ฤดีนารถช็อกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อมือเล็กๆ พยายามเหนี่ยวรั้งเธอให้จมลงไปในกองเืโดยมีร่างเด็กผู้ชายตัวเล็กโหนแขนให้โน้มเอียงลงไปกระทั่งตัวเอนทำท่าทรุดเพราะไม่อาจต้านต่อพลังอันมหาศาลนั้นได้ เสียงเล็กแหลมหัวเราะชอบใจเสียดสะท้านเสียจนขนลุก เธอกรีดร้องออกมาอีกครั้ง
“อ๊าย ! อย่า ฉันกลัวแล้ว ปล่อยนะ”
“แม่ กลัวลูกทำไมในเมื่อเราจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว”
“ไม่ แกไม่ใช่ลูกฉัน”
ดีไซเนอร์สาวปฏิเสธปากคอสั่นไม่ยินยอมรับเด็กผู้น่ากลัวบอกว่าเป็บุตร เท่ากับว่าเพิ่มความโกรธแค้นให้แก่มันใบหน้าเล็กที่อาบไปด้วยเืแดงฉานปรากฏขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างเหลือกถลนจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้าตา ผิวเนื้อเริ่มเหี่ยวย่นรัดกับโครงโหนกแก้มแล้วปริแตกแยกออกจากกัน เืพุ่งกระฉูดเป็ฟูฝอย
“แม่พูดอย่างนี้ได้ไงผมเป็ลูกแม่ แม่จะต้องให้ผมอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นแม่ก็ต้องอยู่กับผมนอนลงเดี๋ยวนี้”
ผีเด็กออกคำสั่งเสียงเฉียบใบหน้าที่โกรธเกรี้ยว สุดสะพรึงกลัวไม่น้อย ฤดีนารถสั่นสะท้าน พยายามสลัดร่างเล็กให้ออกจากการเกาะกุมโดยเร็วแต่ดูเหมือนว่ามือมันเหนียวยิ่งกว่าตุ๊กแก เกาะหนึบ ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั้งตัวเมื่อเล็บแหลม ๆ เจาะลึกเข้าไปในฝ่ามือ กระทั่งทะลุยาวออกมาฤดีนารถหวีดร้องสุดเสียง
“อ๊าย ! ช่วยด้วย”
เสียงที่ะโออกมานั้นก้องเข้าไปในหูร่างบางผวาลุกขึ้นนั่งตัวสั่นงันงก พูนพิพัฒน์ที่นอนอยู่ใกล้ ๆผวาเฮือกด้วยความใ ก่อนจะลุกขึ้นมา กวาดตามอง เห็นภรรยาอยู่ในอาการหวาดกลัวสุดขีดเสียงหวีดร้องยังคงได้ยินเป็ระยะ ๆ เขาดึงไหล่บางเข้าหาตัวโดยเร็วพร้อมกับกอดเอาไว้แน่น ใบหน้ารูปไข่ซบลงที่อก โดยไม่ยอมเอ่ยคำใด ๆ ออกมา
“ฤดี ฤดี เป็อะไรไปทำไมถึงตัวสั่นขนาดนี้”
“อย่า อย่าฉันกลัวแล้ว”
หญิงผู้น่าสงสารยังคงพร่ำเพ้อด้วยความหวาดผวาเนื้อตัวสั่นระริก พูนพิพัฒน์ลูบแผ่นหลังนวลเนียนเพียงเบา ๆรู้ว่าภรรยาจะต้องฝันร้าย ไม่เช่นนั้นคงไม่ขวัญเสียถึงขนาดนี้ั้แ่แต่งงานอยู่ด้วยกันมา ไม่เคยเห็นเธอเป็อย่างนี้มาก่อนเขาได้แต่ปลอบใจด้วยถ้อยคำนุ่ม ๆ ซึ่งก็ได้ผล ฤดีนารถสงบ เงยหน้าซีดเซียวขึ้นมา
คุณพระช่วย !
