ตั้งแต่ที่ฮ่องเต้ฟู่เหวยหมิงออกราชโองการถอนหมั้นให้เฟิ่งอวี่เหิงกับฟู่อวิ้นหลงเวลาก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่ผู้คนยังพูดคุยเรื่องการถอนหมั้นอยู่ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ต่างพูดไปต่างๆนาๆ แต่เสียงส่วนมากว่าเป็นเพราะเฟิ่งอวี่เหิงนั้นมีนิสัยร้ายกาจลงมือกับว่าที่พระชายารอง เพราะความใจแคบของนางเป็นเหตุให้ฟู่อวิ้นหลงทนนิสัยของนางไม่ได้จนถึงขั้นขอถอนหมั้น แต่ใครจะไปรู้ว่าความจริงนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว
จวนตระกูลเฟิ่ง
กู่ม่านชิงมาหาเฟิ่งอวี่เหิงที่จวนตั้งแต่ยามอู่เพราะตั้งใจจะชวนสหายนางไปเดินเที่ยวที่ตลาดด้วยกัน
"เหิงเหิง ไปเที่ยวตลาดกับข้าเถิดนะ เจ้าจะอุดอู้อยู่แต่ในจวนได้อย่างไร ข้าอึดอัดแทนเจ้าจะแย่อยู่แล้ว"
"อยู่เฉยที่ใดกันข้าปักผ้าอยู่ เจ้าก็เห็น" เฟิ่งอวี่เหิงตอบอย่างไม่แยแส ตนไม่ได้อยากไปข้างนอกตอนนี้ เนื่องจากข่าวลือเรื่องนางยังไม่หมด นางขี้เกียจไปนั่งฟังผู้คนนินทา
"ไม่รู้แหละ ยังไงเสียวันนี้เจ้าต้องไปกับข้า ข้ามารับเจ้าแล้วเจ้าก็ต้องไป ห้ามปฏิเสธข้าเด็ดขาด"
เฟิ่งฮูหยินฟังการรบเร้าของกู่ม่านชิงไม่ไหว จึงได้เข้ามาช่วยคุยอีกแรงตนเองก็ไม่อยากให้บุตรสาวของตนอยู่แต่ในเรือนเช่นเดียวกัน
"ไปกับชิงเอ๋อร์เถิด เจ้าจะได้ไปหาซื้อของมาฝากแม่ด้วย"
"หากท่านแม่ว่าเช่นนั้นลูกไปก็ได้เจ้าค่ะ ชิงเอ๋อร์ข้าไปแต่งตัวก่อนนะ"
"เดี๋ยวข้าไปช่วยเจ้าแต่งตัวด้วย"
กู่ม่านชิงรีบช่วยแต่งตัวให้เฟิ่งอวี่เหิงทันที หลังจากที่แต่งตัวเสร็จแล้วก็พากันขึ้นรถม้าของกู่ม่านชิงเพื่อไปยังตลาดที่ตั้งใจไว้
"เหิงเหิง เราไปกินอาหารเหลาที่โรงเตี๊ยมกันก่อนได้หรือไม่ ข้าหิวแล้ว"
"ตามใจเจ้า"
รถม้าของทั้งคู่เดินทางไปที่โรงเตี๊ยมที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวง ทันทีที่รถม้าจวนตระกูลกู่จอดที่หน้าโรงเตี๊ยมก็ปรากฏร่างของสองสาวงามที่กำลังเดินลงมาดุจดั่งนางเซียนก็ไม่ปาน โดยมีสาวใช้คอยประคองให้ทั้งคู่ลงจากรถม้า ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับหยุดดูสตรีสองคนที่ได้ขึ้นชื่อว่างามเป็นอันดับต้นๆของเมืองหลวง ตลอดทางที่เดินเข้าไปโรงเตี๊ยม เฟิ่งอวี่เหิงได้ยินแต่ผู้คนพูดเรื่องของตนแต่ก็ไม่ได้สนใจ มีเพียงกู่ม่านชิงเท่านั้นที่ออกนอกหน้าแทนทำเอาเฟิ่งอวี่เหิงห้ามสหายของตนแทบไม่ทัน โดยไม่ได้รู้ตัวกันเลยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดได้อยู่ในสายตาของชายผู้หนึ่งที่อยู่บนชั้นสามของโรงเตี๊ยมตลอดเวลาตั้งแต่ที่พวกนางพากันเดินลงมาจากรถม้าแล้ว
ทั้งสองได้สั่งอาหารขึ้นชื่อมาสองสามอย่างกินไปคุยไปพลาง เนื่องจากกู่ม่านชิงที่รู้สึกอิ่มก่อนก็ขอตัวกับสหายตนไปดูร้านค้ากิจการของครอบครัวนางที่อยู่ข้างกับโรงเตี๊ยม หลังจากที่จ่ายเงินเรียบร้อยทุกอย่าง เฟิ่งอวี่เหิงก็กำลังจะเดินออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อไปยังร้านค้าของกู่ม่านชิง แต่จู่ๆกลับมาคนมาเดินชนตัวนาง
พลั่ก!!!
