
...หลังจากหายาเ็แล้วหวังอี้เข้ามาในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลเมืองนี้ดูเงียบๆผู้คนบางตา ร้านแต่ละร้านดูเก่าแก่อยู่มานานมากพอๆกับใบหน้าเถ้าแก่ที่มีแต่รุ่นคุณปู่คุณตาทั้งนั้นเลยเมืองนี้มีแค่คนแก่และเด็ก แทบไม่วัยกลางคนเลย
“เอ่อ พอรู้จักร้านอาวุธไหมครับ?”
“ไปทางนั้นมีอยู่ร้านนึงนะหลานชาย”
“ขอบคุณครับ”
พอหวังอี้ยืนดูดาบในร้านนานเถ้าแก่ก็เดินมาหา
“เ้าหนูยังเลือกไม่ได้อีกหรือ?”
“ท่านตา อย่างทีเห็นแขนขาไม่ล่ำสันเหมือนคนอื่นดาบใหญ่ๆพวกนี้ข้าถือนานๆไม่ไหวครับ”
“เ้าอยากได้กระบี่บางแบบผู้หญิงสินะ อืมมีอยู่เล่มนึง”
เ้าของร้านเดินไปหลังร้านหยิบออกมามันเป็กระบี่ที่งดงาม สลักลวดลายที่ด้ามจับ และดูบางเบา เขาสาธิตด้วยการฟันท่อนไม้ขาดครึ่งอย่างง่ายดาย
“โห! สุดยอด!”
“นี่คือกระบี่วสันต์ครามที่เคนสร้างชื่อในยุทธภพมาน่ะ”
“ถ้าเ้าชอบ ข้าลดราคาให้เ้าได้นะมันอยู่มานานแล้วขายไม่ได้สักที”
หวังอี้เริ่มทำหน้าสงสัย เ้าของร้านจึงพูด
“มันทำมาจากเหล็กพิเศษบนูเาสูงน่ะ ราคาถึงสูงนิดนึง1,000 ตำลึงเงิน”
“แต่ข้าลดราคาให้จ้าเหลือ 900 ตำลึงได้นะ ถ้าเ้าอยากได้จริงๆ”
เท่านั้นแหละหวังอี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธเพราะเงินมากขนาดนั้นเขาไม่ไหวพอเห็นเ้าของร้านทำหน้าไม่พอใจหวังอี้เลยรีบขอตัวลาออกมาจากร้าน
ทั้งเมืองมีมีร้านขายดาบอยู่ 2ร้านและราคาไม่ต่างกันเลย จริงๆหวังอี้เขาแค่อยากได้ดาบเหล็กธรรมดาราคาราวๆ 1 – 5 ตำลึงเงินที่นักเดินทางทั่วไปหรือสำนักคุ้มภัยเล็กๆใช้ดาบพวกนี้จะไม่ค่อยคมเท่าไหร่แต่พอใช้ป้องกันตัวได้ แต่ปัญหาคือมันหนักเอาเื่ถ้าใช้สู้นานๆข้าคงไม่ไหว
เขาจับไล่และแขนตัวเองแล้วถอยหายใจ
“ถ้าข้าไม่สูงเกินไปแบบนี้คงพอมีเนื้อให้หัวไหล่บ้าง เห้อ”
ค่ำนั้นเพื่อประหยัดเงินหวังอี้ไม่นอนโรงเตี้ยมแต่เขามองหาบ้านร้างหรือวัดร้างเพื่อหลับนอนเอา เขาเดินมาเรื่อยๆ บ้านเรือนชาวบ้านเริ่มห่างกันและมีไม่มากและแล้วเขาก้เห็นบ้านร้างหลังหนึ่งอยู่ไกลๆ
ในขณะที่หวังอี้เดินไป เขากลับเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งขายกระบี่บางเฉียบข้างถนน
“นายท่าน ได้โปรดซื้อกระบี่ข้าได้ไหม?”
หวังอี้เงียบขรึมก่อนจะพูดว่า
“ทำไมเ้ายังคงอยู่บนโลก?”
