ตอนที่ 39 หัวข้อการสอบ
ตอนที่ 39 หัวข้อการสอบ หวังซินที่มีความมั่นใจ ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล ตอนที่อยู่ชั้นมัธยมต้น เขาที่อยู่ในโรงเรียนก็เป็นเด็กเรียน ก็แค่นิสัยที่ดื้อในช่วงถัดมานี้ ทำให้หวังซินไม่สามารถทุ่มเทจิตใจให้กับด้านการเรียนได้ พอนานไป จึงละเลยการเรียน ถึงอย่างนั้น วิธีการเรียนที่ถูกปลูกฝังมาอย่างเป็นพิเศษในสมัยชั้นมัธยมต้น พอถึงตอนนี้นอกจากด้านหลักภาษาที่ไม่ได้แล้ว ในด้านวิทยาศาสตร์นั้นก็สามารถแข่งกับหยางเจียอิ่งได้อย่างแน่นอน สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ที่โดดเรียนเกือบทุกวันของหวังซิน ไม่บอกก็รู้ว่าความสามารถในการเรียนของเขาแท้จริงแล้วแข็งแกร่งขนาดไหน ถึงแม้ว่าในตอนนี้หลักภาษาก็คือจุดอ่อนของตัวเอง แต่การข้ามผ่านมาจากโลกยุคหลัง ที่ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มามากมาย การสั่งสมประสบการณ์มาเกือบสี่สิบปี ในด้านหลักภาษาถ้ายังไม่สามารถทำได้ งั้นการได้กลับมาเกิดใหม่ของตัวเองก็คงจะน่าเสียดายจริง ๆ อีกทั้งในความทรงจำ เขาก็แอบจำได้ว่าการสอบกลางภาคหลังจากที่แบ่งห้องไปแล้วตอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ในนั้นจะมีหัวข้อ《สองสามเรื่องของXX》ที่จำกัดขอบเขตของหัวข้อ แต่อาศัยที่ว่าตัวเองรู้ก่อน จึงสามารถเขียนบทความออกมาได้ ก็แค่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าพอถึงตอนนั้นแล้วการสอบกลางภาคจะสอบหัวข้อนี้ด้วยหรือไม่ เขาไม่ได้กังวลวิทยาศาสตร์ สิ่งสำคัญของหลักภาษาก็อยู่ที่การเขียนบทความที่ไม่ใช่จุดแข็ง แต่สิ่งพวกนี้ไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากอ้างอิงตามแนวโน้มของการพัฒนาในอดีตแล้ว ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ หัวข้อก็ไม่น่าจะเปลี่ยนไป ในเมื่อหัวข้อจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีความเป็นไปได้อย่างไม่จำกัดที่จะได้ชื่อนี้ในการสอบกลางภาคครั้งนี้ สำหรับลำดับรายชื่อครั้งนี้ ในใจลึก ๆ ของหวังซินก็ยังใส่ใจอยู่ อย่างไรก็ตามขอแค่สอบผ่าน ถึงเวลานั้นห้องเรียนที่เลือกจะต้องเป็นห้องเรียนหลัก แล้วมีผู้บรรยายจากทีมผู้เชี่ยวชาญมาชี้แนะ ความก้าวหน้าในด้านการเขียน จะต้องได้รับการพัฒนาที่สูงขึ้นมากอย่างแน่นอน ตอนนี้ในเมื่อเขาทิ้งด้านวิทยาศาสตร์ไป แล้วเน้นเรียนเฉพาะศิลปศาสตร์ จุดอ่อนในด้านศิลปศาสตร์ ก็ควรจะเสริมเข้ามา ดังนั้นการเข้าเรียนในห้องสายศิลป์หลักในครั้งนี้ การได้รับการชี้แนะจากทีมผู้เชี่ยวชาญก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก หยางเจียอิ่งที่เฝ้ามองหวังซินอยู่ข้าง ๆ มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าเมื่อสักครู่นี้หวังซินจะพูดได้ดี แต่กลับเข้าใจมาตลอดว่าหวังซินเป็นคนที่ชอบพูดจาเรื่อยเปื่อย ในด้านวิทยาศาสตร์เธอเองไม่ได้กังวล แต่ด้านศิลปศาสตร์ หลักภาษาของหวังซินแท้จริงแล้วแย่มาก ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลในการเรียนด้านศิลปศาสตร์ของหวังซิน “หัวหน้า ขอคำแนะนำเธอเรื่องหนึ่งสิ”เมื่อรู้แนวโน้มของหัวข้อถัดจากนี้แล้ว อาจจะเป็นไปได้ถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็น《สองสามสิ่งของXX》หวังซินจึงเริ่มสอบถามหยางเจียอิ่ง อย่างไรก็ตามหยางเจียอิ่งก็ได้เปรียบในด้านหลักภาษา ที่ตัวเองไม่สามารถเทียบได้ “พูดสิ” หยางเจียอิ่งมองสีหน้าที่จริงจังของหวังซิน และรู้ว่าหวังซินอาจจะขอร้องเรื่องสำคัญอะไรก็ได้ ทันใดนั้นก็ตัดสินใจที่จะช่วยเหลือหวังซินในทันที “ในด้านหลักภาษาของเราก็ไม่เก่งเท่าไหร่ ที่สำคัญก็คือด้านความสามารถในการเขียน ที่จะต้องเรียบเรียงยังไง จะต้องดึงหัวข้อออกมายังไง ในจุดนี้มักจะจับจุดไม่ได้ เธอช่วยชี้แนะให้เราสักหน่อยได้รึเปล่า?” ที่จริงแล้วหลักภาษานอกจากการเขียนแล้ว ก็ไม่มีอะไรยากเลย ก็แค่ตั้งใจพยายาม ส่วนใหญ่แล้วเป็นสิ่งที่ตายตัวไม่ต้องใช้ความเข้าใจ แต่กลับไม่ปราณีหวังซินเลย แต่การเขียนน่ะ……แม้ว่าบทละครครั้งนี้จะผ่านการยอมรับของหลินชงแล้วก็ตาม แต่สำนวนการเขียนก็ยังแย่สุด ๆ ก็เพียงแค่โครงเรื่องดีเท่านั้น อีกทั้งบทละครก็ไม่มีเงื่อนไขมากมายเท่าไหร่ในเรื่องของสำนวนการเขียน จึงทำให้บทละครของหวังซินถูกหลินชงซื้อเอาไว้ ซึ่งถ้าหากว่าเปลี่ยนเป็นนิยาย แล้วอาศัยเพียงสำนวนการเขียนของหวังซินในเวลานี้ ก็ไม่ต้องพูดว่าจะมีคนมาขอซื้อลิขสิทธิ์เลย ขนาดให้คนอื่นอ่านฟรี ก็เกรงว่าจะไม่มีคนอ่านด้วย “นายพูดมาสิ อะไรที่เรารู้ เราก็จะบอกนายทั้งหมดเลย”หยางเจียอิ่งไม่รู้ความคิดที่อยู่ในใจของหวังซิน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ง่ายเลยที่หวังซินจะมาขอคำแนะนำเรื่องสำคัญกับตัวเอง โดยที่เธอก็ตอบตกลงที่จะช่วยเหลือในทันที อีกทั้งสามารถทำให้จอมโดดเรียนอย่างหวังซินมีความสนุกในการเรียนได้ ก็เป็นเรื่องที่เธอคาดหวังมาโดยตลอด “ถ้าบทความให้《สองสามเรื่องของXX》เป็นหัวข้อหลัก เราจะต้องทำยังไงถึงจะสามารถจับใจความเรื่อง แล้วเขียนความรู้สึกออกมาได้?”