"โอ๊ยย!!" เฟิ่งอวี่เหิงเกือบจะล้มลงที่พื้น ดีที่สาวใช้มารับตัวไว้ทัน
"คุณหนูเจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ"
"ข้าไม่เป็นไร" ชินชินจัดแจงตัวคุณหนูให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินกลับไปอยู่ข้างหลังเช่นเดิม เฟิ่งอวี่เหิงเองก็กำลังดูความเรียบร้อยของตนเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่ได้เงยดูคนตรงหน้าว่าเป็นผู้ใดที่เดินมาชนนาง
"นึกว่าใคร คุณหนูเฟิ่งผู้ถูกถอนหมั้นเองหรือ เหอะ!"
เฟิ่งอวี่เหิงที่ก้มหน้าดูตนเองอยู่ ก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยที่ทักตนด้วยน้ำเสียงประชดประชัน อี้หลิงฟาง...
เฟิ่งอวี่เหิงเห็นเป็นอี้หลิงฟางที่มากับเหล่าสหายของนางก็ไม่ได้ใส่ใจ ร่างหงส์เดินออกจากโรงเตี๊ยมทันทีเพราะค้านจะใส่ใจกับเรื่องที่เกิด เฟิ่งอวี่เหิงกำลังจะเดินผ่านพวกนางไปนั้น จู่ๆอี้หลิงฟางก็จับแขนของเฟิ่งอวี่เหิงไว้ไม่ให้เฟิ่งอวี่เหิงเดินจากไปโดยง่าย
"ปล่อย"
"จะรีบไปไหนเล่า"
อี้หลิงฟางยังคงรั้งแขนเฟิ่งอวี่เหิงไว้เช่นเดิม โดยไม่มีท่าทีจะปล่อยมือแต่อย่างใด
"ข้าไม่จำเป็นต้องตอบเจ้า จะปล่อยแขนข้าหรือไม่" เฟิ่งอวี่เหิงกำลังจะอดกลั้นอารมณ์ของตนเอง นางไม่อยากมีเรื่องให้มากกว่านี้ กลับกลายเป็นว่าอี้หลิงฟางไม่เชื่อว่า
เฟิ่งอวี่เหิงตัดใจจากอ๋องเจ็ดได้แล้วจริงๆ เหตุผลนางมีทำไปทั้งหมดเช่นนี้ เพราะต้องการเรียกร้องจากอ๋องเจ็ดมากกว่า แต่ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดออกไป ก็มีเสียงสตรีนางหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน
"มีเรื่องอะไรกัน"
เป็นกู่ม่านชิงที่เข้ามาหาเฟิ่งอวี่เหิงแล้วดึงสหายตนมาไว้ข้างหลัง จากนั้นใช้สายตาเย็นชาต่อเหล่าบรรดาอี้หลิงฟางและสหายที่มากับนาง เนื่องจากนางรอที่ร้านตั้งนานก็เห็นสหายตนไม่มาหาตนที่ร้านสักที จึงได้ออกมาตามไม่นึกเลยว่าจะมาเจอกับคนที่ไม่อยากเจอ แต่ไม่รอให้พวกอี้หลิงฟางตอบ กู่ม่านชิงถามอย่างหาเรื่องทันที
"พวกเจ้ามาหาเรื่องสหายของข้ารึ"
เสียงของกู่ม่านชิงที่เอ่ยถามนั้นไม่เบา ทำให้ผู้คนแถวนั้นต่างพากันสนใจเหตุการณ์นี้รวมถึงบุรุษชุดสีม่วง ใบหน้าที่ราวกับเทพเซียนที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่บนชั้นสามโรงเตี๊ยมก็สนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นกัน เหล่าองครักษ์มองดูนายของตนที่กำลังสนใจกับเหตุการณ์ของเหล่าสตรีข้างล่างนี้ก็พากันสงสัย นายท่านสนใจเรื่องของสตรีตั้งแต่เมื่อใดกัน
