บทที่ 148 สู่ความวุ่นวายของผู้หวาดกลัวความตาย
เสียงจากชายคนนั้นเรียกความสนใจจากทุกคนในห้องประชุมได้เป็นอย่างดี ทุกคนหันไปตามเสียงและเริ่มครุ่นคิดถึงคำของชายคนนั้น ชิวเหวินเจี้ยนมองหน้าเขา ไม่มีความโกรธอยู่ในแววตาของชิวเหวินเจี้ยน เมื่อคิดดูให้ดีแล้วก็เป็นจริงดั่งที่เขาว่า
"เจ้าเป็นใคร" ชิวเหวินเจี้ยนเอ่ยถาม เดินเข้าไปหาเจ้าของเสียงเชื่องช้า ทุกคนหลบทางให้กับผู้ถือตราซึ่งครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ซูสือคงและหนี่เหยารวมถึงซูเหยียนเดินตามไป จ้องมองว่าชิวเหวินเจี้ยนจะทำอะไรต่อ
"ข้าเป็นตัวแทนของชาวเมือง" เขาบอกแค่นั้น ชิวเหวินเจี้ยนสัมผัสพลังของเขาไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมีพลังหรือไม่ คล้ายเป็นเพียงเผ่ามารธรรมดาที่ไม่ได้ต่างไปจากมนุษย์เท่าใดนัก ชายร่างเล็กแต่ดูน่าเชื่อถือคนนี้คงเป็นคนที่ชาวเมืองเลือกให้เป็นตัวแทนเข้าประชุมครั้งสำคัญคราวนี้
"ข้าไม่คัดค้าน" ชิวเหวินเจี้ยนเปรย ซูเหยียนเป็นกังวลหญิงสาวเอื้อมมือออกไปคล้ายจะเหนี่ยวรั้งชายตรงหน้าเอาไว้ให้หยุดเพียงแค่นั้นแต่ก็มิสามารถ นางขยับถอยห่างและเก็บอาการเหล่านั้นเอาไว้ "ข้าไปจากที่นี่แน่อยู่แล้ว ข้าไม่ต้องการครองบัลลังก์แม้เพียงนิด"
ทุกคนตรงนั้นตกตะลึง มีผู้คนมากมายต้องการอยู่ในจุดที่ชายหนุ่มยืนอยู่ แม้กระทั่งพี่น้องที่รักกันและเกิดจากบุพการีเดียวกันยังแก่งแย่งชิงมันมาไว้ในกำมือ แต่ผิดกันกับชิวเหวินเจี้ยน เขาได้รับมันมาอย่างง่ายดายเหตุใดจึงไม่กอบกุมอำนาจนี้เอาไว้
"งั้น-" ตัวเเทนชาวเมืองจะพูดต่อแต่ชิวเหวินเจี้ยนก็แทรกขึ้นมาก่อน เขาก้มมองตราสีทองที่เคยเป็นของซูหยาง
"ข้าขอทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับซูหยางก่อน เมื่อเมืองนี้กลับมาเป็นปกติปลอดภัยดังที่เราวางแผนเอาไว้แล้ว ข้าจะมอบตราให้ราชาและจากไป" ชิวเหวินเจี้ยนประกาศก้อง สายตานั้นไม่มีความโกหกอยู่ภายใน แม้คนอื่นอาจจะเคลือบแคลงใจแต่ซูเหยียนรู้ดี รู้ดีเหลือเกินว่าเขาจักจากไปเป็นแน่...ยามที่นี่ไม่มีสิ่งที่เขาใฝ่หาแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลจะต้องอยู่ต่อไป
ซูเหยียนเม้มริมฝีปาก ก้มหน้าและเดินออกไปจากห้องประชุมท่ามกลางผู้คนที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น หากนั่นเป็นสิ่งที่ชิวเหวินเจี้ยนเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าแล้ว นางก็จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
"เป็นเช่นนั้นแล้วคงไม่มีข้อกังขาใดๆ อีก เชื่อใจข้าเถิด ทุกหนทางที่ข้าคิดมา ข้าเลือกทางที่ดีที่สุดแล้ว ทางที่จะสูญเสียน้อยที่สุด" สิ้นคำของชิวเหวินเจี้ยนทุกคนก็ยอมรับที่เขาพูดทุกประการ นี่อาจเป็นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว
