คำขอของเจ้าพระยาเพชรพิไชย...ดังก้องอยู่ในความเงียบงันของห้อง
มันไม่ใช่แค่คำร้องขอให้ช่วยรบ...แต่คือการหยิบยื่น "บ้าน" และ "หน้าที่" ให้แก่เด็กหนุ่มผู้ไม่มีที่มา...และมันคือการยอมรับในตัวตนของเขา...ไม่ใช่ในฐานะวีรบุรุษไร้นาม...แต่ในฐานะ "คำอินทร์"
คำอินทร์มองลึกเข้าไปในดวงตาของเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่...เขาเห็นความหวัง...เห็นความรับผิดชอบ...และเห็นความจริงใจที่ไม่อาจปิดบังได้...
หนทางสู่ล้านนาเพื่อสืบหาอดีตยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ...แต่ปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้า...คือชีวิตของผู้คนนับหมื่นที่ฝากความหวังไว้กับบุรุษผู้นี้...และบัดนี้...บุรุษผู้นี้ก็ได้ฝากความหวังส่วนหนึ่งไว้กับเขาเช่นกัน
เขาหลับตาลงชั่วครู่...ภาพสุดท้ายของหลวงปู่ที่ฝากฝังให้เขาปกป้องแผ่นดินก็ปรากฏขึ้นชัดเจนในมโนสำนึก...
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง...แววตาของคำอินทร์ก็ปราศจากความลังเลใดๆ อีกต่อไป
"ตราบใดที่ร่างกายของข้า...ยังคงมีลมหายใจ" คำอินทร์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแหบพร่า...แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นดุจขุนเขา "และตราบใดที่ท่านเจ้าคุณยังต้องการกำลังของข้า"
"ข้า...คำอินทร์...ขออยู่ที่นี่...เพื่อปกป้องเมืองชากังราว...เคียงข้างท่าน"
รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจ้าพระยาเพชรพิไชยเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน...มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งอก...ความยินดี...และความหวังอันเปี่ยมล้น
ท่านเอื้อมมือมาจับบ่าของคำอินทร์เบาๆ...เป็นการรับคำสัตย์ปฏิญาณนั้นโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด...
พันธะแห่งบุญคุณและหน้าที่...ได้ถูกก่อร่างขึ้นแล้ว...ณ ห้องพักในจวนเจ้าเมืองแห่งนี้
นับจากวันนั้น...ชีวิตของคำอินทร์ก็ได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการ "เยียวยา" อย่างแท้จริง
ร่างกายของเขาได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด...หมอหลวงและลูกศิษย์แวะเวียนมาตรวจดูอาการและเปลี่ยนยาสมุนไพรเลิศรสให้ทุกวัน...อาหารบำรุงกำลังชั้นดีถูกจัดเตรียมส่งให้ถึงข้างเตียง...ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของท่านเจ้าเมือง...ร่างกายภายนอกของเขาจึงฟื้นฟูด้วยความรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง
แต่การเยียวยาที่สำคัญที่สุด...กลับเกิดขึ้นจากภายใน...
ทุกค่ำคืนที่อยู่เพียงลำพัง...คำอินทร์จะเข้าสู่สมาธิ...แล้วใช้จิตของตนเองสำรวจความเสียหายภายในร่างกาย...เขาใช้ "จิตสัมผัสกระแส" มองเห็นเส้นใยพลังชีวิตในร่างที่ฉีกขาด...และมองเห็นแสงสีทองอันอบอุ่นของแก่นอาคมแผ่นดินที่กำลังทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน...มันกำลังค่อยๆ สมานรอยร้าวของกระดูก...ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บอบช้ำ...และขับไล่พลังงานแห่งความตายที่ตกค้างอยู่ออกไป
เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะไม่เป็นเพียง "ภาชนะ"...แต่เป็น "ผู้ควบคุม"...เขาค่อยๆ ฝึกที่จะชักนำกระแสพลังสีทองนั้น...ให้ไหลเวียนไปยังส่วนที่บาดเจ็บหนักที่สุด...เร่งกระบวนการรักษาให้เร็วขึ้นไปอีกขั้น...มันเป็นการฝึกฝนที่ต้องใช้สมาธิอย่างสูงสุด...แต่ทุกครั้งที่ทำสำเร็จ...เขาก็รู้สึกได้ว่าตนเองได้หลอมรวมเข้ากับพลังแห่งแผ่นดินนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากการเยียวยาร่างกายแล้ว...เขายังเริ่มต้นเยียวยา "วิชา" ของตนเอง
เมื่อเริ่มขยับตัวและลุกขึ้นนั่งได้...เขาก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการศึกษา "พระคัมภีร์อสุรา"
เขาไม่ได้อ่านมันด้วยตาเนื้อ...แต่ใช้จิตสัมผัสกระแส...อ่านและทำความเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด...เขาได้ทบทวนบทเรียนระดับที่หนึ่ง "จิตสัมผัสกระแส" จนทะลุปรุโปร่ง...แล้วจึงเริ่มก้าวเข้าสู่บทเรียนระดับที่สอง...
"ระดับที่สอง: ก่อร่างสร้างมายา"
มันคือศาสตร์แห่งการใช้จิตและแก่นอาคม...เพื่อ "สร้าง" สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้ปรากฏขึ้น...ไม่ใช่แค่การสร้างเงาที่เลือนลางเหมือนที่เขาเคยทำ...แต่คือการสร้างภาพมายาที่จับต้องได้...มีสีสัน...มีพื้นผิว...และมีตัวตนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในความเงียบสงัดของห้องพักยามค่ำคืน...คำอินทร์ได้เริ่มต้นการฝึกฝน...