อี้หลิงฟางแสร้งทำท่าทีอ่อนโยน ส่งรอยยิ้มให้กับกู่ม่านชิงที่กำลังมองดูพวกตนอยู่ด้วยอารมณ์ที่กำลังมีโทสะ
"ไม่ใช่เจ้าค่ะคุณหนูกู่ เพียงแต่ข้าโดนคุณหนูเฟิ่งเดินชนเลยอยากเรียกร้องความเป็นธรรมกับคุณหนูเฟิ่งเท่านั้นเองเจ้าค่ะ"
"เจ้าไม่ต้องมาเสแสร้งต่อหน้าข้า ข้าไม่ใช่คนโง่"
กู่ม่านชิงรึจะไว้หน้าคนที่มาทำให้สหายตนเสียใจมาหลายครั้ง ในเมื่อคนผู้นั้นมาอยู่ตรงหน้าตนแล้ว กู่ม่านชิงก็ไม่คิดจะปล่อยไปง่ายๆเช่นกัน สหายของอี้หลิงฟางที่ตอนแรกตั้งใจจะพากันมาเย้ยหยันเฟิ่งอวี่เหิงก็พากันหลบไปข้างหลังของอี้หลิงฟางทันทีที่เห็นกู่ม่านชิงเอ่ยปกป้องสหายของตน ใครจะกล้าไปมีเรื่องกับกู่ม่านชิงกัน นอกจากนิสัยที่ไม่เหมือนสตรีในห้องหอแล้ว ยังเป็นบุตรสาวคนโปรดของอดีตแม่ทัพใหญ่ที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังเกรงพระทัยถึงสี่ส่วน
เฟิ่งอวี่เหิงเห็นสหายของตนเองกำลังมีโทสะ จึงรีบเดินเข้าไปดึงสติสหายของตนไว้ เนื่องจากตนไม่อยากให้กู่ม่านชิงต้องมีข่าวลือไม่ดีที่สาเหตุเกิดจากตัวนาง
"ชิงเอ๋อร์ข้าไม่เป็นไร กลับกันเถิด"
เมื่อได้ยินที่สหายตนเข้ามาห้ามก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่ก่อนที่พวกตนจะเดินไป อี้หลิงฟางก็กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน
"เหตุใดคุณหนูเฟิ่งถึงรีบกลับนักเจ้าคะ หรือเพราะทนฟังคำที่ผู้คนครหาไม่ไหว เรื่องที่ตนเองโดนถอนหมั้นเพราะท่านพี่อวิ้นหลงโปรดปราณตัวข้ามากกว่าท่าน" อี้หลิงฟางเน้นย้ำกับคำว่าท่านพี่อวิ้นหลงเพื่อแสดงถึงความสนิมสนมต่อกัน ไม่ว่าอย่างไรอี้หลิงฟางยังคงไม่ปักใจเชื่อว่าเฟิ่งอวี่เหิงจะตัดใจจากอ๋องเจ็ดได้จริงๆ
กู่ม่านชิง "นี้เจ้า!!"
เฟิ่งอวี่เหิงเห็นสหายตนมีโทสะแล้วก็ดึงแขนของสหายไว้ พร้อมกับส่ายหน้าไปมาว่าไม่เป็นไร กู่ม่านชิงที่กำลังจะต่อว่าอี้หลิงฟางแต่กลับโดนสหายห้ามเอาไว้นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดสหายตนถึงยอมให้คนตรงหน้าจาเย้ยหยันได้เพียงนี้ แต่ไวกว่าความคิดเฟิ่งอวี่เหิงก็ไปอยู่ข้างหน้านางแทน ท่าทีสูงส่งที่แผ่ออกมาราวกับนางพญา แต่รอบกายกลับมีแต่ท่าทีเย็นชาจนเห็นได้ชัด ดวงตาหงส์หรี่มองสตรีตรงหน้าตนอย่างไม่เกรงกลัว
"คุณหนูอี้ตัวข้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสนใจคำครหาของผู้คน ความจริงเป็นเช่นไรตัวข้าย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดและเรื่องที่เดินชนก็เป็นเจ้าที่เดินมาชนข้า นอกจากเจ้าไม่กล่าวขอโทษข้าเจ้ายังดึงแขนข้าไว้ไม่ยอมปล่อย แถมยังจงใจกล่าววาจายั่วยุข้าอีก เจ้าต้องการสิ่งใดรึอี้หลิงฟาง"
