ตอนที่ 25 กระท่อมมุงหญ้าเหมาถูกเผา (1)
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่หอคลังตำราเท่านั้น ยังมีสิ่งที่เจ้าคิดไม่ถึงอีกมากมาย เรียกได้ว่า แต่ละขั้นล้วนมีเรื่องที่ทำให้เจ้าต้องทึ่งต่างกันไป ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องพึ่งพาความสามารถของเจ้าไปเปิดมันเอง” อาชิวบิดขี้เกียจพูดพร้อมกับหาวออกมา จากนั้นก็งีบหลับอยู่บนพื้น
เมื่อเยี่ยซินได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็เข้าใจได้ในทันที ที่แท้ทุกอย่างที่นางมีอยู่ในตอนนี้ นางคิดว่าสูตรโกงอย่างมิตินั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากแล้วเสียอีก ทว่ากลับเป็นสร้อยข้อมือสรรพสิ่งที่เป็นรากฐานของมิติต่างหาก ด้านในนั้นยังมีพื้นที่ที่นางไม่รู้จักและยังไม่ได้ค้นพบอีกมากมาย
เยี่ยซินทางนี้กำลังย่างกระต่าย หลังจากที่เยี่ยเฉินและสือโถวล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วก็ตามไปช่วยเยี่ยซื่อจัดการเก็บซากต่างๆ เมื่อได้พวกเขาช่วย ไม่นานนักเพิงที่ล้มระเนระนาดก็ถูกทำความสะอาดจนเรียบร้อย
ผู้ที่ดูจะสบายใจที่สุดก็คงเป็นอาชิวเจ้าแมวตัวนี้ ตลอดทั้งช่วงเช้ามันเอาแต่นอนอาบแดดอยู่บนก้อนหินใหญ่ด้านข้าง บางคราวก็มาพูดประชดประชันอยู่ข้างหูเยี่ยซิน หลังจากนั้นเยี่ยซินที่โมโหก็ไม่ได้สนใจมันอีก
ยามเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเทียบไผ่สามต้น[1] แม่ลูกทั้งสี่ก็กินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย เยี่ยเฉินจึงไปหาผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยในหมู่บ้านเพื่อที่จะไปทำสำมะโนครัวในเมืองพร้อมกัน เขาเป็นลูกคนโตของครอบครัว เรื่องนี้เขาต้องเป็นคนจัดการ ไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว มีแต่ต้องรีบแยกสำมะโนครัวของทั้งสี่ออกมาจากตระกูลหลี่เท่านั้น เยี่ยซินถึงจะสบายใจได้อย่างแท้จริง
หลังจากที่เยี่ยเฉินไปแล้ว เยี่ยซินก็กำลังคิดว่าจะสร้างเพิงอย่างไรดี แต่กลับเห็นท่านอาฮวาสับฝีเท้ามาด้วยความเร่งรีบ เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าก็นิ่งอึ้งไป จากนั้นก็ดึงตัวเยี่ยซื่อไปพูดคุยอีกด้านหนึ่ง
“รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องไม่กลับไปที่บ้านแม่ เดิมทีข้าคิดว่าพวกเจ้าจะไม่มีที่ไปแล้วเสียอีก เลยจะเรียกให้พวกเจ้ามารวมตัวกับข้าก่อนสักวันสองวัน นึกไม่ถึงเลยว่าแม่สามีของเจ้าจะจิตใจโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้ ไม่รอให้ฟ้าสว่างก็ไล่พวกเจ้าออกมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง พวกเจ้ายังอยู่ดีใช่หรือไม่ เมื่อคืนนอนที่นี่กันหรือ นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่”
“พวกเรามีกันมากมายเช่นนี้ จะให้ไปรบกวนพวกท่านได้อย่างไรกัน ตอนนี้ไม่ว่าบ้านใดก็ลำบากทั้งนั้น พวกเราอยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว เมื่อก่อนที่นี่เป็นเพิงที่ต้าฟาเคยสร้างเอาไว้ นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะถล่มลงมาเพราะไม่ได้รับการดูแล แต่โชคดีเมื่อคืนเจอถ้ำให้ได้พักแรม นี่ไงเล่า ตอนนี้กำลังจะสร้างเพิงขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าอย่างไรพวกเราแม่ลูกก็ถือว่ามีที่ให้ค้างแรมแล้ว ส่วนเรื่องหลังจากนั้นเอาไว้ค่อยคิดกันทีหลัง ทำได้แค่ค่อยๆ เดินไปทีละก้าวแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าเยี่ยซื่อไม่อยากพูดถึงทางบ้านเก่าแล้ว พูดไปฝืนยิ้มไป
“เฮ้อ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เดี๋ยวข้าจะกลับไปเรียกคนเสียหน่อย มาช่วยพวกเจ้าสร้าง หากลำพังแค่เพียงพวกเจ้าเมื่อไรจะสร้างเสร็จกัน”