เขาพยายามสร้างภาพมายาของ "ดอกมะลิ" ดอกเล็กๆ ขึ้นมาในฝ่ามือ...ครั้งแรกมันปรากฏขึ้นเพียงชั่ววูบแล้วสลายไป
ครั้งที่สองมันมีเพียงรูปทรงแต่ไร้สีสัน...เขาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า...แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอย...
จนกระทั่งในคืนหนึ่ง...ดอกมะลิสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูสมจริงจนแทบจะได้กลิ่นหอม...ก็ได้ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา...มันคงอยู่ได้นานถึงสิบนาที...ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป...
คำอินทร์ยิ้มออกมา...เป็นรอยยิ้มแรกนับตั้งแต่เขาได้สูญเสียทุกสิ่งไป
เขารู้แล้วว่า...นี่คือหนทางของเขา...คือพลังที่จะใช้ปกป้องและล้างแค้น
ในระหว่างการฟื้นฟูนั้น...สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าพระยาเพชรพิไชยก็ได้ลึกซึ้งขึ้นทุกวัน
ท่านเจ้าเมืองแวะมาเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับเขาทุกวัน...แรกเริ่มเป็นการไถ่ถามอาการ...แต่ไม่นานนัก...มันก็ได้กลายเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น...ท่านเจ้าเมืองผู้มองเห็นถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเงียบขรึมของเด็กหนุ่ม…
ท่าเจ้าคุณได้เริ่มนำแผนที่การรบมากางให้ดู...อธิบายถึงจุดยุทธศาสตร์...และปรึกษาหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการป้องกันเมือง
คำอินทร์ซึ่งไม่เคยมีความรู้เรื่องการศึกสงครามมาก่อน...กลับสามารถใช้มุมมองที่แตกต่าง...และใช้ความเข้าใจในเรื่อง "กระแสพลังงาน" ที่ได้จากคัมภีร์อสุรา...ให้คำแนะนำที่น่าทึ่งได้...
"กำลังใจของทหารที่กำแพงฝั่งตะวันออก...ดูเหมือนจะอ่อนล้าและหวาดกลัวเป็นพิเศษนะขอรับ" เขาเคยกล่าวขึ้นครั้งหนึ่ง "หากข้าศึกโจมตีจุดนั้น...แนวป้องกันอาจจะแตกพ่ายได้ง่ายกว่าจุดอื่น"
เจ้าพระยาเพชรพิไชยรับฟัง...แล้วลองส่งนายทหารไปตรวจสอบ...ก็พบว่าเป็นความจริงดังที่คำอินทร์กล่าว...ท่านจึงรีบสั่งสับเปลี่ยนกำลังและส่งขุนพลฝีมือดีไปเสริมสร้างขวัญกำลังใจทันที...เหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ท่านทวีความนับถือและเชื่อมั่นในตัวเด็กหนุ่มปริศนาผู้นี้มากขึ้นไปอีก
เมื่อร่างกายของคำอินทร์หายดีจนสามารถเดินเหินได้เป็นปกติแล้ว...เจ้าพระยาเพชรพิไชยก็ได้พาเขาไปเดินสำรวจแนวกำแพงเมืองด้วยตนเอง...ท่านแนะนำให้คำอินทร์ได้รู้จักกับเหล่านายกองและขุนพลคนสำคัญ...ในฐานะ "ที่ปรึกษาพิเศษ" ของท่าน
ปฏิกิริยาของเหล่าขุนพลนั้นแตกต่างกันไป...บางคนที่ได้เห็นวีรกรรมของเขาในวันนั้น...ต่างแสดงความเคารพและยำเกรงอย่างเปิดเผย...แต่บางคน...ก็มองเขาด้วยสายตาที่เคลือบแคลงและอิจฉา...ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านเจ้าเมืองจึงให้ความสำคัญกับเด็กหนุ่มบ้านป่าที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าถึงเพียงนี้
คำอินทร์รับรู้ถึงสายตาทุกคู่...แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ...
เขากำลังยืนอยู่บนยอดกำแพง...ในจุดเดียวกับที่เขาเคยต่อสู้จนหมดสติไป...สายลมเย็นยะเยียบพัดผ่านร่างของเขาที่บัดนี้สวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านซึ่งท่านเจ้าเมืองมอบให้
เขาทอดสายตามองออกไปยังที่ราบเบื้องหน้า...ที่ที่ค่ายทหารพม่าขนาดมหึมายังคงตั้งตระหง่านอยู่...รอคอยวันที่จะเข้าโจมตีอีกครั้ง
เจ้าพระยาเพชรพิไชยเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ
"พร้อมแล้วรึ...คำอินทร์"
คำอินทร์ไม่ได้หันมามอง...สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังค่ายของศัตรู...แต่เขาพยักหน้ารับช้าๆ...มือข้างหนึ่งวางลงบนด้ามดาบคู่กายที่บัดนี้ถูกดูแลรักษาจนเงาวับ...
"ข้าพร้อมแล้วขอรับ...ท่านเจ้าคุณ"
สงครามระลอกใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น...แต่ครั้งนี้...เขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว