ผู้อพยพชุดที่สองถูกแบ่งออกเป็กลุ่มตามประเภทของงานไม่ต่างไปจากผู้อพยพชุดแรก การลงทะเบียนคนที่เข้ามาใหม่ทำได้เร็วขึ้นกว่าครั้งแรกค่อนข้างมาก ซุนิฉวนให้เซี่ยเจียเหยียนลงไปช่วยพวกหวงเหวินทำหน้าที่ลงทะเบียนเพิ่มเติม
ใน่แรกซุนิฉวนยังมิได้มอบหมายหน้าที่ให้กับเซี่ยเจียเหยียน แต่ให้ติดตามหวงเหวินกับหานฉีหรงเพื่อทำความเข้าใจชีวิตความเป็อยู่ในเหมืองเกลือก่อน เซี่ยเจียเหยียนยังคงเงียบขรึมเก็บตัวใน่สองสามวันแรก เคราะห์กรรมของเซี่ยเจียเหยียนนั้นเป็ที่เข้าใจได้
แต่หลายวันผ่านไปเซี่ยเจียเหยียนได้คุ้นเคยกับผู้คนในเหมืองมากขึ้น ทั้งยังมีโอกาสได้สอบถามผู้อพยพหลายคนที่เข้ามาอยู่ก่อนหน้า พบว่าไม่ว่าผู้ใดต่างประสบเคราะห์กรรมมากน้อยไม่ต่างจากที่ตนเองได้ประสบมา บางครอบครัวยังมีชะตากรรมที่เลวร้ายกว่าที่เซี่ยเจียเหยียนประสบมาเสียอีก เซี่ยเจียเหยียนดูเหมือนจะยังปลงไม่ตก แต่เปลี่ยนแปลงความเศร้าโศกของตนเองออกมาเป็ความทุ่มเทในการทำงาน
ซุนิฉวนั้แ่จัดการแบ่งหน้าที่ให้ผู้อื่นก็สุขสบายได้เพียงไม่นาน งานในเหมืองเกลือนั้นมีมากมายนัก ยังมีเื่ให้ซุนิฉวนต้องวางแผนขบคิดอีกมาก จำนวนเกลือที่เตรียมจะขนส่งใกล้พร้อมแล้ว เวลานี้เพียงรอให้คนจากที่ว่าการอำเภอมาประทับตรา ตรวจนับจำนวนเท่านั้น งานเพาะปลูกในไร่เริ่มเบาบางลงั้แ่นาข้าวลงต้นกล้าไปเมื่อหลายวันก่อน ซุนิฉวนให้ผู้อพยพที่มาใหม่แผ้วถางที่ดินที่อยู่ติดกับเหมืองเกลือออกไปอีกร้อยกว่ามู่
ที่ดินนี้มิใช่อยู่ภายใต้เหมืองเกลือของสกุลซุนแต่ซุนิฉวนหาได้สนใจไม่ ที่ดินรกร้างหากปล่อยเอาไว้เป็ที่น่าเสียดายยิ่ง ซุนิฉวนแบ่งที่ดินใหม่ให้ครอบครัวที่มาใหม่ครอบครัวละหกมู่เท่ากัน
ซุนิฉวนเดินดูช่างไม้ที่กำลังก่อสร้างบ้านพักสำหรับคนในเหมืองเพิ่มเติม บ้านพักใหม่นี้ซุนิฉวนให้ปลูกเป็แถวยาวแบ่งออกเป็ห้อง หนึ่งห้องสำหรับหนึ่งครอบครัว ผู้คนมากมายเกินไปหากปลูกบ้านพักออกเป็หลังแยกกันคงไม่สะดวกนักทั้งยังสิ้นเปลืองไม้ที่จะนำมาใช้ ปลูกเป็แถวยาวสักยี่สิบห้องประหยัดไม้ที่ต้องนำมากั้นเป็กำแพงบ้านได้เกือบครึ่ง
ห้องแถวประเภทนี้มีการสร้างอยู่ในเมืองต่าง ๆ อยู่บ้าง พอซุนิฉวนให้หัวหน้าช่างไม้เจียงผิงลงมือทำจึงไม่จำเป็ต้องอธิบายมากนัก หลิวมู่เหยียนจากคนเลี้ยงแมวขยับฐานะขึ้นมาเป็คนติดตามซุนิฉวนในแทบทุกวัน ทั้งยังรับประทานอาหารร่วมกับซุนิฉวนสามพี่น้องอยู่เสมอ
