ภาวินมองอันธพาลประจำโรงเรียนสามคนที่เดินเข้ามาอย่างระแวดระวัง เท้าที่สวมรองเท้าผ้าใบสีดำซีดที่ผ่านการใช้งานมานานค่อย ๆ ถอยหลังจนชนเข้ากับกำแพง“ว่ายังไงนักเรียนทุนคนเก่ง ได้เงินมาเท่าไรเอามาแบ่งกันบ้างสิวะ” เสียงขู่กรรโชกจากคนเป็นหัวหน้าดังขึ้น มือหนาของภาวินกำกระเป๋ากางเกงนักเรียนตัวเองแน่น“มันไม่ให้ว่ะ สงสัยคงต้องออกแรงกันหน่อยแล้ว” หนึ่งในบรรดาอันธพาลพูดขึ้นพร้อมกับตบหัวชายหนุ่มอย่างแรง“ฉันต้องเอาไปให้ยาย พวกนายถอยไปเถอะ ฉันไม่อยากจะมีเรื่อง” ภาวินพยายามพูดขึ้นอย่างนั้น แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะออกมา แต่ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่กำกางเกงตัวเองไว้แน่น“แหม เงินแค่ไม่กี่พัน มันคงไม่ทำให้ลูกที่พ่อแม่ทิ้งมีค่าขึ้นมาได้หรอก”“ฉันขอตัวก่อน” ภาวินพยายามจะเดินออกไป แต่ก็มีมือของพวกอันธพาลจับบ่าเอาไว้ก่อนจะผลักให้หลังของเขากลับไปชนกำแพงอย่างเดิม เสียงหัวใจของภาวินเต้นระรัวด้วยความกลัวที่พุ่งขึ้นมา ชายหนุ่มได้แต่มองหาทางหนี แต่เขากลับไม่เห็นทางไหนเลยนอกจากจะฝ่าคนพวกนี้ไปให้ได้“ถ้าไม่เอาตังค์ให้พวกเรา ไอ้คนไร้ค่าอย่างแกก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”“ไม่ให้!”“คนอย่างแกเรียนไปแล้วได้อะไรวะ สุดท้ายทุกคนก็ทิ้งแกไปเหมือนพ่อแม่แก แกมันไร้ค่า สุดท้ายคนอย่างพวกเราก็ไม่มีใครเห็นหัวหรอก แล้วแกจะทำตัวเป็นคนดีไปทำไมวะ” อันธพาลคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างเย้ยหยัน แต่ภาวินกลับกำมือตัวเองแน่นจนแดงเถือกไปทั้งมือ“พวกแกสิไร้ค่า ความคิดกับสมองของพวกแกไม่ได้โตตามตัวเลยสักนิด ฉันจะไม่เป็นขยะสังคมแบบพวกแกแน่” ภาวินตะคอกกลับอย่างหมดความอดกลั้น แต่พวกนักเลงที่ได้ยินอย่างนั้นกลับเข้ามารุมภาวินที่มีเพียงตัวคนเดียว เมื่อไรที่คนที่ถูกกระทำมาตลอดหมดความอดทน เขาก็สู้ไม่ถอยเหมือนกันทั้งหมัด ทั้งเท้า คนเพียงคนเดียวที่วัน ๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเรียนและทำงานพิเศษหาเงินจะไปมีแรงสู้พวกอันธพาลสามคนที่เข้ามารุมพร้อมกันได้ยังไง แขนขาที่เหมือนจะยกไม่ขึ้น แต่เขาก็พยายามฝืนปัดเพื่อป้องกันตัวเอง“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที” เขาได้แต่ร้องออกมา แต่มันก็คงไม่ดังพอให้ใครได้ยิน ยิ่งเวลานี้เลยเวลาเลิกเรียนมานาน นักเรียนในโรงเรียนก็คงกลับบ้านกันไปเกือบหมดแล้วเสียงเหล็กที่กระทบราวทางเดินดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ นั่นคงเป็นเสียงเดียวที่ภาวินได้ยินเวลานั้น ร่างกายของเขาหมดแรงที่จะสู้กับคนทั้งห้า ตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่นอนกอดตัวเองแน่นอย่างต้องการให้ความเจ็บปวดบรรเทาลง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความเจ็บของเขาบรรเทาลงได้เลย เขาพยายามร้องขอความช่วยเหลือออกมา แต่มันก็เบาเกินกว่าที่ใครจะได้ยินก่อนที่เสียงที่เปล่งออกมาจะหายไป‘ช่วยด้วย’ เสียงของภาวินดังก้องขึ้นอยู่ภายในใจ แต่มันกลับไม่มีเสียงเล็ดลอดหลุดออกมาจากริมฝีปากทั้งที่พยายามจะเปล่งคำพูดออกมามากแค่ไหนก็ตามภาวินภาวนาให้เสียงที่กระทบกับราวทางเดินเข้ามาช่วยเขา และทันทีที่เสียงที่กระทบกับราวหยุดลง บรรดาอันธพาลที่กำลังรุมกระทืบเขาอยู่ก็หยุดเหมือนกัน ชายหนุ่มพยายามลืมตาขึ้นมองก็เห็นเด็กผู้หญิงแต่งตัวแปลก ๆ ใบหน้าสวยแต่กลับราบเรียบ ในมือของเธอถือร่มคันยาวที่เพียงมองผ่านก็รู้ว่าคงจะแพงกำลังยืนมองมาทางพวกเขานิ่ง สติของภาวินเริ่มที่จะกลับมาเมื่อรู้สึกถึงมือที่ล้วงเข้ามาในกระเป๋ากางเกง เขาพยายามปกป้องซองทุนการศึกษาเท่าที่จะพอมีแรง แต่เพียงแค่อันธพาลผลักเขาแรง ๆ เพียงครั้งเดียว เขาก็ล้มนอนลงไปบนพื้นอย่างหมดสภาพ“อย่าไปบอกใคร ไม่อย่างนั้น พวกเราจะทำให้เธอเป็นอย่างมัน” เสียงขู่ที่ดังขึ้น เด็กหญิงที่แต่งตัวแปลก ๆ ทำเพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ“รสา รสาอยู่นี่เอง อาหาตั้งนาน” เสียงที่ดังขึ้นทำให้เด็กหญิงค่อย ๆ หันไปมองทางเสียงเรียก ก่อนที่เสียงของบรรดาครูที่กำลังเดินประคบประหงมคณะผู้บริจาคเงินทุนการศึกษาให้นักเรียนที่กำลังเดินพาชมโรงเรียนถึงกับหน้าซีดเผือด“ตายแล้ว หยุดเดี๋ยวนี้นะ นายตะวัน นายประพาส นายนวัตร นายภาวิน” เสียงของครูดังขึ้นทำให้เด็กหญิงหันไปมองคนที่พึ่งมีเรื่องกันสี่คนตั้งท่าจะหนี รวมถึงคนที่ถูกรุมจนมีสภาพแย่ด้วย“หนูรสาไม่เป็นอะไรใช่ไหมลูก” ครูคนหนึ่งที่มีสติรีบเข้ามาหาเด็กหญิง แต่เธอกลับสะบัดแขนออกก่อนจะจ้องมองครูคนนั้นด้วยแววตาเรียบนิ่ง“รสาไม่ชอบให้ใครถูกตัวครับ ต้องขอโทษด้วย” อาของเด็กหญิงรีบเข้ามาคั่นกลางทันทีเมื่อเห็นสายตาไม่พอใจของหลานสาวตัวเอง“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ เชิญท่านกับหลานไปพักก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวจะพาไปห้องรับรอง หนูรสาคงจะตกใจมาก” ครูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผู้สนับสนุนทุนการศึกษาพูดขึ้นอย่างนั้น“นั่น นักเรียนทุนที่พึ่งได้รับทุนเรียนต่อของบริษัทผมหรือเปล่าครับ ผมรู้สึกคุ้น ๆ” หนึ่งในคณะผู้บริจาคเงินทุนการศึกษาถามขึ้น“ใช่ค่ะ ภาวิน