ชิวเหวินเจี้ยนถอนหายใจเพียงลำพัง เขาเดินออกจากห้องประชุมไป ทิ้งให้ทุกคนยืนอยู่ตรงนั้นและตระหนักให้ได้ว่าควรทำตามหน้าที่ต่อไปหรือไม่ เพียงครู่ทุกคนก็เดินตามชายหนุ่มออกมา เหมือนจะตัดสินใจกันได้แล้วเพราะซูสือคงแยกตัวไปกับซูเฉิง เขาคุยกันอยู่สองคนก่อนจะเรียกตัวใครก็ไม่รู้ไปด้วยกัน
ชิวเหวินเจี้ยนไม่เห็นซูเหยียนแล้ว เขาคาดว่านางคงออกไปรวบรวมคนจากสำนักแพทย์มาช่วยสร้างม่านพลังแน่ๆ ราชายังคงฟื้นพลังได้ไม่มาก ชิวเหวินเจี้ยนเห็นคนสนิทของราชาเข้าประคองเขาเอาไว้
"ข้าจะไปด้วย" ชิวเหวินเจี้ยนกล่าวกับซูสือคงและซูเฉิง ทั้งสองชะงักฝีเท้าและหันมามอง ทั้งคู่มองหน้ากันและพยักหน้ารับ
ทำให้ในปราสาทของซูหยางยังคงเหลือราชาและคนสำคัญรวมถึงกองกำลังที่ไว้ใจได้ในการปกป้องที่นี่ในระหว่างการอพยพคนและขนเสบียงมาไว้ภายใน การซ่อมแซมชิวเหวินเจี้ยนได้ยินว่าเป็นหน้าที่ของเพื่อนสนิทของซูสือคง เขามีอุปกรณ์และกำลังคนจากในเมืองมาก เป็นหัวหน้าการก่อสร้างซึ่งตระกูลของเขาเคยสร้างปราสาทให้กับราชามาก่อน
ภายนอกนั้นเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีและบุกรุกอุกอาจของซูเฟิง ปราสาทและป้อมปราการบางส่วนพังทลายยากจะทำให้ใช้การได้ในเร็ววันก่อนที่พวกจอมมารจะบุก ชิวเหวินเจี้ยนจึงลงความเห็นว่าให้ปล่อยส่วนนั้นทิ้งไปและช่วยกันทำอย่างอื่นเสียดีกว่า
คนของซูเหยียนเองมาถึงไวกว่าที่ชิวเหวินเจี้ยนคาดคิดเอาไว้ พวกเผ่ามารนั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากและสามารถฟื้นฟูได้ไวกว่าเผ่าอื่น แต่มิใช่ทุกตนที่สามารถใช้เวทย์รักษาได้ ซูเหยียนอาจจะเป็นคนเดียวที่รู้วิธีการปรุงยาและนำมันมาใช้ได้ดีที่สุด ไม่เลย...จริงๆ แล้วนอกจากซูเหยียนเขาก็ไม่เห็นใครที่ใช้เวทย์รักษาได้อีก ทุกคนที่เข้ามาช่วยนางล้วนแล้วแต่ใช้ยารักษาที่ปรุงเอาไว้ทั้งนั้น
เผ่ามารสามารถใช้เวทย์ได้ก็จริงแต่ก็ยากนักที่จะมีระดับสูง ดังนั้นทั้งดินแดนแห่งนี้จึงเหมือนทุกคนใช้กำลังและร่างกายเพื่อเข้าต่อสู้แทน
ชิวเหวินเจี้ยน ซูสือคงและซูเฉิงเดินมาถึงประตูชั้นสุดท้ายของปราสาทรวมทั้งรวบรวมกำลังพลส่วนนึ่งเพื่อช่วยกันอพยพชาวเมืองเข้ามาด้านใน ชายหนุ่มเห็นซูเหยียนยืนอยู่ที่กำแพงพร้อมทั้งกลุ่มคนของนาง
ซูเหยียนยืนอยู่ด้านหน้าสุด พินิจพิจารณาม่านพลังที่ซูหยางเคยสร้างเอาไว้ครู่หนึ่งก่อนที่หญิงสาวจะยื่นมือออกไปด้านหน้า พลังสีม่วงเฉกเช่นเดียวับซูหยางปรากฏต่อสายตา พลังนั้นพุ่งกระจายออกไปยังอากาศว่างเปล่า แสงสีสวยนั้นรวมตัวกันกลายเป็นม่านพลังใสแต่ดูเปราะบางกว่า เผ่ามารทุกคนทำตาม เส้นพลังพุ่งออกไปเช่นเดียวกันสานเกราะนั้นให้ยิ่งใหญ่ไพศาลคลุมทั้งปราสาทเอาไว้ให้ปลอดภัย
