คำพูดของหวังเฟยหลงทำให้เซียงหลานมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ไม่ว่าจะชื่อเสียงหรือเหตุการณ์เมื่อสักครู่ มันก็น่าจะมากพอที่ทำให้ไม่มีใครอยากจ้างเขาตีเหล็กเสียหน่อยเขารู้สึกว่าสมองของหวังเฟยหลงมีปัญหา และไม่ใช่แค่เซียงหลาน ตงหยางก็เช่นกันเขาพยายามพูดห้ามผู้เป็นายเขาแต่หวังเฟยหลงโบกมือห้ามไม่ให้พูดอะไร เขาจึงได้แต่เงียบและภาวนาให้ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นเมื่อกลับไปถึงตระกูล
“ เ้าจริงจังหรือ!? ”
“ ข้าจะพูดเล่นเพื่ออะไรก็เห็นๆอยู่ว่าเ้าเป็ช่างตีเหล็กฝีมือดีที่มีอนาคต!! ”
“ แต่ว่า…!! ”
“ ไม่มีแต่ ข้าเป็คนใจร้อน หากเ้าไปตกลงตอนนี้ก็ม่มีโอกาสแล้ว!! ภายในตระกูลเ้าจะต้องพิสูจน์ฝีมือของตัวเองถึงจะได้รับชื่อเสียงและการปฏิบัติที่ดี ข้าเชื่อว่าเื่นี้เ้ารู้อยู่แล้ว และด้วยชื่อของข้า สามารถช่วยเ้าในการพิสูจน์ได้ ”
“ เอิ่ม…ก็ดีกว่าเป็คนเร่ร่อน ข้าตกลง หวังว่าท่านจะรักษาคำพูดด้วย ไม่เช่นนั้นข้าก็พร้อมจะออกจากตระกูลทันที ”
เหตุผลที่เขาลังเลมีอยู่ก็เพราะการเข้าตระกูลจะได้รับการปฏิบัติต่างออกไป สองคือเื่ชื่อเสียงของหวังเฟยหลง เขากลัวว่าหากอ้างชื่อของหวังเฟยหลงไปแล้วจะกลายเป็สร้างปัญหาให้เขาเพิ่มเสียมากกว่า แต่เนื่องจากสายตาของหวังเฟยที่มองเห็นคุณค่าอุปกรณ์ที่เขาสร้าง เขาจึงลองเชื่อใจดูสักครั้ง ส่วนตงหยางได้แต่กุมขมับ เื่ที่เขาไม่หวังให้เกิดก็เกิดขึ้นมาจนได้
“ ดี เ้าจะไม่เสียใจที่ตัดสินใจเช่นนี้ เอาละตงหยางไปช่วยเซียงหลานเก็บของขึ้นรถมม้าให้หมด ”
“ ท่านพี่!! ท่านเข้ามาในเทืองทำไมไม่บอกข้า จะได้มาพร้อมกัน ”
ขณะที่ตงหยางกับเซียงหลานกำลังเก็บอุปกรณ์ที่จำเป็ขึ้นรถม้า หวังเฟยหลงก็ได้ยินเสียงองค์หญิงน้อยจากด้านหลังและโผลวิ่งเข้ามากอดเขา หวังซูซ่านกับข้ารับใช้สองคนคอยปกป้อง หวังเฟยหลงลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน สามเดือนที่ผ่านมามันช่วยยกระดับความััและความรู้สึกของทั้ง 4 คนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และหวังเฟยหลงเริ่มที่จะกลมกลืนไปกับความรู้สึกอบอุ่นของครอบครัวแล้ว
“ ข้าเพิ่งเสร็จธุระ เลยมาหาเ้าในเมือง มาเที่ยวเป็เพื่อนเ้าด้วย ไม่ดีหรือไง ”
“ มาหาข้า!? แล้วท่านจะซื้อเศษเหล็กพวกนี้ไปทำไม หรือท่านจะกลับมาสติไม่ดีเริ่มกลับมาทิ้งเงินราวกับขยะอีกแล้วหรือ!? ”
“เอิ่ม… มันไม่ใช่เช่นที่เ้าคิด”