“นายน้อย บ้านพักห้าสิบกว่าห้องนี้อีกสามสี่วันก็คงเรียบร้อยแล้วขอรับ” เจียงผิงเดินตามซุนิฉวนอธิบายถึงความคืบหน้าของงานก่อสร้าง
ซุนิฉวนพยักหน้าเข้าใจ “หัวหน้าเจียง แนวกำแพงที่ข้าให้ท่านไปศึกษาดู ตอนนี้ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
เจียงผิงเช็ดเหงื่อที่ออกบนหน้าผาก กล่าวด้วยน้ำเสียงภูมิใจ
“นายน้อย ท่านรอสักครู่ข้าจะเอาแบบร่างมาให้ท่านตรวจสอบ”
เจียงผิงกล่าวจบก็วิ่งหายไปอีกด้านหนึ่ง เจียงผิงอายุห้าสิบกว่าปีแล้วอพยพเข้ามาที่เหมืองเกลือเป็รุ่นแรก ครอบครัวมีมารดาชรากับบุตรสะใภ้หลานชาย เป็ครอบครัวใหญ่เกือบสิบคน การได้เป็หัวหน้าช่างไม้ทำให้ทั้งครอบครัวมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น มารดาที่ชรายังได้ทำงานสานตะกร้า บุตรชายเองทำงานก่อสร้างอยู่ด้วยกัน
หลิวมู่เหยียนติดตามอยู่ข้างกายซุนิฉวนมาสี่ห้าวันแล้ว เห็นซุนิฉวนเดินไปเดินมาทั่วบริเวณเหมืองเกลือไม่มีหยุดพัก หากจบงานตรงนี้ก็จะเดินไปอีกทางเพื่อตรวจสอบความคืบหน้า แต่ละวันสั่งงานไม่ซ้ำกันทั้งยังมีความคิดหลายอย่างที่หลิวมู่เหยียนไม่เคยเห็นมาก่อน
ตอนนี้คนงานในเหมืองมีเครื่องแต่งกายหลากหลายสีแบ่งตามประเภทของงาน งานทำเกลือสวมใส่เสื้อสีน้ำเงินเข้ม งานในไร่สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียว งานก่อสร้างสวมใส่เสื้อสีน้ำตาล ผู้ที่อยู่ในกองกำลังของเหมืองเกลือมีชุดสีดำดูน่าเกรงขาม
เจียงผิงหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกับม้วนกระดาษแผ่นใหญ่กางลงบนโต๊ะไม้ที่อยู่ใกล้เคียง ซุนิฉวนก้มลงดูแนวกำแพงที่เจียงผิงวาดเอาไว้คร่าว ๆ เหมืองเกลือนี้ด้านเหนือติดูเาด้านตะวันตกติดคลอง หากสร้างกำแพง้าเพียงสองด้านที่เหลือ
ซุนิฉวนหยิบถ่านไม้ขึ้นมาขีดเขียนลงไปในภาพร่าง “หัวหน้าเจียง ด้านที่ไม่มีกำแพงให้สร้างหอระวังภัยขึ้นมาแทนที่ สร้างห่างกันราวสองร้อยก้าวสูงประมาณ สี่ถึงห้าจั้ง (หนึ่งจั้งสูงราวสามเมตรกว่า) ”
ซุนิฉวนวาดตำแหน่งหอระวังภัยด้านที่ติดูเากับคลองลงไป
หลิวมู่เหยียนชะโงกหน้าลงมองดู “นายน้อยซุน หอระวังภัยที่เหมืองยังขาดป้อมยิงธนู ข้าพอเคยพบเห็นมาบ้าง”
หลิวมู่เหยียนฉวยถ่านไม้ในมือของซุนิฉวนขึ้นมาเขียนรูปป้อมยิงธนูลงไปบนกระดาษ
ลายเส้นที่หลิวมู่เหยียนเขียนนั้นดูชัดเจนเข้าใจง่าย แต่ยังขาดความกว้างยาวที่แน่ชัดในแบบภาพการก่อสร้างในสมัยใหม่ ซุนิฉวนคอยบอกให้หลิวมู่เหยียนเพิ่มตัวเลขกำกับเข้าไปในภาพ ภาพที่ใส่ขนาดกำกับเข้าไปแล้วดูเข้าใจง่าย หัวหน้าช่างไม้เจียงได้แต่พยักหน้าแต่เพียงอย่างเดียว