ชิวเหวินเจี้ยนรู้ดีว่ามันไม่แข็งแรงเท่าพลังของซูหยาง พลังของเผ่ามารเปราะบางเกินไป พวกเขาไม่ชำนาญเวทย์เลยสักนิด เพียงพริบตา ทั่วทั่งปราสาทของซูหยางก็ถูกโอบล้อมด้วยม่านพลังสีม่วงทั้งหลัง ถ้วนทั่วบริเวณกลายเป็นว่าถูกคุ้มภัยด้วยพลังของนาง มีบางจุดที่พลังนั้นบอบบาง ชิวเหวินเจี้ยนเห็นได้จากสีที่เจือจางลง ซูเหยียนใช้พลังของตนอาบไปที่จุดบอดนั้น พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างมันให้แน่นหนาที่สุด
"ไม่ไปช่วยนางหรือ" ซูสือคงเอ่ยถามยามเมื่อเห็นสายตาที่คาดเดาได้ยากของชายผู้นี้ ชิวเหวินเจี้ยนส่ายหัวปฏิเสธ มิใช่เพราะเขาใจร้ายหรืออย่างไรเพียงแต่เขาอยากจะเก็บพลังของตนเอาไว้ในยามสำคัญ เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะราชาจะสามารถต่อรองกับลูกๆ ทั้งหมดได้
"ข้าเชื่อว่านางทำได้" ชิวเหวินเจี้ยนส่งยิ้มกลับไป และเป็นดังคาดซูเหยียนนั้นชาญฉลาด แม้หญิงสาวจอมมารจะเหนื่อยหอบเพราะสูญเสียเวทย์ในกายไปมากจากการสร้างม่านพลังป้องกันหลายชั้นซ้อนทับกัน แต่นั่นก็ทำให้ชายหนุ่มพึงพอใจ
"ไปกันเถอะขอรับ" ซูเฉิงร้องบอก ทั้งชิวเหวินเจี้ยนและซูสือคงจึงออกจากประตูใหญ่ของปราสาทผ่านม่านพลังสีม่วงนั้นมาอย่างง่ายดาย คนที่เหลือที่จะช่วยการขนย้ายเดินตามมาหลายสิบคน ชิวเหวินเจี้ยนคาดการณ์ว่าน่าจะเพียงพอที่จะช่วยชาวเมืองอพยพเข้ามา
ดูเหมือนชาวเมืองจะไม่ได้โง่งม ชิวเหวินเจี้ยนรู้ได้ทันทีเลยว่าเมื่อม่านพลังสลายไปแล้ว พวกซูเฟิงที่บุกเข้ามาอย่างอุกอาจมิอาจซ่อนตัวและซูหยางเองก็ไม่สามารถเร้นความเสียหายที่เกิดขึ้นในปราสาทได้ ชาวเมืองตื่นตระหนกกว่าที่คิดเอาไว้
ชิวเหวินเจี้ยนเห็นความวุ่นวายอยู่เบื้องหน้า ผู้คนเผ่ามารวิ่งวุ่นกันไปทั่วประตูเมือง บ้างร้องขอความช่วยเหลือและกรีดร้องอย่างไม่มีสติเท่าใดนัก ชิวเหวินเจี้ยนไม่คิดเลยว่าการที่ม่านพลังสลายไปแล้วจะเป็นเช่นนี้ ซูสือคงสั่งการลูกน้องของตนเข้าไปจัดการกับเหล่าผู้คนส่วนซูเฉิงก็เร่งรัดคนของตนให้ไปที่ย่านการค้าโดยเร็ว
"จงอยู่ในความสงบ! เราจะอพยพกันแล้ว!" ซูสือคงประกาศกร้าว แต่ชาวเมืองก็ไม่สงบลงเลย ซูสือคงหันมามองชิวเหวินเจี้ยน เขาได้ยินเสียงโหวกเหวกว่าจบสิ้นแล้ว การตายของซูหยางกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว "ท่านชิวเหวินเจี้ยน...ข้าว่ามันคงไม่ง่ายอย่างที่คิดนัก"
ชิวเหวินเจี้ยนเหงื่อตก เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าไม่มีสิ่งใดง่ายอย่างที่ตนคิด ชายหนุ่มพยักหน้าให้กับซูเฉิงและซูสือคง ทั้งสองยอมถอยห่างปล่อยให้ชิวเหวินเจี้ยน มนุษย์ธรรมดายืนอยู่เบื้องหน้าประชาชนที่วุ่นวายเหล่านั้น