เมื่อร่างของคีธถูกนำมาถึงบ้านประจำตระกูล พิธีดึงไอปีศาจก็ได้เริ่มต้นขึ้นทุกอย่างถูกดำเนินไปด้วยความเงียบระหว่างคนทั้งสอง ไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ มีเพียงบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าอบอวลรอบกาย
ทันทีที่เชือกชุบโลหิตััเข้ากับกายศพ ปีศาจในร่างของคีธพลันตื่นลืมตาขึ้นมาทันใดแต่ทว่ามันไม่อาจเปล่งเสียงร้องออกมาได้แม้สักคำเดียว ร่างกายของมันพยายามดิ้นพยศแต่เรี่ยวแรงอันอ่อนระโหยนั้นไม่ได้สะทกสะท้านถึงเชือกที่พันธนาการอยู่แต่อย่างใดคงเป็ผลพวงมาจากมีดเล่มนั้นที่คอยสะกดพลังของปีศาจเอาไว้
แล้วพิธีกรรมก็ได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ไอปีศาจผุดระเหยล่องลอยเข้าไปยังกระบอกบรรจุภารกิจเก็บไอปีศาจตัวที่ 3 เป็อันว่าเสร็จสิ้นเรียบร้อย...
ณ เวลานี้เป็่ยามดึกสงัดแสงจันทราสาดส่องลงมากระทบกับผืนน้ำทะเลสาบเกิดเป็แสงประกายระยิบระยับ เฟอร่าและแม็กซ์กำลังนั่งอยู่บนสะพานท่าน้ำด้วยกันอย่างเหม่อลอยความอ่อนแอที่พวกเขาเก็บซ่อนไว้ได้เริ่มแง้มเปิดออกมา
“ฉันไม่เคย...เกลียดตัวเองมากขนาดนี้มาก่อน” เสียงพูดแ่เบาของแม็กซ์ทำลายความเงียบระหว่างคนทั้งสองดวงตาของเขาเหม่อมองไปยังดวงจันทร์เสี้ยวที่รายล้อมไปด้วยหมู่เมฆทะมึนชวนอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
“นายไม่ได้ผิดอะไรแม็กซ์” เฟอร่าเลื่อนไปกอบกุมมือเขาส่งมอบไออุ่นและความห่วงใยผ่านััอันนุ่มนวล
“แต่ทำไมฉันถึง...รู้สึกผิด” น้ำเสียงของชายหนุ่มสั่นเทาใบหน้าคมคายมีแต่ความปวดร้าว ภาพของเหตุการณ์นั้นยังคงฉายวนอยู่ในหัวเขาซ้ำๆ
“นายเองก็รู้ดี สิ่งที่ลุงคีธเลือกคือสิ่งที่ดีที่สุดเสมอและฉันเชื่อว่า เขาคงไม่อยากเป็ต้นเหตุให้นายนึกโทษตัวเองแบบนี้” ด้วยไหวพริบและความฉลาดหลักแหลมของลุงคีธเขาคงคิดไว้ดีแล้วจริงๆ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์อาจจะบานปลายและเลวร้ายลงยิ่งกว่านี้
“รอยยิ้มก่อนจากไปของลุงคีธคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วอย่าได้โทษตัวเองเลยนะแม็กซ์” สิ้นคำพูดของเฟอร่า ชายหนุ่มไม่ได้เอื้อยเอ่ยคำพูดใดๆต่อ มีเพียงรอยยิ้มเศร้าส่งมาให้เธอ
แสงแห่งรุ่งอรุณที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเปรียบดั่งนาฬิกาปลุกให้หญิงสาวตื่นขึ้นจากภวังค์เฟอร่าสะลึมสะลือเอื้อมมือไปหาร่างกำยำที่นอนอยู่ข้างๆ ด้วยความเคยชิน แต่ปรากฏว่าที่นอนตรงนั้นกลับว่างเปล่า
เฟอร่าฝืนความง่วงลุกขึ้นนั่งเหตุการณ์จากเมื่อวานทำให้เธอยังคงรู้สึกอ่อนล้าไม่หายไม่ว่าจะทั้งทางกายและทางจิตใจ กว่าเธอจะข่มตาหลับได้ก็เกือบเข้าสู่่ฟ้าสางเลยทีเดียวแต่คนที่อาการหนักกว่าเธอก็คือแม็กซ์ เขาน่าจะไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำด้วยความที่ยังคงทำใจไม่ได้กับการสูญเสียครั้งใหญ่
ดูจากสถานการณ์ของชายหนุ่มเมื่อคืนนี้แล้ว เฟอร่าจึงวางแผนในใจไว้ว่าพิธีกรรมของศพสุดท้ายคงต้องเลื่อนไปก่อนจนกว่าสภาพจิตใจของแม็กซ์จะดีขึ้นอย่างเร็วก็คงอีกสัก 2-3 วัน...