หวังซินขอคำแนะนำอย่างละเอียด ในเวลานี้สีหน้าที่ทะเล้นขี้เล่นก็ได้หายไป ที่ทั้งตัวดูแล้วมีแต่ความเคร่งขรึม หยางเจียอิ่งที่ไม่รู้ว่าหวังซินเดาหัวข้อการเขียนหลังจากนี้ได้คร่าว ๆ ตอนนี้พอได้ยินหวังซินพูดมาแบบนี้ ก็คิดแล้วคิดอีก จึงอธิบายอย่างใจเย็นว่า:“เขียนเรื่องราวที่เป็นจริง ใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไป แบ่งเส้นหลักให้ดี หลังจากนั้นก็……” หยางเจียอิ่งอธิบายให้หวังซินเยอะมาก เนื้อหาพวกนี้หวังซินจำไว้ในใจทุกคำทุกตัวอักษร แล้วไตร่ตรองการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในนั้น หยางเจียอิ่งได้มองหวังซินที่กำลังครุ่นคิดอยู่ แล้วจึงพูดอีกว่า:“อาศัยที่เราพูดกับนายแค่นี้ยังไม่ได้ ถ้านายไม่ไปฝึกล่ะก็ เกรงว่ายังจะไม่สามารถบรรลุผลลัพท์ที่มีอยู่ได้” “ตอนนี้เราจะลองเขียนตามวิธีการที่เธอพูดสักครั้งหนึ่ง เดี๋ยวจะส่งให้เธอดู ตรงไหนที่ผิด เธอก็ชี้ออกมาให้เราดูนะ เราจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง”หยางเจียอิ่งที่เพิ่งจะพูดจบ หวังซินก็ตอบขึ้นมาเลย หยางเจียอิ่งรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากจึงมองไปที่หวังซิน ตามปกติแล้วนักเรียนที่ไม่สนใจเรียนเลยแม้แต่นิดเดียว ทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนมาจู่โจมได้ขนาดนี้กันล่ะ? เขาเริ่มเปลี่ยนนิสัยไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? “หวังซิน นายแน่ใจนะว่าจะเริ่มเขียนตอนนี้?”จนกระทั่งหยางเจียอิ่งก็ต้องการยืนยันอีกครั้งว่าเป็นตัวเองที่ฟังผิดไปรึป่าว ถึงยังไงตอนนี้วิธีการของหวังซิน ก็แตกต่างไปจากเดิมเยอะมาก “ใช่แล้ว เราจะเริ่มเขียนตอนนี้เลย”เมื่อหวังซินพูดจบ ก็หยิบปากกาเริ่มเขียนบทความลงในสมุด อิงตามประสบการณ์ที่หยางเจียอิ่งอธิบาย รวมทั้งเรื่องราวความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หวังซินก็เข้าสู่ภวังค์ของการเขียนที่เร็วมาก เขาเขียนได้เร็วมาก จุดไหนที่ไม่เข้าใจก็จะครุ่นคิดเล็กน้อย และหลังจากนั้นก็จะเริ่มเขียนต่อไป เวลาหนึ่งคาบเรียนได้ผ่านไป บทความที่เต็มไปด้วยเนื้อหาเกือบจะหนึ่งพันตัวอักษร ก็ถูกเขียนด้วยปากกาของหวังซิน หลังจากนั้นหวังซินก็เริ่มตรวจสอบตัวอักษรที่ผิดและประโยคที่ใช้ผิดข้างในนั้น ได้แก้ไขเล็กน้อย ซึ่งหลังจากพบว่าไม่มีปัญหา ถึงจะส่งให้กับหยางเจียอิ่ง ในช่วงที่หวังซินกำลังเขียนเรียงความนี้ หยางเจียอิ่งก็ได้มองหวังซินที่ทำงานอยู่จากด้านข้าง เมื่อเห็นท่าทางที่ตั้งใจเขียนเรียงความของหวังซินแล้ว ก็ไม่รู้สึกตัวเลยว่าได้รับเสน่ห์แรงดึงดูดที่แผ่ออกมาจากตัวของหวังซิน ใคร ๆ ต่างก็พูดว่าผู้ชายน่าหลงใหลที่สุดก็ตอนที่ทำงาน แม้ว่าหวังซินแค่เขียนเรียงความ แต่ก็นับว่าตั้งใจทำงาน ท่าทางของเขาในช่วงเวลานั้นได้สลายภาพที่ปกติชอบทำตัวตลกโปกฮาออกไป