หญิงสาวมองหวังอี้ด้วยแววตาเศร้าสร้อยก่อนจะก้มหน้ามองกระบี่นั้น
“นี่คือกระบี่ที่ใช้สังหารข้า”
“มันเป็กระบี่เซียน”
“หากมันยังไม่มีเ้าของ ข้าก็จะต้องเป็ิญญากระบี่นี้ไปไหนไม่ได้”
หวังอี้มองหญิงสาวภายในใจกลับเกิดความระแวงขึ้นมา
กระบี่เซียนเล่มหนึ่งต่อให้มีอาถรรพ์เพียงใด ก็ไม่น่าจะถูกปล่อยทิ้งไว้นานถึงเพียงนี้
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยช้าๆ
“ข้าคงไม่ใช่คนแรกที่เ้าถามซื้อกระบี่ใช่หรือไม่?”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆในคอแล้วก้มหน้าลูบฝักกระบี่เก่าในอ้อมแขน
“เมืองนี้เป็เพียงเมืองเล็กๆที่ห่างไกล”
“แทบไม่มีผู้ฝึกตนหรือเซียนแวะเวียนมาเลย”
นางเงยหน้ามองหวังอี้
รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าขาวซีดแววตามีความเศร้าลึกๆซ่อนอยู่
“แถมคนธรรมดาก็มองไม่เห็นข้า”
“แม้แต่ผู้บรรลุเซียนที่สามารถมองเห็นิญญาได้มีน้อยนัก”
“และท่าน…คือคนแรกในรอบหลายสิบปีนี้ที่หยุดคุยกับข้า”
หวังอี้ถาม
“แล้วคนก่อนหน้าข้าล่ะ? ทำไมเขาไม่เอากระบี่นี้ไป”
“เขาเป็ผู้ชายร่างกำยำกระบี่ผู้หญิงบางๆเช่นนี้เขาไม่ชอบ”
ในใจหวังอี้ยังมีความระแวงอยู่
ิญญาเร่ขายกระบี่เซียน? กระบี่อาถรรพ์? ไม่มีเซียนคนใดเอาไปได้? เื่นี้ผิดปกติเกินไป
“ข้าขอคิดดูก่อน”
แล้วเขาก็รีบเดินไปบ้านร้าง โดยดวงิญญานั้นยังคงนั่งที่เดิมแค่มองตามหลังเขาเท่านั้น
กลางดึกคืนนั้นฝนตกหนัก บ้านร้างที่หลังคารั่วหลายจุดนั้นทำให้หวังอี้ต้องสะดุ้งตื่นในสภาพตัวที่เปียกนิดๆแล้วเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งลอยมากับสายฝน เขาเงี่ยหูตั้งใจฟัง
“เสียงกระบี่!”
หวังอี้ออกมายืนมองหน้าบ้าน พบกระบี่นั้นลอยเหนือพื้นนิดหน่อยมันกวัดแกว่งตัดสายฝนกระจายในกระบี่เซียนนี้มีพลังปราณบางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะควบคุมลมและน้ำได้
หวังอี้มองไม่เห็นิญญาหญิงสาว เขาจึงเดินตากฝนไปใกล้ๆ
หวังอี้ยืนกระบี่มีตวัดน้ำฝนไปมาเบื้องหน้าตนเองเพลงกระบี่นี้ช่างเศร้านัก กระบี่อ่อนนั่นพริ้วบิดไปตามการหมุนของมัน
หวังอี้ผู้มีรากปัญญาที่พลังปราณธรรมชาติใกล้เคียงไหลผ่านได้เขาได้ััถึงปราณนั้นและความโศกเศร้าจนมีน้ำตา
“เ้าคิดถึงบ้าน...”
“อยากกลับบ้าน เป็ห่วงพ่อแม่ และน้องชาย”
“แต่นี่ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว ไม่รู้ว่าจักยังเหลือผู้ใดมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
หวังอี้เอื้อมมือออกไปข้างหน้า กระบี่เซียนวสันต์ครามลอยเข้ามาให้หวังอี้จับ
“จริงด้วย กระบี่นี้มีปราณวายุและปราณวารี แต่ปราณทั้งสองเก่าแก่มาก มันคงค้างอยู่มาพันปี ไม่สินานกว่านั้น อาจถึงหมื่นปีเลยก็ได้”
“ฮวง(น้ำ) และจุ้ย(ลม) แม้มันจะเนิ่นนานมากแล้วแต่ข้ายังััเศษปราณอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ของเ้าของคนแรกของเ้าได้”
หวังอี้หลับตารากปัญญาที่หน้าผากส่องสว่าง เขาร่ายรำกระบี้เซียนท่ามกลางสายฝน
ปลายกระบี่พลิ้วเบาราวสายฝนหมุนกระบี่เป็วงกลมดั่งกระแสน้ำวน ปัดพลังและสะท้อนแรงกลับ กระบี่ฟันเฉียงราวลมพายุผ่าเม็ดฝนรวมแรงลมและสายน้ำไว้ในกระบี่เดียว
แล้วฟาดออกดั่งคลื่นั์ถล่มภูผา
ฉั่วะ!
กิ่งไม้ใหญ่ถูกตัดขาดและตกลงพื้น
หวังอี้มองกระบี่เซียนในมือ
“เ้าของคนแรกของเ้าเขาคือใครนะ ถึงสามารถรวมปราณวายุและปราณวารีเข้าด้วยกันได้”
“เขาช่างเป็อัจฉริยะยิ่งนักแต่..ข้าตอนนี้ยังทำอย่างเขาไม่ได้”
ิญญากระบี่ด้านในทำให้กระบี่สั่นไหวหวังอี้พยักหน้า
“ได้! ข้าจะพาเ้ากลับบ้าน”
.
.
.
เพิ่มอรรถรสในการอ่านนิยาย
กระบี่เซียนเล่มนี้อาจารย์เฉิงเสินเป็ผู้มอบให้หลินเซียนเพื่อฝึกวิชากระบี่วายุปราณที่เขาให้ตำราไปในขณะที่หลินเซียนเรียนในสำนักอวิ๋นเจิ้ง่อายุ 13 – 17 ปี