แต่ท่านไม่ต้องห่วงนะคะทางเราจะหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้ค่ะ”“ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนะครับ พวกนั้นมาหาเรื่องผม อย่าถอนทุนผมเลยนะครับ” เด็กหนุ่มที่มีสภาพย่ำแย่รีบเดินมาทางคณะผู้บริจาคก่อนจะยกมือไหว้อย่างหมดหนทางก่อนจะหันมาทางเด็กหญิงที่แต่งตัวประหลาด “ถามเด็กคนนั้นก็ได้ครับว่าผมถูกกระทำ”“จริงไหม หนูรสา” เด็กหญิงได้รับคำถามมาจากบรรดาคณะผู้บริจาคที่เป็นคนรู้จักกับอาของตัวเอง“ไม่ทราบสิคะ” รสาตอบกลับไปเสียงเรียบ แต่อยู่ ๆ ภาวินก็พุ่งเข้าไปจับแขนก่อนจะคุกเข่าลง“ช่วยบอกความจริงที่เห็นเถอะนะรสา มันคือทางเดียวที่จะทำให้ผมมีอนาคต” ภาวินพูดอย่างนั้น แต่รสาก็พยายามดึงแขนออกแต่ก็ไม่หลุดจากมือหนาที่จับไว้แน่น“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะนายภาวิน” ครูเข้ามาช่วยดึงมือของชายหนุ่มออกจนถอยห่างออกมา“ฉันคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องพูดอะไร หลักฐานที่พวกนายทำ พวกเราก็เห็นอยู่แล้วว่าใครทำอะไร” รสาพูดออกมาอย่างนั้น ก่อนที่จะกวาดตามองภาวินแล้วหันไปมองทางอันธพาลอีกสามคน“ตอนที่คุณเซ็นสัญญาก็คงเห็นข้อตกลงว่าหนึ่งในนั้นมีกฎว่าห้ามทะเลาะวิวาท แล้วยิ่งรสาพูดอย่างนั้นผมก็เริ่มที่จะไม่มั่นใจ ผมหวังว่าคุณคงจะเข้าใจทางเรานะครับคุณภาวิน ส่วนทางโรงเรียน ผมอยากให้คุณคัดกรองคนที่ตรงกับคุณสมบัติมาให้เรา ไม่ใช่หาเด็กที่สร้างปัญหาอย่างนี้ ผมไม่อยากให้เราเสียเวลากันทั้งคู่หรอกนะครับ”ภาวินได้ยินอย่างนั้นขาทั้งสองข้างก็ทรุดลงกับพื้นแต่ก็ยังมือของครูที่ยังประคองเอาไว้ได้ รสาหันไปมองคนพูดที่เอาชื่อตัวเองไปอ้างด้วยสายตาเรียบนิ่ง“กลับบ้านเถอะรสา วันนี้คงไม่มีอารมณ์มาเดินชมโรงเรียนแล้ว” รสาได้ยินอาตัวเองพูดออกมาอย่างนั้นก็หันไปมองภาวินที่ทรุดลงนั่งอย่างหมดแรงก่อนจะยกยิ้มอย่างสมเพชกับภาพตรงหน้า แต่แค่นั้นก็เพียงพอให้คนที่ไม่มีอะไรจะเสียพุ่งเข้าไปหาคนที่สามารถช่วยเขาได้ แต่เธอกลับเลือกที่จะเฉยเมย มือทั้งสองข้างจับบ่าเล็กของเด็กสาวก่อนจะเขย่าอย่างแรง“ทำอย่างนี้ทำไม ผมไปทำอะไรให้” ภาวินพูดออกมาอย่างเจ็บปวดกับอนาคตที่หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา เด็กหญิงกลับสะบัดคนที่แทบจะไม่มีแรงออกจนล้มไปกับพื้นรสาค่อย ๆ ก้าวไปยืนตรงหน้า ร่มในมือยกขึ้นดันอกของภาวินเพียงนิดเดียวก็ทำให้เขาล้มนอนลงไปกับพื้นอย่างหมดสภาพ แต่ก็ไม่มีใครกล้าห้าม เพราะเกรงใจผู้เป็นอาของเด็กสาวที่ดูจะไม่แยแสต่ออะไรทั้งนั้น รสาค่อย ๆ นั่งยองลงตรงหน้าภาวินที่อยู่ในชุดนักเรียกสกปรกมอมแมมอย่างช้า ๆ สายตากลมโตสีดำขลับมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ตอนนี้มีหลากหลายอารมณ์ประดังประเดเข้ามา“เกลียดโลกนี้ที่ไม่ยุติธรรมสินะ ตอนนี้นายคงจะเกลียดทุกอย่างในโลกแม้แต่ตัวนายเอง” รสาพูดออกมาเสียงเบาราวกับกระซิบที่ได้ยินเพียงแค่สองคน “นายมันก็แค่คนโง่ที่พอขาดสติก็ใช้กำลัง คนฉลาดเขาใช้สมองเอาคืนต่างหาก คนอย่างนายมันน่าสมเพชสิ้นดี”รสามองนิ่งเข้าไปในดวงตาของภาวินก่อนจะยกยิ้มออกมา แต่มันกลับเป็นยิ้มที่ไร้อารมณ์และความรู้สึก เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นก่อนจะเดินผ่านไปราวกับเขาเป็นเพียงแค่สิ่งของที่ไร้ค่าเท่านั้น คำพูดของพวกอันธพาลยังไม่เสียดแทงเท่ากับการกระทำที่เขามันเป็นพวกไร้ค่าจากเด็กที่แต่งตัวประหลาดคนนั้นเลยด้วยซ้ำ มือหนากำกางเกงตัวเองเอาไว้แน่นไม่ให้ตัวเองเผลอไปทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิงคนนั้น เพราะคำพูดที่ย้ำว่าเขาไม่ต่างกับขยะชิ้นหนึ่งที่ถูกเขี่ยทิ้งก็เท่านั้น
“ลม ไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน” ภาวินหลุดออกจากภวังค์ที่คิดถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อได้ยินเสียงของตะติยะที่กำลังยืนมองหน้าเขาอย่างแปลกใจ “เหม่ออะไรของนาย หรือกำลังคิดถึงสาวที่ไหนอยู่”“ไร้สาระ” ภาวินตอบกลับไปแบบนั้นพร้อมกับเก็บของให้เรียบร้อย“อยากหาแฟนสักคนไหม เพื่อนเมียฉันยังพอมีว่างอยู่นะเว้ย เผื่อนายจะสนใจ” ตะติยะพูดพร้อมกับวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะทำงานของคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเก็บของอยู่“ไม่” เสียงที่ตอบออกมาห้วนซะจนคนฟังถึงกับหลุดหัวเราะออกมา“ลืมไป ชีวิตนายคงยกให้ผู้มีพระคุณของนายแล้ว สงสัยฉันต้องไปบอกท่านปกรณ์ให้หาเมียให้นายเอง ถึงจะยอมแต่งงานแต่งการ” ตะติยะพูดอย่างนั้น สายตาคมของภาวินก็มองไปยังคนพูดทันที“อย่าลามปาม” ภาวินพูดจบก็เดินนำออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจเพื่อนที่บ่นงึมงำตามหลังมาถ้าถามเกี่ยวกับเรื่องความรัก มันไม่ใช่สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่เขาจะคิดถึงหรอก แต่เรื่องนี้มันไม่เคยอยู่ในหัวของผู้ชายอย่างภาวินเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่เคยเชื่อในความรัก เขาไม่เชื่อในการทำอะไรโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะที่ผ่านมาทุกอย่างที่เขาเจอมันตอกย่ำให้เขารู้เสมอ ถึงแม้ปกรณ์จะช่วยเหลือเขามาตลอด แต่ที่ผ่านมา เขาก็ต้องคอยรับคำสั่งให้ทำตามแต่ที่ปกรณ์จะสั่ง ถึงแม้บางครั้งจะไม่ชอบใจเท่าไรก็ตาม