แล้วเปลี่ยนไปอย่างจริงจังและรวดเร็ว ทำให้หยางเจียอิ่งอดไม่ได้ที่จะหลงใหลไปกับท่าทีที่จริงจังของหวังซิน “เอ๊ะ หัวหน้า ดูท่าแล้วเธอคงจะรักเราเข้าจริง ๆ แล้วแหละ” เรียงความหนึ่งบทที่เขียนเสร็จแล้ว เมื่อได้เห็นหยางเจียอิ่งยังไม่ละสายตาจากตัวเอง หวังซินก็รีบหยอกล้อหยางเจียอิ่งด้วยความดีใจทันที เมื่อหยางเจียอิ่งได้ยินหวังซินพูดแบบนี้ ใบหน้าก็แดงเล็กน้อย และไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของหวังซิน ซึ่งก็แค่รับบทความจากในมือของหวังซินเท่านั้น แล้วจึงตรวจดูอย่างตั้งใจ เนื้อหาในเรียงความค่อนข้างไหลลื่น น่าจะเป็นการเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวของหวังซินเอง หัวข้อก็คือ《สองสามเรื่องในปีของการต่อต้าน》 ซึ่งข้างบนให้เขียนเรื่องราวที่หวังซินทำการต่อต้านในอายุวัยนี้ หยางเจียอิ่งจึงได้วิจารณ์เรียงความของหวังซินอย่างไม่รู้ตัว แต่เมื่อเห็นเนื้อหาในบทความ ก็พอจะเข้าใจถึงสาเหตุที่หวังซินไม่ชอบการเรียน ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมต้น หวังซินเป็นเด็กเรียนมาตลอด เพียงแต่หลังจากที่เรียนมัธยมปลายแล้ว พ่อแม่ยุ่งกับการทำงาน ความรักความใส่ใจที่มีต่อเขาค่อนข้างน้อย พูดอีกอย่างคือโดยปกติแล้วหวังเป่าหลงก็จะมีข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้หวังซินเรียนหนังสือ สิ่งนี้ทำให้ในใจของเขาเกิดความคิดต่อต้านขึ้นมา ในทางกลับกันก็ไม่ไปเรียนอีก ทั้งยังโดดเรียนตลอดทั้งวัน หรือว่านอนหลับในชั้นเรียน เมื่ออ่านเรียงความของหวังซินแล้ว หยางเจียอิ่งก็ถือว่าเข้าใจเรื่องในส่วนนี้ของหวังซินพอประมาณ อย่างน้อย ก็ได้รู้ถึงสาเหตุที่หวังซินเปลี่ยนเป็นไม่รักการเรียน จากในเรียงความนี้สามารถดูออกได้ว่าหวังซินรู้สึกเสียใจกับเรื่องราวก่อนหน้านี้ หลังจากที่หยางเจียอิ่งอ่านบทความนี้แล้ว จึงทำให้ในใจซึมซับความรู้สึกนั้นได้ เธอก็ไม่มีพ่อตั้งแต่เด็ก พ่อหนีไปแล้วตอนที่เธอยังเล็กมาก ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ชีวิตของหวังซินที่อยู่ภายใต้ความทะนุถนอมของพ่อแม่ ไม่ใช่แค่เป็นเพราะว่าพ่อแม่ทำงานจนทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่ห่างไกลออกไปจากเขา จากนั้นจึงทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้น นี่จึงทำให้เธอพูดไม่ออก “หยางเจียอิ่ง เรียงความฉบับนี้ของเราเป็นยังไงบ้าง มีปัญหาอะไรไหม?”