อาฮวาได้ฟังแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้ รู้ว่าจิตใจของนางเองคงเจ็บปวด จึงไม่ได้เอ่ยอะไรอีก และเปลี่ยนเรื่องคุยแทน
“จริงสิ มีอีกเรื่องที่ข้าคิดว่าอย่างไรก็ควรบอกเจ้าเอาไว้” อาฮวาพูดพลางโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเยี่ยซื่อ เยี่ยซื่อยิ่งฟังตาก็ยิ่งเบิกกว้าง สุดท้ายก็ร้องออกมาอย่างตกใจ “เจ้า...เจ้าว่าอย่างไรนะ”
“เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก เมื่อคืนนี้กองฟางของบ้านตระกูลหลี่ไฟไหม้ กระท่อมมุงหญ้าเหมาที่พวกเจ้าเคยอยู่ก็โดนไปด้วย ข้าวของที่อยู่ในนั้นถูกไฟเผาจนไม่เหลืออะไรสักอย่าง โชคดีที่เมื่อคืนพวกเจ้าถูกไล่ออกมาแล้ว มิเช่นนั้นละก็ ข้าไม่กล้าคิดถึงผลที่จะตามมาเลย”
อาฮวาเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ว่านางกำลังตกใจกับสิ่งใด นางเองพูดไปก็ยังกลัวแม้ว่าเรื่องมันจะผ่านไปแล้ว ตอนแรกนางคิดว่าแม่ลูกเหล่านี้ยังอยู่ด้านในด้วยซ้ำ ทำเอาใจหายอกสั่นขวัญแขวนไปพักหนึ่งเลยทีเดียว
เยี่ยซินที่อยู่ด้านข้างและได้ยินคำพูดของอาฮวาทั้งหมดอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว อยู่ดีๆ แท้ๆ เหตุใดถึงได้ไฟไหม้ขึ้นมากัน เป็นเรื่องบังเอิญหรือมีใครตั้งใจทำกันนะ
“เป็นอย่างไร เจ้าชอบของขวัญชิ้นใหญ่ที่ข้ามอบให้หรือไม่” เสียงของอาชิวดังขึ้นอีกครั้ง เยี่ยซินหันไปมองด้วยความประหลาดใจ พลางขมวดคิ้วถาม “เจ้าทำหรือ”
“เมี้ยว ข้าก็แค่เผากองฟางเท่านั้น ไม่จุดไฟเผาทั้งบ้านตระกูลหลี่ก็ไม่เลวแล้ว กล้ามารังแกเจ้านายของข้า รนหาที่เอง!” อาชิวไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำอะไรผิด ร้องเมี้ยวหนึ่งที ร่างทั้งร่างลุกยืนขึ้น ทำท่าเหมือนว่ากำลังจะไปทะเลาะกับคนอย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยซินขมวดคิ้ว ถึงแม้ว่าเจ้านี่จะปรารถนาดีโมโหแทนนาง แต่การตัดสินใจเองเช่นนี้ ไม่ทันไรก็จุดไฟเผาเรือน เป็นเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจเอาเสียเลย นี่ถ้าหากไฟไหม้คนตายขึ้นมา ก็จะกลายเป็นความผิดบาปมิใช่หรือ
“วางใจเถิด ข้าก็แค่ลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เพื่อไม่ให้ทำผิดอะไรไปมากกว่านี้ มีหรือจะไปทำบาปอย่างการฆ่าคนเช่นนั้น”
อาชิวกลอกตาใส่นาง บ่นอุบอย่างไม่พอใจ
เยี่ยซินได้ยินแบบนั้นแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกที่สื่อสารในใจตรงกันได้ของอาชิวและตัวนางนั้นมันคือของจริง นางคิดสิ่งใดมันก็รู้ หากเป็นคนก็แล้วไป แต่นี่เป็นแมว
“แมวแล้วอย่างไร ข้าเป็นแมววิเศษนะ!..” เยี่ยซินไม่คิดเลยว่าตัวเองจะไปแหย่ลูกพี่อาชิวเข้าอีกแล้ว ทำเอามันอาละวาดขึ้นมาอีกครั้ง
“ไหม้แล้วก็ไหม้ไปเถิด อย่างไรมันก็ต้องถูกรื้อทิ้งไม่เหลืออยู่แล้ว” เยี่ยซินที่กำลังถูกก่อกวนเห็นว่าเยี่ยซื่อทอดมองไปยังทางบ้านเก่าเนิ่นนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วหันกลับมาถาม “พวกเขา...ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
“พวกเขาจะเป็นอะไรได้ล่ะ เมื่อคืนขนาดกระท่อมมุงหญ้าเหมาของพวกเจ้าถูกไฟไหม้หมดแล้วพวกเขาก็ยังนอนหลับอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่ก็โชคดีที่เมื่อคืนไม่มีลม ไม่อย่างนั้นละก็...”
อาฮวาจุปากหลายที จะว่าไปแล้ว ไฟที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็เป็นผู้ชายของบ้านนางที่ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วพบเข้า ตอนนั้นเคาะประตูบ้านอยู่ตั้งนาน ทั้งยังตะโกนเรียกให้คนไปช่วยดับไฟอีกตั้งมากมาย
ท่านอาฮวาพูดคุยกับเยี่ยซื่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเดินกลับไปยังหมู่บ้าน บอกว่าจะไปเรียกคนมาช่วย
เชิงอรรถ
^ พระอาทิตย์ขึ้นเทียบไผ่สามต้น หมายถึง ไม่เช้าแล้ว หรือสายแล้ว