ใบหน้าที่เคยงามละมุนเนียนนุ่มบัดนี้ขาวซีดราวกับไร้เืมาหล่อเลี้ยงดวงตาคู่งามเบิกกว้าง มีหยาดน้ำตาเปรอะเปื้อนริมฝีปากรูปกระจับสั่นระริกและกระตุกเป็บางครั้ง เขาอยากรู้เหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาสุดที่รัก
“ฤดี ไม่มีอะไรที่น่ากลัวแล้วนะผมอยู่นี่ ใกล้ ๆ กับคุณแล้วนะ”
“คุณพูนพิพัฒน์ ฤดีฤดีกลัว”
“ไม่ต้องกลัวไม่มีใครมาทำร้ายคุณได้หรอก ผมนี่แหละจะปกป้องด้วยชีวิต”
“แต่มันน่ากลัวเหลือเกินฤดี ฤดี ไม่เคยฝันเห็นอะไรที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน มัน มันเป็ผีเด็กจะเอาชีวิตฤดีไปอยู่ด้วย”
ในที่สุดฤดีนารถเล่าเื่เกี่ยวกับความฝันสุดแสนน่ากลัวให้สามีฟังหลังจากนั้นซุกหน้าลงใต้หมอน ร่างบางสั่นสะท้านอีกครั้ง พูนพิพัฒน์ได้แต่ส่ายหน้าไม่คิดว่าแค่เพียงความฝัน สามารถทำให้เธอหวาดกลัวได้ถึงขนาดนี้ แต่ไหนแต่ไรมาฤดีนารถไม่เคยกลัวผี เป็ผู้หญิงที่กล้ามากคนหนึ่ง เขาเองยังสู้ไม่ได้
เกิดอะไรขึ้นกันแน่แค่เพียงความฝันสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของเธอให้กลายเป็คนที่หวาดผวากระทั่งแสดงออกมาเหมือนคนสติไม่สมประกอบ
“ฤดี ตั้งสติให้ดีไม่มีผีที่ไหนทั้งนั้น คุณแค่ฝันร้าย จำคำโบราณท่านว่าเอาไว้ได้ไหม ฝันร้ายแล้วจะกลายเป็ดี”
“ไม่ค่ะไม่กลายเป็ดีหรอกมีแต่เลวร้ายลงทุกที ช่วยฤดีด้วยค่ะ”
เขาเอนร่างลงไปนอนเคียงข้างฝ่ามือลูบลงไปที่หลัง แล้วเปลี่ยนเป็บีบ ขยำ นวดเพียงเบา ๆ ซึ่งเป็การช่วยผ่อนคลายอารมณ์อันตึงเครียดได้เป็อย่างดี
“ฤดี อย่าลืมสิคุณกำลังมีลูก เราจะต้องดูแลเขาให้ได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด เชื่อผมนะ อย่าเครียดไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
“คุณไม่ได้ฝันเหมือนฤดีนี่คะมันน่ากลัวมาก เืกองใหญ่ ๆ ไอ้เด็กผีนั่นมันพยายามดึงฤดีให้จมลงไปแล้วมันยังบีบนิ้วแรงมากเกือบป่นละเอียด”
“ไหน ผมดูซินิ้วคุณปกติดีทุกอย่าง ไม่เห็นเป็อะไรเลย นอนเถอะนะ ถ้าหากว่าคุณไม่สบายใจผมจะพาไปใส่บาตร”
“ก็ดีเหมือนกันฤดียังไม่หายสั่นเลย ในชีวิตเพิ่งฝันน่ากลัวอย่างนี้คุณพระคุณเ้าช่วยฤดีด้วยเถอะค่ะ”
ร่างงามเบียดเข้าหาโดยเร็วพูนพิพัฒน์โอบกอดเอาไว้ สายตาครุ่นคิด กังวลไม่น้อย อาการของภรรยาเข้าขั้นจิตหลอนถ้าปล่อยเอาไว้ อาจจะเกิดอันตราย เขายอมไม่ได้เด็ดขาดอีกไม่กี่เดือนลูกจะลืมตาดูโลก หากว่าผู้เป็แม่มีอาการป้ำ ๆ เป๋อ ๆ อย่างนี้จะเลี้ยงดูลูกได้อย่างไร คงจะต้องพาเธอไปพบแพทย์ผู้ชำนาญทางด้านนี้