ผู้คนที่ได้ยินคำพูดของเฟิ่งอวี่เหิงต่างพากันสูดปากแทนประหนึ่งว่าคนที่กำลังโดนเฟิ่งอวี่เหิงต่อว่านั้นคือพวกตน อี้หลิงฟางได้ยินเช่นนั้นถึงกับมีโทสะกำชายเสื้อเข้าหากันจนแน่น
"คุณหนูเฟิ่งที่ท่านกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา เพราะท่านริษยาในตัวข้าใช่หรือไม่"
"คุณหนูอี้ ข้าขอถามอะไรกับเจ้าได้หรือไม่ เจ้ามีอะไรให้ตัวข้าผู้เป็นบุตรของเสนาบดีที่เกิดจากฮูหยินเอกตั้งแต่แรกต้องมาริษยาเจ้าที่เป็นบุตรขุนนางขั้นเจ็ดและเกิดจากอนุ อ๋ออ ข้าลืมไปว่ามารดาของเจ้าได้เป็นฮูหยินรองแล้ว ข้าขอโทษเจ้าด้วยที่ลืมนึกว่าเจ้ายังเป็นแค่บุตรอนุอยู่ ข้าขอโทษจริงๆ อีกอย่างข้าจะริษยาเจ้าไปเพื่อสิ่งใดกันในเมื่อตอนนี้ตัวข้ากับท่านอ๋องเจ็ดเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกัน เจ้าจะเป็นที่โปรดปราณแล้วอย่างไร ข้าไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย หมดเรื่องหรือยังเสียเวลาเดินตลาดของข้ากับสหายเสียจริง"
"ท่านริษยาข้าเพราะข้าจะได้แต่งเป็นชายารองอย่างไรเล่า"
ตอนนี้แม้แต่รักษาสีหน้าอี้หลิงฟางก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะคำพูดดูถูกเรื่องที่ว่าตนเป็นเพียงบุตรอนุ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝังใจอี้หลิงฟางมาแต่ไหนแต่ไร
เฟิ่งอวี่เหิงที่ได้ยินเช่นนั้นปากเรียวสวยถึงกับยิ้มบางอย่างเย้ยหยัน
"เจ้าจะได้เป็นพระชายารองของท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลงรึ มีราชโองการจากฮ่องเต้หรือท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลงหมั้นหมายเจ้าหรือยังเล่า เป็นเพียงคำปากเปล่าของบุรุษผู้หนึ่งที่ไม่เคยรักษาได้แม้แต่สัญญา ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าต่อให้เจ้าแต่งเป็นพระชายาเอกของท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลง ข้าก็ไม่สนใจ!"
สิ้นเสียงเย็นชาของสตรีที่งดงามดุจนางเซียน ผู้คนที่ได้ยินต่างพากันสูดปากเป็นรอบที่สองพวกเขานั้นเกือบพากันหยุดหายใจ คุณหนูเฟิ่งช่างวาจาร้ายกาจเหมือนดั่งที่ผู้คนลือกันไม่มีผิด
กู่ม่านชิงฟังสหายของตนกล่าวถึงกับยกนิ้วยิ้มให้อย่างอดไม่ได้ ตนภูมิใจในวาจาของสหายจริงๆ
ในห้องส่วนตัวของโรงเตี๊ยมชั้นสาม มีร่างของบุรุษชุดสีม่วงท่าทีสง่างามที่เฝ้าดูเหตุการณ์มาโดยตลอด เมื่อได้ยินที่เฟิ่งอวี่เหิงกล่าวมาก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นมา
'ช่างน่าสนใจจริงๆ'
เหล่าองครักษ์ที่เห็นผู้เป็นนายของตนยิ้มมุมปากถึงกับพากันหยุดหายใจอย่างพร้อมเพรียงกัน นายท่านยิ้ม!!