“หัวหน้าเจียง ตอนนี้งานในไร่มีไม่มาก ท่านไปบอกกับนายน้อยรอง ขอให้เขาแบ่งคนมาช่วยท่านก่อสร้างกำแพง”
“ขอรับนายน้อย”
ซุนิฉวนชักชวนหลิวมู่เหยียนเดินไปอีกทางหนึ่ง ด้านหนึ่งของเหมืองเกลือนั้นซุนิฉวนให้สร้างเป็โรงเรือนสำหรับงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่จะใช้ในเหมือง ใน่แรกซุนิฉวนยังต้องซื้อผ้าเป็ม้วนใหญ่มาเพื่อตัดเย็บเสื้อผ้าก่อน ซุนิฉวนให้ซุนิเย่ไปปรึกษากับหวงเหวินและหานฉีหรงหากจะริเริ่มเื่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ต้นหม่อนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะโตพอที่จะใช้เลี้ยงตัวไหมได้ หากแต่ถ้าจะซื้อรังไหมมาเพื่อทำการทอผ้าเองก่อนคงไม่ลำบากสักเท่าไร
ในสมัยราชวงศ์ถังนี้ ชาวบ้านทั่วไปไม่มีโอกาสได้ใช้เสื้อผ้าที่ทอจากผ้าไหมนอกจากผู้ที่พอมีเงินทองอยู่บ้าง ผ้าที่คนทั่วไปใช้ทอจากเปลือกไม้จำพวกป่านหรือปอ หาก้าให้ทนทานมากขึ้นก็อาจผสมเส้นไหมเขาไปเพิ่มเติม ซุนิฉวนยังไม่คิดจะให้คนงานหลายร้อยคนนี้สวมใส่ชุดที่ทำจากผ้าไหม แต่หากนำใยไหมถักทอเข้าไปเพิ่มเติมก็หาเป็ไรไม่ เสียดายที่ซุนิฉวนไม่ทราบว่าจะหาต้นฝ้ายมาจากที่ใด ต้นฝ้ายนั้นปลูกง่ายขั้นตอนการนำมาทำเป็เส้นใยก็ง่ายกว่าใยไหมมากนัก ทั้งยังสวมใส่สบายกว่า
ชาวจีนยังไม่เริ่มการปลูกฝ้ายอย่างแพร่หลายจนกระทั่งเข้าสู่ราชวงศ์ซ่งตอนปลาย ผ้าฝ้ายมีการใช้อย่างจำกัดในหมู่ชนชาวเขาที่อาศัยอยู่แถบฝูเจี้ยน ห่างไกลเกินไปกว่าที่ซุนิฉวนจะส่งคนไปตามหา
“นายน้อยซุน” เสียงสตรีหลายสิบคนเรียกขานซุนิฉวนที่เดินเข้าประตูมาอย่างพร้อมเพรียง ตอนนี้ซุนิฉวนให้โรงตัดเย็บทดลองทำเสื้อนวมกันหนาว ให้ตัดเย็บเสื้อโดยเพิ่มช่องเข้าไปบนตัวเสื้อเหมือนกับหมอนใบเล็ก จากนั้นใช้ฝางข้าวยัดเข้าไปแทนเพื่อเพิ่มความอบอุ่น หน้าหนาวจะมาถึงในอีกสี่ห้าเดือนข้างหน้านี้ ซุน ิฉวนต้องเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อน
หลิวมู่เหยียนหยิบเสื้อหน้าตาประหลาดพิกลขึ้นมาชมดู เสื้อตัวนี้รูปทรงไม่ต่างไปจากเสื้อผ้าทั่วไปมีแขนยาวหลวมกว้างด้านนอกปะไว้ด้วยผ้าที่เย็บขึ้นเป็ช่องขวางไปตามตัวเสื้อ จับดูให้ความรู้สึกนุ่มมือรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น หลิวมู่เหยียนมองหน้าซุนิฉวนอย่างสงสัยใจยิ่ง คนผู้นี้คิดหาสิ่งของประหลาดออกมามากมาย ไม่ทราบเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาซุนิฉวนร่ำเรียนสิ่งใดไปบ้าง ในสมองน้อย ๆ นี้เหตุใดจึงมีสิ่งต่าง ๆ บรรจุอยู่มากมายเพียงนี้