ในเวลานี้หวังซินได้ถามหยางเจียอิ่งอย่างจริงจัง ด้วยใบหน้าที่รอคอยคำตอบจากหยางเจียอิ่ง หยางเจียอิ่งจึงขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า:“โดยรวมแล้วไม่มีปัญหา แต่ถ้าอยากได้คะแนนเต็ม ก็ยังขาดอีกนิดหน่อย” ครั้งนี้กลับเป็นหวังซินที่พูดไม่ออก จึงรีบพูดขึ้นว่า:“มีตรงไหนที่ไม่ถูกต้องอย่างงั้นเหรอ?” “ตอนนี้เรียงความกำหนดเรื่องที่พวกเราได้เขียน ปกติแล้วจะเป็นเรื่องที่มุ่งไปในแง่ดี ซึ่งที่นายเขียนนั้นได้เอาอารมณ์ความเศร้าโศกใส่เยอะเกินไป แม้ว่าในตอนท้ายของเรียงความจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง ก็ได้แสดงให้เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างจะไม่มีชีวิตชีวา ซึ่งในด้านนี้ก็ยังต้องระวังอีกหน่อย” หลังจากนั้นหยางเจียอิ่งก็ชี้ให้เห็นถึงส่วนที่ยังบกพร่องอีกหลายจุด เพื่อให้หวังซินแก้ไข ในขณะที่ตั้งใจฟังข้อแนะนำของหยางเจียอิ่งอยู่ หวังซินก็หยิบเอาเรียงความมาแก้ไขเล็กน้อย ซึ่งแก้ไขไปสองสามรอบ ตัวเองก็ดูออกแล้วว่าตรงไหนที่บกพร่อง ต่อจากนี้ก็จะระวังปัญหาในด้านนี้ให้มากขึ้น ซึ่งเวลาสองสามวันหลังจากนั้น หวังซินก็ทุ่มความสนใจทั้งหมดไปกับด้านการเขียนเรียงความนี้ จนกระทั้งตอนที่เขียนบทละคร ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสำนวนการเขียนของตัวเองไป จนถึงช่วงเวลาใกล้สอบกลางภาค การสอบกลางภาคในครั้งนี้ได้เกี่ยวข้องถึงเรื่องการเข้าห้องสายศิลป์หลักของตัวเองว่าจะเข้าได้หรือไม่ หวังซินได้เอาความตั้งใจทั้งหมดทุ่มลงไปในด้านการสอบ แต่ก่อนที่จะทุ่มเทลงไป นี่ก็เป็นเรื่องที่เขาจินตนาการไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ในเวลาสอบ บทความในด้านภาษาและวรรณคดีทำให้หวังซินประหลาดใจกว่าเดิม ซึ่งเหมือนกับที่ตัวเองคาดเดาไว้ไม่มีผิด หัวข้อในการสอบกลางภาคนี้ก็คือ《สองสามเรื่องของXX》 หัวข้อนี้กว่าหนึ่งสัปดาห์มาแล้ว ที่ตัวเองได้เขียนซ้ำไปซ้ำมา แก้ไขไปมา จนกระทั่งหลังจากที่หยางเจียอิ่งหาปัญหาไม่เจอ ถึงได้หยุดเขียนลง หัวข้อเรียงความที่ได้ฝึกฝนมาหลายครั้งนี้มีผลดีต่อตัวเอง ที่มุมปากของหวังซินก็ได้มีรอยยิ้มที่แสดงถึงความมั่นใจในตัวเองออกมาอย่างอิสระ หลังจากที่หยางเจียอิ่งได้รับข้อสอบแล้ว เมื่อเห็นหัวข้อการสอบก็รู้สึกแปลกใจมาก ซึ่งก่อนหน้านี้หวังซินก็ขอคำแนะนำจากตัวเองเกี่ยวกับหัวข้อนี้ว่าควรจะเขียนออกมาให้ดีได้อย่างไร อีกทั้งยังฝึกฝนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบขนาดนั้นแล้ว หรือว่าเขาจะรู้หัวข้อเรียงความมาก่อนหน้านี้แล้วงั้นเหรอ? “ทุกคนต่างก็ดูถูกหวังซินคนนี้ใช่ไหม? ครั้งนี้เราจะทำให้พวกเธอเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ เหอะเหอะ!”เขายิ้มอย่างเย็นชาออกมาสองที แล้วหวังซินก็หยิบปากกาเริ่มเขียนออกมา