“อาหารเช้ามาแล้วที่รัก” ความคิดของหญิงสาวพลันสะดุดลงเมื่อแม็กซ์เปิดประตูห้องนอนเข้ามาพร้อมกับจานอาหารเช้าในมือ ชายหนุ่มส่งยิ้มกว้างให้เธอ แววตาของเขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งซึ่งแตกต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง
“ขอบคุณ...” เฟอร่าเอ่ยเสียงแ่ คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อยเธอจับจ้องไปที่เขาไม่วางตาราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนั้น ความสงสัยมากมายผุดพรายขึ้นมาในความคิดของเธอ
“ทานให้อิ่มนะที่รัก จะได้มีแรงทำพิธีศพสุดท้าย”คำพูดนี้จากเขายิ่งทำให้คนฟังรู้สึกแปลกใจไปกันใหญ่
“แต่นายไหวใช่ไหม?” หญิงสาวตัดสินใจถามออกไปตรงๆ
“แน่นอน!” เขาตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น รอยยิ้มยังคงประทับอยู่บนใบหน้าเช่นเดิม
เฟอร่าพยักหน้าให้เขาเบาๆ บางทีนี่อาจจะเป็กลไกการป้องกันตนเองของชายหนุ่มที่ไม่อยากจมปลักอยู่แต่กับความเศร้าจึงเลือกที่จะหาอะไรอย่างอื่นทำแทน แม้จะคิดหาเหตุผลเช่นนั้น แต่ในใจลึกๆ ของหญิงสาวยังอดรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่ได้อยู่ดี
ศพสุดท้ายไปถึงบ้านประจำตระกูลใน่บ่ายของวันวันนี้เป็ศพของชายฉกรรจ์ร่างกายบึกบึน หน้าผากมีตราสัญลักษณ์รูปดาวกลับหัวเหมือนศพอื่นๆที่ผ่านมา เฟอร่าถือเชือกชุบโลหิตไว้ในมือ ดวงตาพินิจไปยังร่างไร้ลมหายใจตรงหน้านิ่ง
“เริ่มกันเลย!” แม็กซ์เอ่ยขึ้นพร้อมกับยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยน้ำเสียงของเขาเจือความตื่นเต้นกระตือรือร้น หญิงสาวตวัดสายตามองท่าทีของคนรักด้วยสีหน้าเรียบเฉยยากที่จะคาดเดาเฟอร่าไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาก่อนจะเบนความสนใจของตนกลับไปเริ่มต้นทำพิธี
แล้วสิ่งผิดวิสัยก็ได้เกิดขึ้น ทันทีที่โลหิตจากเชือกััเข้ากับร่างกายศพแทนที่มันจะตื่นฟื้นขึ้นเหมือนศพที่ผ่านมา ร่างนี้กลับไม่มีการไหวติงแต่อย่างใดแม้กระทั่งถูกพันธนาการครบทั้งสามตำแหน่งแล้ว ศพก็ยังคงนอนแน่นิ่งเช่นเดิม
“พวกเราพลาดตรงไหนหรือเปล่า?”แม็กซ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับหันมาจ้องสบตารอฟังความคิดเห็นจากเธอ
“ปกติเืหมูหนึ่งหยดก็เพียงพอที่จะปลุกให้ปีศาจฟื้นขึ้นมาจากการถูกสะกดได้แล้วสิ่งที่เป็ไปได้มากที่สุดคือ มันอาจจะหลบหนีออกจากร่างนี้ไป...” เฟอร่าเอื้อมมือไปแตะที่ผิวของร่างไร้ิญญาตรงหน้าเบาๆพบว่า อุณหภูมิผิวของร่างเริ่มเย็นลงจริงๆ นี่คือสิ่งยืนยันในข้อสันนิษฐานของเธอ
“มันหนีไปั้แ่ตอนไหนกัน แล้วเราจะต้องตามหามันอย่างไรดี?”สีหน้าของแม็กซ์ดูร้อนรน เขายกขึ้นมาลูบหน้าอย่างคิดไม่ตก
“ที่แน่ๆ คือ มันไม่มีทางหนีพ้นจากรั้วบ้านเราได้หรือไม่ก็แอบหนีระหว่างทางมาที่นี่ ถ้าเป็อย่างหลัง ก็คงจะยังหนีได้ไม่ไกล” นี่คือสองสถานการณ์ที่เป็ไปได้มากที่สุดแต่เมื่อเช้านี้ก่อนออกจากบ้าน เธอก็ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ จึงมีความเป็ไปได้สูงที่มันจะทิ้งร่างระหว่างทาง
“ถ้าอย่างนั้นเราลองตามหาแถวนี้ดูก่อนไหมถ้าไม่เจอจริงๆ ค่อยกลับไปเช็คที่บ้าน” ข้อเสนอของแม็กซ์ดูน่าสนใจไม่น้อยเฟอร่าพยักหน้าเห็นด้วยกับเขา ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันตามหา
ชายหนุ่มถือไม้กางเขนไว้ในมือก่อนจะเดินออกไปสำรวจด้านนอกส่วนเฟอร่ายังคงอยู่ในห้องทำพิธี มือกุมสายประคำเอาไว้ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงเตรียมตัวเข้าสู่สภาวะว่างเปล่าภายใต้สมาธิของเธอ ทุกอย่างกำลังเงียบสงบลง แสงสุริยากำลังเริ่มสาดส่องขึ้น...
