป๋าให้เด็กในร้านอยู่ครู่หนึ่ง
ถึงได้รีบวิ่งออกไป อาทิตยายังคงใจเย็นรอเงินทอนเพื่อรั้งเวลาให้จิรเดชผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ ทว่าก็ไม่เป็นผลเมื่อจิณณวัตรควบรถมารอรับหญิงสาวถึงหน้าร้านแล้วเร่งความเร็วตามรถพ่อไป
โดยไม่เอ่ยอะไรกับคนข้างๆ กระทั่งรถพ่อเข้าไปจอดในบ้านเดี่ยวหลังกะทัดรัด แล้วเดินคลอเคลียสาววัยกระเตาะกับเด็กน้อยเข้าบ้านอย่างมีความสุข
แต่ไม่นานหญิงสาวก็ต้องเดินออกมาเมื่อเสียงออดดัง อาการตกใจจนทำอะไรไม่ถูกจึงเกิดขึ้น จนจิรเดชต้องอุ้มเด็กน้อยเดินออกมาดู
“ใครมาเหรอเดือน!”
แล้วเขาก็อึ้งอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นลูกชายยืนอยู่หน้าประตูบ้าน แต่ไม่นานก็ตั้งสติได้ จึงส่งเด็กน้อยให้เดือนแล้วบอกให้รีบขึ้นชั้นบนไปก่อน ส่วนตัวเองรีบเข้าไปในบ้านด้วยรู้ดีว่าลูกจะต้องรีบตามเข้าไปโวยวายเป็นแน่
“คุณพ่อทำอย่างนี้ได้ยังไงครับ! คุณพ่อทรยศคุณแม่ได้ยังไงครับ ผมผิดหวังในตัวคุณพ่อจริงๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าพ่อที่ผมรักและเคารพจะทำเรื่องอย่างนี้ได้ แล้วยังตีหน้าเฉยกับคุณแม่กับพวกผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้เป็นปีๆ อีก ทำไมครับ คุณพ่อเห็นพวกเราเป็นอะไร เห็นพวกเราโง่งี่เง่าขนาดนั้นเลยเหรอ!”
และก็ไม่ผิดอย่างที่คิดไว้เลยเมื่อเข้าบ้านไปแล้วลูกไม่รอช้ารีบส่งคำพูด สีหน้า แววตาและท่าทางที่บอกว่าผิดหวังในตัวพ่อออกไปทันที และผู้พ่อก็ให้ไม่ชอบใจเอามากๆ เมื่อความลับถูกเปิดเผย แถมยังถูกลูกที่เลี้ยงมากับมือจนเติบใหญ่มาด่าทออย่างไม่ไว้หน้าเพื่อนบ้านได้
“หยุดนะไอ้จิณ!! ฉันเป็นพ่อแกนะ จะพูดจะว่าอะไรก็ให้คิดถึงข้อนี้บ้าง!!”
จนพ่อต้องปรามเสียงหนักหน้าดุใส่
“จนป่านนี้คุณพ่อยังกล้าเอ่ยคำนี้ออกมาอีกเหรอครับ!! พ่อที่นอกใจแม่ แอบมามีเมียเก็บเมียน้อยจนได้ลูกเป็นตัวเป็นตนออกมาขนาดนี้เหรอครับ ผมผิดหวังในตัวคุณพ่อที่สุด!!”
ลูกเองก็ไม่น้อยหน้าพ่อเช่นกัน เพราะความโกรธเข้าครอบงำ
“เอ้อ!!! ฉันผิดที่ทำแบบนี้!! แต่ยังไงๆ ฉันก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแก เป็นคนชุบเลี้ยงแกมาจนโตป่านนี้ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่แกอยากจะได้ กับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของฉันแค่นี้แกจะทำเป็นมองไม่เห็นหรือทำเป็นลืมไม่ได้เหรอ!!”
“คุณพ่อไม่ต้องมาอ้างบุญคุณกับผมหรอก เพราะไม่ใช่แค่คุณพ่อคนเดียวที่ทำให้ผมเกิดและเลี้ยงผมมา คุณแม่ก็ด้วย แล้วอย่ามากลบเกลื่อนคนผิดของตัวเองด้วยการอ้างบุญคุณดีกว่า ผมรับไม่ได้”
“จะยังไงหรือเพราะใครฉันก็รับผิดชอบชีวิตแกกับทุกคนในบ้านมาได้จนป่านนี้ก็แล้วกัน แกอย่ามาอวดดีสอนฉันนะ เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ เอาให้เก่งจนไม่ต้องคอยพึ่งใบบุญฉันได้ก่อนแล้วค่อยมาว่าฉัน”
“ถ้าคุณพ่อหมายถึงเรื่องนั้นล่ะก็ ผมไม่พึ่งก็ได้! ผมมีหนทางหาเงินมาได้ด้วยตัวเองก็แล้วกัน และผมหวังว่าเรื่องคนในบ้านนี้คงจะไม่รู้ถึงหูคุณแม่นะครับ ไม่งั้นเราก็คงจะต้องเตรียมหามคุณแม่เข้าโรงพยาบาลได้เลย เผลอๆ ก็อาจจะต้องหามไปส่งวัดแทนก็ได้ ถ้ารู้ว่าผัวรักของตัวเองทำตัวยังไง”
สิ้นคำเขาก็หุนหันออกจากบ้านหลังน้อยตรงไปหารถที่มีอาทิตยานั่งขดอยู่ในนั้นแล้วขับออกไปด้วยความเร็ว โดยไม่สนใจกับทิศทางหรือคนข้างเลย กระทั่งถึงปั๊มน้ำมันจึงเลี้ยวไปจอดแล้วเอาแต่นั่งนิ่งๆ ไม่ไหวติง อาทิตยาเองก็มีท่าทีไม่ต่างกันนัก ด้วยเข้าใจความรู้สึกเขาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งก็เข้าใจจิรเดชในบางแง่มุมด้วย
+++++
E-Book พร้อมโหลดแล้วค่ะ
สนใจโหลดตัวอย่างอ่านก่อนซื้อได้ค่ะ

****** ขออนุญาตแจ้งอีกทีนะคะ ว่านิยายทุกเรื่องจะลงให้อ่านได้ราว 70% เท่านั้นค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะถ้าทำให้ค้างคา แต่กันเกราเชื่อว่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านจะเป็นกำลังใจต่อให้ด้วยการตามหาหนังสือมาไว้ในครอบครองอยู่แล้วค่ะ ******
ยิ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
และหนึ่งคอมเม้นต์ของท่าน คือหนึ่งแรกผลักดันและกำลังใจของคนเขียนนะคะ แต่ก็ยินดีต้อนรับและขอบคุณนักอ่านเงาทุกท่านด้วยค่ะ
รู้งี้แล้วอย่าลืมเม้นท์ให้เค๊าหลังอ่านด้วยนะตะเอง
เข้าไปทักทาย พูดคุย หรือติชมผลงานได้
ตามเพจด้านล่างนี้เลยนะคะ
ยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านค่ะ และยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ

สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ห้ามหยิบยก คัดลอก หรือดัดแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งถ่ายทอด ถ่ายเอกสาร สแกน ในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น เว้นเสียแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ประพันธ์เป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์อันเป็นประโยชน์แก่หนังสือเล่มนี้เท่านั้น






