หวังเฟยหลงเล่าเื่ราวต่างๆที่เกิดขึ้นพร้อมกับเน้นย้ำความสามารถการตีเหล็กของเซียงหลาน ราวกับคุณภาพของอุปกรณ์พวกนี้ หลังจากฟังเื่ราวหวังซูซ่านขมวดคิ้ว กุมขมับแน่น ตอนนั้นเอง ตงหยางก็พูดขึ้นมาว่า หวังเฟยหลงซื้อแหวนซอมซ่อวงหนึ่งด้วยราคา 50 เหรียญ ทั้งๆที่ตัวเขาเพิ่งจะต่อเหลือ 5 เหรียญ
“ เ้า!! ใครเป็นายเ้ากันแน่ ไอปากไม่มีหูรูด ”
“ อ่า!! ท่านพี่!! ท่านไม่เที่ยวสุรานารี ก็ดีแล้ว แต่ท่านก็ยังคงผลาญเงินไปกับสิ่งของไร้ประโยชนน์พวกนั้นอีก ข้าควรทำอย่างไรกับท่านพี่ดี!? ”
“ แฮะๆ องค์หญิงน้อยของพี่ มันเป็ของดีจริงๆ พี่สามารถอธิบายได้…แล้วก็ข้าได้เงินจากท่านพ่อมาเยอะ เดี๋ยวข้าจะพาเ้าไปเลือกซื้อของแล้วกัน ”
“ หึ กลับไปท่านคงต้องหาคำอธิบายกับท่านพ่อท่านแม่เองแล้วแหละ ”
“ เ้าอย่าบอกท่านแม่เลย ส่วนท่านพ่อเดี๋ยวข้าจัดการเอง…เอางี้ เ้าอยากได้อะไรเดี๋ยวข้าจะซื้อให้ แล้วจะช่วยเ้าเลือกด้วย ”
“ ข้าได้สิ่งที่้าและข้ากำลังจะกลับแล้ว ”
“ เอาอย่างนี้ เดี๋ยวพี่ชายของเ้าจะพาไปกินของอร่อยๆเอง ไปเถะ พี่ชายยเ้าจะจ่ายเอง ”
“ หากไม่อร่อยท่านเจอดีแน่!! ”
“ พวกเ้าทั้งสองเก็บของให้เสร็จแล้วกลับตระกูลไปก่อน ข้าจะกลับไปพร้อมกับองค์หญิงน้อยเอง บอกท่านพ่อว่าข้าจะกลับไปอธิบายทุกอย่าง แต่อย่าเพิ่งบอกท่านแม่เด็ดขาด ”
หลังจากคุยกันเรียบร้อยแล้ว หวังเฟยหลงได้พาไปร้านอาหารลับร้านหนึ่ง เป็ร้านเล็กๆที่มีคนเข้ามานั่งกินไม่มาก ตอนแรกที่เห็นหวังซูซ่านรู้สึกใจคอไม่ดี เธอไม่คิดว่าร้านเล็กๆเช่นนี้มีอาหารเลิศรส แต่พอได้กินเท่านั้นแหละ เธอติดใจและกินอย่างเอร็ดอร่อย แน่นอนว่าสถานที่นี้มันเป็ที่ๆหวังเฟยหลงในอดีตบังเอิญมากิน นอกจากจะราคาไม่แพงยังถูกปาก บางทีอาจจะอร่อยกว่าร้านใหญ่ๆเสียอีก หลังจากนี้ ร้านนี้คงกลายเป็ร้านประจำของสองพี่น้องตระกูลหวังแน่นอน
เมื่อกลับมาถึงตระกูล หวังเฟยหลงก็ถูกพ่อของเขาเรียกไปพบทันที ภายในห้องของเ้าตระกูลมีบรรดาผู้าุโคนอื่นๆอยู่ด้วย สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึม มันไม่น่าแปลกใจหรรกที่พวกเขาจะหน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนี้ เพราะหวังเฟยหลงกำลังจะเอาชายหนุ่มที่ไหนไม่รู้มามาเป็ช่างตีเหล็กประจำตระกูล และเมื่อดูอุปกรณ์ด้วยตาเปล่าก็บอกได้ทันทีว่าเป็ของธรรมดาทั่วไป
“ อยู่กันพร้อมหน้าเลย!! มีเื่อะไรหรือท่านพ่อ ”
“ เ้าไม่รู้จริงหรือ!? ข้าให้เ้าไปเที่ยวพักผ่อน ไม่ใช่ให้สร้างเื่ ”
“ …แน่นอนว่าข้ารู้ แต่ไม่ได้จริงหรือ!? ”
“ ไม่ได้ ตระกูลเรามีช่างตีเหล็กอยู่แล้ว และไม่สามาารถรับใครสุ่มสี่สุ่มห้ามาเป็ช่างตตีเหล็กได้ ที่สำคัญคือตอนนี้ตระกูลเราไม่มีทรัพยากรมากพอจะดูแลช่างตีเหล็กเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ”
“ พวกท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่เสียใจภายหลัง?? ”
“ มีอะไรให้เสียใจกัน ถ้าเ้าอยากรับผิดชอบเ้าต้องจัดการด้วยตัวเองไม่ใช่อาศัยตระกูลเพื่อโอ้อวด!! ”
“ …ในเมื่อผู้าุโพูดเช่นนี้…เช่นนั้นข้าจะรับผิดชอบเขาเอง ในเมื่อข้าพูดแล้วว่าจะรับเขามาก็ต้องรับเขาเข้ามา หลังจากนี้เขาจะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูล แต่จะขึ้นตรงกับข้าเท่านั้น ไม่ว่าจะทรัยากรหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเขา ข้าจะรับผิดชอบทั้งหมด คนในตระกูลจะไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยว ”
“ ท่านพ่อ หากไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นลูกขอตัวลา!! ”
เหล่าผู้าุโมองหวังเฟยหลงด้วยสีหน้าสับสน ครั้งนี้เขาดื้อดึง พวกเขาได้แต่สงสัยว่าหวังเฟยหลงจะรับผิดชอบอย่างไรไหว ทันใดนั้นพวกเขาก็หันไปมองเ้าตระกูล พวเขาคิดวด่าครั้งนี้เ้าตระกูลก็คงจะช่วยอีกตามเคย หวังกังยิ้มแห้ง ไม่ว่าบุตรของเขาจะสร้างเื่อย่างไร พ่อแม่ก็ควรจะรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
หลังจากหวังเฟยหลงกลับมาจากห้องเ้าตระกูล เขาก็เห็น ตงหยางกับเซียงหลานที่นั่งหน้าเศร้าอยู่หน้าบ้านของเขา พร้อมรถม้ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ หวังเฟยหลงยิ้ม เขาเข้าใจเื่ที่เกิดขึ้นและรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับการอาจถูกไล่ออกไปได้ทุกเมื่อ
“ พวกเ้าไม่เข้าหรือไง ไปเถอะ เข้าไปคุยข้างใน ”
“ คุณชายใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว เ้ายังจะรับข้าเข้าตระกูลใช่หรือไม่? ”
“ คุณชายใหญ่ ข้าจะไม่ถูกไล่ออกใช่หรือไม่!? ”
“ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าจัดการได้ เอาละเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ ”
เมื่อเข้ามาภายในบ้าน หวังเฟยหลงก็เริ่มพูดคุยกับเซียงหลานว่าตระกูลไม่สนับสนุน เขาได้ยินเช่นนั้นก็หน้าซีดเผือก และมันยิ่งหน้าซีดเผืองกว่าเดิมเมื่อหวังเฟยหลงพูดว่า เซียงหลานจะขึ้นตรงต่อเขาและเขาจะเป็คนรับผิดชอบทุกอย่าง ตระกูลจะไม่ยุ่งเกี่ยวไม่ว่าเื่ใดก็ตาม