กรเด็กชายผู้น่าสงสารชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ เกิดมาแม่หนี ทิ้งให้อยู่กับพ่อซึ่งเป็คนขับรถแม้ว่าได้รับความเมตตาจากดนัยและนารี โดยจ้างแม่บ้านอีกคนมาช่วยดูแลแต่ไม่อบอุ่นเพราะเจือไม่ค่อยสนใจ และใส่อารมณ์เมื่อหงุดหงิดเธอรู้ว่ากรเป็แค่เพียงลูกคนขับรถ มีฐานะเท่าเทียมกัน ทุกครั้งที่อยู่ลับหลังมักจะตีกรบ่อยๆ
“ไอ้ลูกแม่ทิ้งไปเล่นไกล ๆ”
หญิงใจร้ายตะคอกด้วยเสียงห้วนเมื่อกรในวัยไม่ถึงขวบกำลังคลานต้วมเตี้ยมเข้าไปหา โดยคิดว่าเจือคือแม่ของตนเสียงที่ดัง ใบหน้าบูดบึ้งน่ากลัว กรร้องไห้ด้วยความใ
“แง แง”
“ลูกนังผู้หญิงกลางคืนจะแหกปากร้องทำไม เดี๋ยวเถอะ แม่ฟาดด้วยหลังมือนี่เลย หยุดเดี๋ยวนี้นะ หยุด”
เจือเงื้อมือขึ้นสูงทำท่าจะตี เด็กน้อยถอยกรูด ร่างผอมกระทบกับกองผ้าที่พับเรียบร้อยแล้วล้มลงหญิงใจร้ายกระโจนเข้าหา จับบ่าเล็กบางเอาไว้ ทำท่าจะเขย่า ทว่าเหลือบไปเห็นนารีกำลังเดินเข้ามาเจือรีบเปลี่ยนท่าทีโดยเร็ว โดยโอบเด็กน้อยขึ้นมากอดแนบอก ฝ่ามือลูบลงบนเส้นผมส่งเสียงปลอบประโลมราวกับผู้ใหญ่ใจดี
“โอ๋ กรจะร้องไปทำไมลูก คิดถึงพ่อหรือจ๊ะ”
“เจือกรเป็อะไรหรือ”
นารีถามด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินเสียงลูกคนขับรถร้องไห้สะอึกสะอื้น ราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่างเจือทำท่าใเมื่อเห็นนายผู้หญิงของบ้านยืนอยู่ข้างหลัง จึงแกล้งบีบเสียงเล็ก ๆ โกหกหน้าตายทันที
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะคุณผู้หญิง อิฉันกำลังเตรียมจะเช็ดกระจก ได้ยินเสียงเ้ากรมันร้อง อ๋อ รู้แล้วคงคลานไปชนกองผ้าแล้วใก็เลยร้องไห้”
“ช่วยดู ๆหน่อยก็แล้วกัน เด็กน่าสงสาร”
“ค่ะ คุณผู้หญิงกรน่าสงสารมาก คุณผู้หญิงมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันก็อยากจะถามว่าเห็นป้านวลไหมจ๊ะฉันอยากกินมะม่วงน้ำปลาหวานจะวานให้ป้านวลทำให้น่ะ”
นารีบอกด้วยน้ำเสียงเขินๆ ใบหน้าเริ่มแดงระเรื่อ แต่เจือไม่เห็น เพราะมัวแต่ปลอบประโลมกร ทว่าแอบหยิกที่ก้นเบาๆ เด็กน้อยผู้อาภัพหวีดร้องออกมาด้วยความเ็ป
“ไม่เห็นค่ะ ตายจริงกรเป็อะไร ร้องใหญ่เลย”
“พากรเดินออกนอกบ้านก็แล้วกันตามปกติแล้วกรไม่ใช่เด็กโยเยเลยนี่นา เกิดอะไรขึ้นนะ”
ภรรยานักวิทยาศาสตร์เปรยด้วยความสงสัยสายตาคู่งามมองใบหน้าเล็ก ๆ ด้วยความสงสาร พยายามที่จะจับมือ แต่เด็กน้อยเกิดอาการหวาดผวาเพราะถูกทำร้ายบ่อยๆ กลายเป็กลัวทุกคน อีกทั้งยังกรีดเสียงหนักยิ่งขึ้น นารีเกิดอาการหน้ามืด ซวนเซทำท่าจะล้ม ภายในท้องลมตีขึ้น ปั่นป่วนแทบจะอาเจียน เจือเห็นดังนั้นถามด้วยสีหน้าใก่อนจะวางกรลงกับพื้นแล้วเข้ามาประคองนารีให้นั่งลงกับเก้าอี้
“คุณนารีเป็อะไรไปคะ ดูซิหน้าซีดเชียว”
“ไม่ไม่เป็อะไรหรอกจ้ะ”
“ไม่จริงหรอกอิฉันเห็นคุณเซ สงสัยจะเป็ลม อิฉันไปตามป้านวลดีกว่าค่ะ”
เจือทิ้งกรให้นั่งจ๋องอยู่กับพื้นใกล้ๆ กับปลายเท้านารี แล้วออกไปโดยเร็ว เพียงครู่เดียวป้านวลหญิงวัยห้าสิบเศษแต่งตัวสะอาดเรียบร้อย ก้าวเข้ามา ดวงตานางเบิกกว้างเมื่อเห็นนายหญิงคนสวยนั่งหายใจแ่ๆ
“คุณผู้หญิงไม่สบายหรือคะ”
“ไม่รู้สิ ลมในท้องตีขึ้นมาเฉยๆ แล้วใจสั่น อยากจะอาเจียน”
“สงสัยจะเป็ลมรอสักครู่นะคะ อิฉันจะไปเอาพิมเสนน้ำมาให้ เจือฝากดูคุณผู้หญิงด้วยนะ”
“จ้ะป้า ไม่ต้องห่วงหรอกแต่มาเร็ว ๆ นะ ฉันจะต้องจับเ้ากรอีก เด็กอะไรไม่รู้ซนยังกับลิง เอ...ป่านนี้แล้วพี่เพิ่มยังไม่กลับมาอีก”
ท้ายเสียงห้วนจัดเมื่อเอ่ยถึงเพิ่ม หนุ่มใหญ่ผู้เป็สารถีของบ้าน ความจริงแล้วส่วนลึกในใจเธอแอบหลงรักเพิ่ม พยายามทำดีทุกอย่างเพื่อให้เขาใจอ่อนแต่เพิ่มยังเ็ปต่อการกระทำของภรรยานักร้องที่ทิ้งเขาและลูกเวลานี้ต่อให้ผู้หญิงงามแค่ไหนก็ไม่สนใจ
“คุณผู้หญิงทานมะม่วงน้ำปลาหวานเยอะมากเอ อิฉันชักสงสัยเสียแล้วสิ ว่าคุณหนูน้อย ๆ กำลังจะเกิด”
ป้านวลสันนิษฐานตามประสาคนผ่านโลกมานานขณะเดียวกันนารีชะงักมือที่กำลังจับชิ้นมะม่วง ก้มหน้างุดด้วยความอายฝ่ามือสวยลูบลงไปที่ท้องเบา ๆ ริมฝีปากคู่สวยยิ้มละไมอย่างมีความสุข เมื่อนึกถึงลูกตัวน้อยที่กำลังจะเกิดมา
“ยังไม่แน่ใจหรอกนะป้านวล”
“คุณผู้หญิงพูดอย่างนี้แสดงว่า มีอาการผิดปกติหรือคะ”
“จ้ะมีก็ดีเหมือนกันจะได้เป็เพื่อนเล่นกับกร”
“แต่อิฉันคิดว่าอย่าให้เด็กนั่นตีเสมอคุณหนูเลยนะคะ ถึงจะน่าสงสาร แต่เป็ลูกคนขับรถ อืมจะว่าไปแล้วอิฉันรู้สึกว่านังเจือเนี่ยไม่ได้สนใจใยดีเ้ากรสักเท่าไหร่หรอกค่ะได้ยินเสียงตวาดบ่อย ๆ บางทีลงมือตีก็มีนะคะ”
ในที่สุดป้านวลเล่าถึงพฤติกรรมไม่ค่อยดีของเจือให้นารีได้รับรู้สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เพราะนารีเห็นว่าเจือไม่ใช่คนแบบนั้นทุกครั้งที่เห็นอยู่กับกร มีแต่พูดเสียงอ่อนเสียงหวาน และเลี้ยงดูเป็อย่างดีแต่คนอย่างป้านวลเป็คนปากกับใจตรงกัน ไม่เคยมีอคติกับใคร เพราะอยู่กันมานาน แล้วแกจะมีเหตุผลอะไรที่จะใส่ร้ายเจือ
“จริงหรือฉันก็เห็นเจือรักกรดีนี่”