ซุนิฉวนลองสวมเสื้อที่ทำเสร็จแล้วตัวหนึ่ง การเคลื่อนไหวหลังจากสวมใส่ยังไม่คล่องแคล่วนักแต่ความอบอุ่นมากพอจนทำให้ซุนิฉวนถึงกับเหงื่อออกจนชุ่ม หลิวมู่เหยียนหยิบผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อตนเองขึ้นมาเช็ดให้กับซุนิฉวน ช่วยอีกฝ่ายถอดเสื้อกันหนาวออกมา
“ดูเ้า เดินไปจนทั่วั้แ่เช้า อากาศร้อนเยี่ยงนี้ยังสวมเสื้อหน้าปานนี้เข้าไปได้”
ซุนิฉวนยิ้มให้อีกฝ่าย ยืนนิ่งให้หลิวมู่เหยียนถอดเสื้อนวมให้แต่โดยดี หลายวันที่ผ่านมาหลิวมู่เหยียนคอยอยู่เป็เพื่อนคุยให้กับซุนิฉวนแทบจะตลอดเวลา พอได้เวลาให้อาหารเสี่ยวหวง ซุนิฉวนถึงได้พอเป็ตัวของตัวเองมีรอยยิ้มที่หลิวมู่เหยียนแต่เพียงผู้เดียวที่ได้เห็น
ซุนิฉวนให้คำชมเชยหัวหน้าคนงานตัดเย็บจากนั้นจึงออกมาด้านนอก เงยหน้ามองดูดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงอยู่กลางท้องฟ้า หลิวมู่เหยียนหยุดรออยู่ด้านข้าง
“ใกล้เที่ยงแล้วกลับเข้าเรือนก่อน นายน้อยรองกับนายน้อยสามน่าจะรอกินข้าวพร้อมกับเ้าแล้ว”
“อือ วันนี้ไม่รู้ว่าท่านน้าหลิวจะทำอะไรออกมา”
“เ้ากินให้มากหน่อย ดูตัวเ้าวันทั้งวันมีแต่วิ่งไปจนทั่ว ผอมจนข้าจะยกได้ด้วยมือเดียวอยู่แล้ว”
หลิวมู่เหยียนลอบมองซุนิฉวนที่ผอมบางจนจะปลิวลม เอวที่เล็กเสียจนหากจับแรงกว่านี้ก็จะหักไปตามแรงมือ หลิวมู่เหยียนจับเอวของซุนิฉวนผลักให้ซุนิฉวนเดินไปทางเรือนพัก ซุนิฉวนั้แ่มาอยู่ในสมัยนี้ก็อยากอาหารน้อยลง เหมืองเกลือมีหลิวซีอิ๋งเป็แม่ครัวแต่นางทำอาหารเป็แต่เพียงอาหารทั่วไป ซุนิฉวนกินอยู่เกือบสองเดือนก็ไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่จะให้หาอาหารที่คุ้นเคยก็ไม่ง่ายนัก ทั้งยังขาดเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ที่ยังไม่มีในสมัยนี้
หลังกินข้าวเที่ยงกับน้องชายทั้งสองคนแล้ว ซุนิฉวนก็เข้าไปงีบหลับในห้องของตัวเอง หลิวมู่เหยียนยังคงรีรออยู่ที่หน้าประตูห้องนอนไม่ยอมกลับออกไปเสียที รอจนซุนิฉวนหลับตาลงหลิวมู่เหยียนจึงได้ตัดใจปิดประตูห้องเดินออกมา
หลิวมู่เหยียนเดินกลับเข้าไปที่เรือนชั้นนอก เสี่ยวหวงคุ้นเคยกับหลิวมู่เหยียนจนยอมให้หลิวมู่เหยียนลูบขนแล้ว