“เฟอร่า!” เสียงะโเรียกดังลั่นจากชายหนุ่มพลันขัดจังหวะขึ้นมาส่งผลให้เธอหลุดออกจากสมาธิทันทีหญิงสาวลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองตามที่มาของเสียงด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น
“ฉันได้ยินเสียงแปลกๆ น่าจะดังมาจากห้องใต้ดินน่ะ”แม็กซ์ก้าวเท้ายาวๆ ตรงเข้ามาหาเธอด้วยความเร่งรีบ
“งั้นก็ไปดูกันเถอะ” เธอพยักหน้ารับแล้วเดินตรงไปยังประตูทางเข้าห้องใต้ดินซึ่งตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ด้านข้างของบ้านแล้วก็เป็ไปตามที่แม็กซ์บอกไว้ เสียงตะกุกตะกักเหมือนเสียงของคนกำลังปาอะไรบางอย่างใส่ผนังดังแว่วมาจากด้านใน
ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปช้าๆ ทั้งสองย่องเข้าไปด้านในด้วยความเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนว่า เ้าของเสียงจะรู้ตัว เมื่อภายในห้องใต้ดินกลับคืนสู่ความเงียบเชียบทันใด
แม็กซ์ส่งสัญญาณมือบอกเธอก่อนจะเดินแยกทางเลี้ยวไปสำรวจฝั่งซ้ายเฟอร่าจึงเดินไปสำรวจฝั่งขวา หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆผ่านแสงสลัวที่สาดส่องเข้ามาจากช่องรับแสง้าข้าวของทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพเดิม ไม่พบร่องรอยของการถูกเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด
ทว่า เฟอร่าที่ตั้งท่าจะหันหลังกลับไปหาชายหนุ่มต้องหยุดชะงักเท้าไปเมื่อลมเย็นะเืแ่เบาพลันพัดผ่านผิวกายขึ้นมาทันใด บรรยากาศโดยรอบหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นไอลมหายใจแผ่นหลังพลันรู้สึกเสียววาบกะทันหันเมื่อเธอได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างกำลังวิ่งพุ่งเข้ามาหาหญิงสาวหันหลังขวับไปมองตามสัญชาตญาณ แต่คิ้วเรียวกลับต้องขมวดมุ่น เมื่อเบื้องหน้าของเธอนั้นกลับมีแต่เพียงความว่างเปล่าไม่พบเห็นร่องรอยผิดปกติใดๆ เลยสักนิด
แต่แล้วอยู่ๆ ด้านหลังของหญิงสาวก็ได้ถูกมือปริศนาของใครบางคนกระชากเหวี่ยงตัวเธอกระแทกเข้ากับผนังอย่างจังจนรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วร่างเฟอร่าที่ยังไม่ทันได้พยุงตัวลุก ร่างบางก็ได้ถูกมือปริศนานั้นยกลอยขึ้นเหนือพื้นเสียแล้ว
“แม็กซ์!” หญิงสาวตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึงเมื่อได้เห็นหน้าเ้าของมือนั้นแม็กซ์เหลือบตาขึ้นมองเธออย่างอาฆาตมาดร้าย แววตาของเขามีแต่ความเ็าห่างเหิน...นี่ไม่ใช่แม็กซ์ที่เธอรู้จัก
++++++++++++++++++++++++++
อย่าลืมเข้าไปอุดหนุน e-book กันนะคะ