ต้องเข้าใจว่าถึงจะเป็คุณชายแต่พวกเขาก็ยังไม่มีเงินมากพอที่จะสนับสนุนช่างตีเหล็กได้ ลำพังพวกเขายังต้องพึ่งตาตระกูลเลย แล้วหวังเฟยหลงจะต่างอะไรกับคนอื่น จริงๆแล้ว หากดูที่ชื่อเสียงหนักกว่าคนอื่นเสียด้วยซ้ำ และไม่ใช่แค่เซียงหลาน ตงหยางเองก็เหมือนกัน เขาไม่เข้าใจเ้านายของเขาเลย
“ ท่านคงไม่คิดจะขอการสนับสนุนจากเ้าตระกูลใช่หรือไม?? ”
“ ทำไมข้าต้องขอละ ในเมื่อข้ารวยมากพออยู่แล้ว ”
“ แต่วันนี้ก่อนไปเมือง ท่านเพิ่งจะไปขอเงินจากเ้าตระกูลอยู่เลยนะขอรับ!! ”
“ จิ!! เ้าเงียบปากแล้วไม่พูดจะได้หรือไม่ ข้ารวยหลังจากไปเมืองไง เดี๋ยวข้าจะสร้างโรงตีเหล็กให้เ้าแถวบ้านของข้าเนี่ยแหละ อย่างไรบ้านข้าก็กว้างขวาง เพิ่มเ้ามาอีกคนคงไม่เป็ไร ”
ทั้งสองคนไม่มีอะไรจะพูด พวกเขาไม่รู้ว่าหวังเฟยหลงจะไปหาเงินมาจากไหน ได้แต่ลองเชื่อเท่านั้น ตอนนี้ภายในบ้านของหวังเฟยหลง ก็มีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคนคือ เซียงหลาน โดยหวังเฟยหลงให้พวกเขาทั้งสองแบ่งหน้าที่กันจัดการ โดยแต่ละคนก็มีหยหน้าที่หลักของตัวเอง แต่ก็ยังต้องช่วยกันจัดการและดูแลบ้านของหวังเฟยหลงด้วย
วันต่อมา หวังเฟยหลงเดินทางเข้าเมืองอีกครั้ง เนื่องจากเขา้าเงินจำนวนมาก มาใช้เป็ต้นทุนให้กับเซียงหลาน เขาจึงจำเป็ต้องหาของเงิน และเขาก็มีความคิดแล้ว คือการขายอุปกรณ์ที่ดูเหมือนเศษเหล็กของเหซียงหลาน แม้จะขายยากแต่เขามีวิธีแล้ว แม้จะต้องอาศัยชื่อเสียงของเขาสักหน่อยก็เถอะ พวกเขาทั้งสามคนเข้าเมืองด้วยกันโดยตรงไปที่ สมาคมการค้าทมิฬ มันเป็สมาคมการค้าขนาดใหญ่ที่มีทุกเมืองไม่ว่าจะไปเมืองไหน
ใครเป็นเ้าของสมาคมที่แท้จริงนั้นยังคงลึกลับ แต่บอกได้เลยว่าแม้แต่เ้าเมืองยังต้องเกรงใจผู้จัดการสมาคมการค้าสาขานั้นๆ เพราะมีข่าวลือว่าผู้จัดการสมาคมแข็งแกร่งกว่าเ้าเมืองเสียอีก นอกจากผู้จัดการแล้ว ทหารยามเอย พนักงานต้อนรับเอยต่างก็เป็ผู้แข็งแกร่งในระดับหลอมรวมเป็อย่างน้อย ทำให้สมาคมการค้าทมิฬมีชื่อเสียงเื่ความปลอดภัยอย่างมาก
มาถึงสมาคมการค้าทมิฬ หวังเฟยหลงประหลาดใจ ตื่นตาตื่นใจ ตึกของสมาคมการค้าทมิฬนั้นมีทั้งหมด 4 ชั้น โดยส่วนมากผู้คนจะอยู่ชั้นที่ 1 ซึ่งเป็สิ้นค้าที่ราคาไม่แพง แต่ก็เป็ของที่หาได้ทั่วไป ส่วนชั้น 2 คือชั้นที่มีของหาได้ยากและยังราคาแพงมากๆอีกด้วย ชั้นที่ 3 คือชั้นที่มีไว้สำหรับการประมูลเท่านั้น ละชั้น 4 คือห้องส่วนตัวของผู้จัดการน้อยครั้งมากที่ผู้จัดการจะเชิญใครขึ้นไป