“ต่อหน้าเราสิคะแม่นี่น่ะหน้าเนื้อใจเสือ ถ้าหากว่าคุณผู้หญิงคลอดคุณหนูออกมาอย่าให้เลี้ยงเด็ดขาด อันตรายมาก”
“ฉันจะจับตาดูอีกทีถ้านิสัยแบบนั้นคงไม่กล้าให้เลี้ยงลูกฉันหรอก ยอมเหนื่อยดีกว่า ป้าจะไปทำอะไรก็ไปเถอะจ้ะฉันขอโทรศัพท์คุยกับฤดีหน่อย ป่านนี้คงใกล้คลอดแล้วมั้ง”
ในที่สุดนารีได้สนทนาคุณกับฤดีนารถทางโทรศัพท์ที่ยังคงนอนอยู่บนเก้าอี้โยกโดยส่วนหน้าท้องปูดโตมากกว่าคนท้องทั่วไป เธอรู้สึกอึดอัดไม่น้อย นอนไม่ค่อยหลับต้องนั่งเพียงอย่างเดียว
“นารี ดีใจจังที่เธอโทรมา”
“เป็อย่างไรบ้างเมื่อไหร่จะคลอด”
“อีกสองวันคุณหมอนัดไปตรวจนี่ก็เกือบเก้าเดือนแล้วล่ะ อย่างว่าลูกแฝด ท้องใหญ่กว่าคนปกติอยู่แล้ว”
ฤดีนารถมีสีหน้าเป็กังวลต่อท้องที่ใหญ่บางครั้งลูกถีบจนรู้สึกจุกเสียด ซึ่งเป็เื่ปกติของลูกแฝด แรกทีเดียวพูนพิพัฒน์้าที่จะดูเพศลูกว่าเป็หญิงหรือชายแต่เธอไม่ยอมอัลตร้าซาวด์ เพราะ้าลุ้นเพศในขณะคลอดมากกว่า
ต่างจากพูนพิพัฒน์อยากเห็นเพศลูกจะได้ซื้อของเด็กอ่อนมาเตรียมเอาไว้ ทั้งสองจึงขัดแย้งกัน สุดท้ายฤดีนารถก็ยอม
“ความจริงเธอน่าจะให้หมออัลตร้าซาวด์ดูเพศเด็กนะจะได้สะดวกต่อการตระเตรียมข้าวของ ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะมีอันเป็ไปหรอกน่าทุกวันนี้การแพทย์การหน้าจะตายไป”
นารีแนะนำเพื่อนรักด้วยใบหน้ายิ้มๆ
“นั่นสิ อีกสองวันฉันคงต้องขอดูเพศแล้วล่ะ ว่าแต่เธอเถอะ มีเค้าว่าจะได้ลูกหรือยัง อย่าช้านะเดี๋ยวลูกจะโตไม่ทันฉัน”
“ก็ ก็คงจะท้องน่ะ”
“ห๊า ! จริงเหรอ ดีใจด้วยนะ ในที่สุดลูกเราก็ไล่ ๆ กันรีบไปให้หมอตรวจดูเพื่อความแน่ใจอีกครั้งนะ”
ฤดีนารถดีใจกับเพื่อนที่รู้ว่ากำลังตั้งครรภ์เธอบอกให้พูนพิพัฒน์รู้ เขาชวนเธอไปที่บ้านดนัย เพื่อไปแสดงความยินดีโดยไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า ขณะที่กำลังอยู่ในรถ ฤดีนารถไม่รู้เลยว่ามีน้ำใส ๆไหลออกมาเปรอะเปื้อนเบาะรถ ยังคงพูดคุยกับสามีด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสุขแม้จะมีบ้างบางครั้งที่ปวดจี๊ด ๆ ตรงบริเวณท้อง แต่คิดว่าเป็เื่ปกติของคนท้องเมื่อรถะเืจะต้องมีจุกเสียดบ้างเป็ธรรมดา
ดนัยยังคงง่วนอยู่กับการทดลองน้ำยาดองศพสูตรใหม่หลังจากคร่ำเคร่งเป็เวลาหลายเดือน วนเวียนเอาสัตว์แต่ละชนิดใส่โหลลงไปดองกระทั่งแน่ใจว่าเป็สูตรดีที่สุด สามารถคงรูปศพเอาไว้ในสภาพเดิมเป็เวลานานชายหนุ่มปรบมือให้กับตัวเอง
“ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จน้ำยาดองศพสูตรพิเศษ เยี่ยมจริง ๆ”