"เกิดอะไรขึ้น" เสียงกังวาลดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางผู้คนที่กำลังยืนดูเหตุการณ์ที่น่าสนใจ แต่ทว่าพวกเขาต้องตกตะลึงเมื่อหันไปมองเสียงที่เอ่ยถามพวกเขานั้นเป็นผู้ใด
"ถวายพระพรท่านอ๋องเจ็ดพะยะค่ะ//เพคะ"
"ไม่ต้องมากพิธีเชิญพวกเจ้าตามสบาย"
เนื่องจากฟู่อวิ้นหลงมาตรวจราชการกลับได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนพูดถึงกัน ด้วยเหตุนี้ฟู่อวิ้นหลงจึงรีบเดินทางมาที่โรงเตี๊ยม แต่ทว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ใช่เรื่องจริงเป็นเพียงคำพูดที่พูดกันปากต่อปากเท่านั้น พอมาถึงก็เห็นว่าที่พระชายารองของตนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก
"ฟางเอ๋อร์เกิดอันใดขึ้นกับเจ้า ใครรังแกเจ้าบอกข้ามา"
อี้หลิงฟางแสร้งซบอกของฟู่อวิ้นหลงด้วยท่าทีที่น่าสงสารร้องไห้สะอื้นราวกับตนถูกรังแก
"ฮึกก ท่านพี่อวิ้นหลงไม่มีอะไรเจ้าคะ"
เฟิ่งอวี่เหิงกับกู่ม่านชิงมองดูคนตรงด้วยสีหน้าที่เบื่อหน่าย เหตุใดพวกตนต้องมาดูละครที่อี้หลิงฟางสร้างขึ้นด้วย กำลังจะหันหลังกลับแต่ถูกอ๋องเจ็ดเรียกขึ้นมาก่อน
"เดี๋ยว! นั่นพวกเจ้าจะไปไหน"
"หม่อมฉันกับสหายจะกลับจวนเพคะ" เป็นกู่ม่านชิงตอบแทนเพราะรู้ว่าสหายของตนไม่ต้องการพูดกับคนเอ่ยถามด้วย อี้หลิงฟางเห็นว่าเหยื่อกำลังจะหลุดมือไป จึงรีบพูดขึ้นกับฟู่อวิ้นหลงโดยแสร้งทำตัวว่าหวังดีกับพวกนาง
"ฮึกกก ท่านพี่อวิ้นหลงปล่อยคุณหนูเฟิ่งกับคุณหนูกู่ไปเถิดเจ้าค่ะ เป็นความผิดของหลิงฟางเอง ฮึกก" พูดจบอี้หลิงฟางก็แสร้งซบอกฟู่อวิ้นหลงร้องไห้สะอื้นตามเดิม หึ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะหมดรักอ๋องเจ็ดแล้ว เจ้าแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีใจให้อ๋องเจ็ดเพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่า ใครจะหมดรักได้ง่ายเพียงนั้นขนาดตัวนางแอบรักชายผู้นั้นจนป่านนี้ก็ยังตัดใจไม่ได้เลย คอยดูเถิดข้าจะทำให้เจ้าโดนท่านอ๋องตำหนิเจ้า ให้เจ้าร้องไห้เสียใจอีกครั้ง
"เจ้าไม่ต้องร้อง ข้าอยู่ตรงนี้แล้วไม่มีผู้ใดทำอะไรเจ้าได้"
ได้ยินคำพูดที่สองคนพูดคุยกันเฟิ่งอวี่เหิงกับกู่ม่านชินมองหน้ากันพร้อมกลอกตาสลับไปมาอย่างไม่ได้นัดหมาย ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดพวกนางต้องมาอยู่ฟังเรื่องไร้สาระเช่นนี้
"เหิงเหิง เจ้าทำอะไรกับฟางเอ๋อร์" ฟู่อวิ้นหลงเอ่ยถามสตรีตรงหน้า
"ท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลง อย่าลืมสิเพคะว่าพระองค์กับหม่อมฉันต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกันแล้ว อีกอย่างท่านอ๋องเรียกหม่อมฉันว่าเฟิ่งอวี่เหิงเช่นเดิมเถิดเพคะ แล้วหม่อมฉันก็ไม่ได้ทำสิ่งใดกับคุณหนูอี้เลยแม้แต่น้อย หากพระองค์ไม่เชื่อกลัวว่าหม่อมฉันเป็นคนทำร้ายว่าที่พระชายารองของพระองค์ ลองสอบถามผู้คนที่อยู่ตรงนี้ได้เพคะ หมดเรื่องแล้วหม่อมฉันกับสหายขอทูลลา" เฟิ่งอวี่เหิงยังกล่าวกับคนตรงหน้าด้วยท่าทีเย็นชาเช่นเดิม ทำเอาผู้คนที่มองดูเหตุการณ์ถึงกับสูดปากเป็นรอบที่สาม คุณหนูเฟิ่งช่างเย็นชายิ่งนัก!!
เฟิ่งอวี่เหิงพูดจบไม่รอให้ฟู่อวิ้นหลงได้ถามอะไรต่อก็จูงมือสหายของตนเดินไปออกทันที ขณะที่ฟู่อวิ้นหลงกำลังจะเดินตามเฟิ่งอวี่เหิงไปนั้นก็มีเสียงดังทรงอำนาจดังขึ้นมาจากในโรงเตี๊ยมก่อน ผู้คนมองไปยังโรงเตี๊ยมก็ปรากฏร่างบุรุษที่สง่างามในชุดสีม่วง แต่ทว่ารอบตัวกลับมีอายกดดันที่แผ่ออกมา
"อ๋องเจ็ดสงสัยเจ้าจะว่างมากถึงมีเวลาไปยุ่งเรื่องของสตรีได้ นับว่าเปิ่นไท่จื่อได้เปิดตาแล้ว"