ครั้งก่อนยังไม่ทันได้เที่ยวทั้งเมืองเพราะเหตุผลหลายๆอย่างแต่มาวันนี้ เขาจะเที่ยวให้หนำใจเลย ทั้งสามคนเดินเข้าไปภายในร้าน วันนี้หน้าที่พวกเขาทั้งสองคือคุ้มกันหวังเฟยหลง เขามองไปที่ยามเฝ้าทางเข้า หวังเฟยหลงไม่เห็นเลเวลของพวกเขาที่เขาเห็นตคือเครื่องหมาย ?? หมายความว่าเลเวลพวกเขาสูงกว่าหวังเฟยหลงอยู่มาก เหมือนกับ พ่อแม่และพวกผู้าุโ จากการสังเกตุของเขาคือใครก็ตามที่มีเลเวลมากกว่าเขา 20 เลเวล เขาจะไม่สามารถมองเห็นเลเวลและข้อมูลต่างๆ เขาจะเห็นเพียงชื่อเท่านั้น แต่อย่างน้อยก็รู้ชื่อ
ทั้งสามเดินเข้าไปภายในร้าน หวังเฟยหลงเห็นผู้คนมากมายอยู่ที่ชั้น 1 ของสมาคมการค้า หวังเฟยหลงเดินดูรอบๆก็เห็นอุปกรณ์มากมายที่ถูกวางขายไว้ แต่ส่วนมากอุปกรณ์พวกนี้อยู่ในระดับขั้นสูง เท่านั้น ส่วนพวกค่าสเตตัสยังด้อยกว่าของเซียงหลาน มันก็เหมือนกับของแบรนด์เนมนั่นแหละ ผู้คนมาซื้อก็เพราะสมาาคมการค้าทมิฬเป็ผู้ขาย
นอกจากอุปกรณ์แล้วยังมีพวก ยาโอสถ สมุนไพร และของอื่นๆอีกมากมาย แต่ก็เป็ของที่หาได้ทั่วไปถึงหาได้ยากเล็กน้อย หวังเฟยหลงเดินขึ้นไปชั้นสอง ตรงทางขึ้นชั้นสองมีทหารยามเฝ้าอยู่ พวกเขาดูแข็งแกร่งกว่าคนทีร่เฝ้าอยู่หน้าาทางเข้าเสียอีก พวกเขาไม่ได้ขวางหวังเฟยหลง เขาค่อยๆเดินขึ้นไป ถึงจะมีคนน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคน และของที่นี้ก็มีน้อยกว่าข้างล่างเยอะเลย
อุปกรณ์ที่อยู่ชั้น 2 อย่างน้อยก็อยู่ระดับชั้นยอดบางชิ้นอยู่ระดับอยู่ระดับปฐี สิ้นค้าอื่นๆก็เช่นกัน มันเป็ของหายากที่มีราคาแพงมาก และตอนนี้หหวังเฟยหลงไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อของเหล่านี้ แต่เหตุผลที่เขาขึ้นมาเพราะ้าเจอกับผู้จัดการ ถึงเขาจะเป็ฯคนที่พบได้ยาก แม้แต่เ้าเมืองก็ยังยากที่จะได้พบเขาเลย หวังเฟยหลงจึงต้องใช้วิธีที่ไม่มีใครคิดที่จะทำ นั่นคือการท้าทายสมาคมการค้า หวังเฟยหลงเดินไปหาพนักงานหนึ่งคน
“ คุณชาย้าให้ช่วยอะไรหรือไม่เ้าค่ะ? ”
“ อีกหนึ่งสัปดาห์วันจะมีงานประมูลประจำเดือนใช่หรือไม่ ข้า้าส่งของเพื่อประมูล ”
“ ไม่ทราบว่าสินค้าอยู่ไหนหรือเ้าค่ะ!? ”
“ อยู่ที่ตัวข้าเนี่ยแหละ ”
“ เช่นนั้นเชิญได้ที่ชั้นสาม ข้าจะเป็คนพาท่านไปเ้าคะ ”
หลายคนบนชั้นสองรู้จักหวังเฟยหลง พวกเขาต่างสงสัยว่าหวังเฟยหลงจะเอาอะไรมาประมูล และด้วยชื่อเสียงของหวังเฟยหลงทำให้พวกเขาคิดว่าหวังเฟยหลงกำลังสร้างปัญหามากกว่า ทั้งสามคนเดินตามพนักงานไป ไปชั้นสาม ทางเข้าชั้นสามนั้นไม่ทหารยามเฝ้าอยู่ พวกเขาเดินขึ้นไป สถานที่ประมูลมันคือพื้นที่โล่งๆ มีเวทีอยู่ข้างหน้า ถัดมาก็จะเป็เก้าอี้หมายมายที่ถูกวางเรียงอยู่หน้าเวที