“เสี่ยวหวง ข้าเป็ห่วงนายน้อยของเ้าเหลือเกิน”
หลิวมู่เหยียนอุ้มเสี่ยวหวงขึ้นมาจ้องตาที่กลมแป้วของลูกแมวรำพึงรำพันอยู่คนเดียว
ทางการส่งขุนนางมาตรวจนับเกลือที่เหมืองสกุลซุนในไม่กี่วันให้หลัง เกลือมีพร้อมที่จะขนส่งถึงเจ็ดลำเกวียน หลี่หย่วนเจ๋อตระเตรียมเดินทางในเช้าวันนี้ คนของพรรคทรายทะเลทั้งยี่สิบคนรวมทั้งหลิวมู่เหยียนเก็บข้าวของสัมภาระเตรียมออกเดินทาง ซุนิฉวนกับหวงเหวินให้พี่น้องจูเซียงกับจู่ห่าวติดตามพรรคทรายทะเลไปด้วย พร้อมเขียนจดหมายฝากไปให้บิดาที่ฉางอาน ซุนิฉวน้าให้บิดาส่งผ้ากับยาสมุนไพรมาที่เหมืองเกลือในตอนที่ขบวนเกลือจะเดินทางกลับมาที่เมืองถานโจวอีกครั้ง การเดินทางครั้งนี้คาดว่าใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองเดือน
สีหน้าของหวงเหวินดูอิดโรยเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน เวลาเดินยังดูกะปลกกะเปลี้ยอย่างกับทำงานหนักมา หลี่หย่วนเจ๋อกระซิบกระซาบคุยกับหวงเหวินอยู่ด้านหนึ่ง ซุนิฉวนพอมองเห็นหน้าของหลิวมู่เหยียนก็รู้สึกเหงาขึ้นมาในใจ พอหลิวมู่เหยียนไปแล้วซุนิฉวนก็ขาดคนที่คอยพูดคุยด้วยเหมือนตนเองเป็สหายไปเสียแล้ว กว่าจะกลับมาก็อีกเกือบสองเดือน ทั้งยังไม่ทราบว่าระหว่างเดินทางจะพบเจอเหตุอันใดหรือไม่
“เสี่ยวเหยียน เ้ารักษาตัวด้วยอย่าได้เสี่ยงอันตรายจนเกินไป”
หลิวมู่เหยียนก้มหน้าลงคว้ามือของซุนิฉวนมาจับเอาไว้
“ข้าจะรีบกลับมา เ้าเองรักษาสุขภาพด้วยอย่าได้หักโหมงานจนเกินไป ข้าจะฝากหัวหน้าหวงให้ช่วยเตือนเ้าด้วย”
“รู้แล้วละน่า” ซุนิฉวนดึงมือตัวเองกลับมาใบหูแดงระเรื่อ หลิวมู่เหยียนยกยิ้มเล็กน้อยล้วงมือไปในอกเสื้อ
“นี่ความจริงเป็ของเ้า ข้าคืนให้เ้า เจอกันครั้งหน้า ข้าหวังว่าเ้าจะไม่ลืมเลือนไปอีก”
หลิวมู่เหยียนยัดเยียดพัดเล่มหนึ่งไปในมือของซุนิฉวน ก่อนที่ขบวนเกลือจะออกเดินทางออกจากเหมืองสกุลซุน ซุนิฉวนยืนมองส่งขบวนเกลือไปจนลับสายตา หลิวมู่เหยียนรั้งอยู่ท้ายขบวนหันกลับมามองซุนิฉวนอย่างไม่อาจตัดใจ
“นายน้อย กลับเข้าด้านในเถอะขอรับ” อวี้เอ๋อร์กล่าวเสียงเบา
ซุนิฉวนคลี่พัดที่ได้รับมา ลายปักรูปสายน้ำกับดวงอาทิตย์ดวงกลมโตปรากฏขึ้นในสายตา ซุนิฉวนเหมือนได้ยินเสียง “เหยียนเกอเกอ เหยียนเกอเกอ” แว่วอยู่ในหัว ภาพเด็กน้อยอุ้มแมวตัวสีขาววิ่งตามเด็กอีกคนที่มีผิวสีเข้มอย่างร่าเริงรางเลือนอยู่ในความทรงจำ