น้ำสีชาถูกนำมาเทใส่โหลใบใหญ่จนเต็มปิดฝาให้สนิท ข้าง ๆ กันซากทารกแรกเกิดที่ขอซื้อมาจากคลินิกเถื่อนกำลังแช่อยู่ในโหล ร่างเล็ก ๆ ลอยตัวนิ่ง ไร้การเคลื่อนไหวหากสังเกตให้ดีจะเห็นพรายฟองผุดขึ้นมาขณะเดียวกันดนัยกำลังง่วนอยู่กับการเช็ดพื้นที่มีน้ำบางส่วนหกลงไป
ทันใดนั้นดวงตาเด็กดองลืมโพลงดวงตาที่มีแต่สีขาวขุ่น จมูกไร้ดั้ง หักฟุบแฟบ ปากที่เป็แค่ช่องเจาะเอาไว้ไร้ริมฝีปาก ลิ้นข้างในค่อย ๆ ยื่นออกมา
มือทั้งสองข้างกวัดแกว่งว่ายวนเวียนอยู่ในน้ำนิ้วเล็กกระดิกพลิ้ว น้ำสีชาเมื่อครู่เริ่มเป็สีแดงเหมือนเืเข้มขึ้นทุกที
“ฮึ่ม ไอ้พวกบาปเอาร่างข้ามากักขังเอาไว้ ไม่เอาไปทำพิธีให้ถูกต้องทำให้ดวงิญญาข้าไม่ได้ไปผุดไปเกิด”
เ้าทารกผีส่งเสียงเล็ดลอดออกจากริมฝีปากอันน่าขยะแขยงตรงท้องนั้นเล่า สายสะดือยาวระไปติดก้นโหล แล้วเคลื่อนไหวตามเท้าทั้งสองข้างที่กระทุ่มน้ำจนเกิดเสียงดังดนัยสะดุ้ง เงี่ยหูฟัง เพราะได้ยินสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในห้องแรกทีเดียวคิดว่าระบบของเครื่องมือทางการทดลองติดขัด ทว่าฟังดูอีกทีรู้ว่าไม่ใช่
“มันเสียงอะไรกันแน่เหมือนเสียงน้ำ”
สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ห้อง แต่ไม่พบอะไร แม้แต่เด็กดองก็ยังคงนิ่งอยู่ภายในโหล เสียงถอนใจหนัก ๆดังขึ้นตามมา ร่างสูงใหญ่เดินไปที่อ่างน้ำล้างมือจนสะอาดเ้าเด็กผีมันพยายามที่จะดันฝาโหลที่ปิดออกมา ฝาค่อย ๆ ขยับ เผยอขึ้นทีละนิดโดยมีเงามฤตยูสีดำทำท่าจะกระโจนเข้าใส่นักวิทยาศาสตร์รูปหล่อ
“กำลังข้าไม่พอ”
เ้าทารกผีทิ้งร่างลงไปในน้ำดองอีกครั้งเงาดำหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะหดร่างกลายเป็คนตัวปกติ มันค่อย ๆเยื้องย่างร่างที่ไร้ตัวตนมาที่โหล
“ข้าก็เหมือนกันทำอะไรเ้านักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เลย เพราะเราไม่เคยโกรธแค้นใครหนัก ๆหากว่ามีใครก็ตามที่จิตเต็มไปด้วยความอาฆาต เพียงลำพังผู้เดียวสามารถที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้”
“เราต้องรอจนกว่าผู้นั้นจะมาใช่ไหม”
เ้าซากทารกผีเอ่ยขึ้นก่อนที่จะม้วนสายสะดือเข้าไปในปากดูดเสียงจุบจับราวกับดูดนมเ้าเงาดำไม่ตอบมันหดหายไปยังมุมห้องทารกผีเห็นดังนั้นพยายามที่จะเอาหัวโล้นโล่งเตียนพุ่งชนด้านข้างของโหลอีกครั้งส่งผลให้โหลขยับออกมา ใกล้ที่จะตกลงจากโต๊ะ มันหัวเราะด้วยความพึงพอใจเพราะคิดว่ามีพลังพอที่จะทำร้ายดนัยได้
“แกไม่รอดแน่ไอ้ตัวดองศพ”