แอเรียที่ 7 ด็อกเตอร์ เอวริส มาวิส ยังคงก้มหน้าก้มตามทำงานวิจัยของท่านอยู่ ก่อนที่ท่านจะวางปากกาในมือของท่านลงบนโต๊ะทำงาน และเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะทำงานแล้วหยิบเอกสารงานวิจัยออกมาดู ั้แ่ที่ แร็ปเตอร์ ส่งข้อความมาให้เขานั้น ด็อกเตอร์ ก็ต้องประหลาดใจเป็อย่างมาก ที่หนึ่งในนั้นจะกลายเป็เด็กสาวคนหนึ่งที่ท่านเคยได้ช่วยชีวิตเอาไว้
ย้อนไปเมื่อสามปีที่แล้วท่านจำได้ว่าครั้งนั้นท่านได้ออกจากโดมแก้วไปประชุมหาลือกับพวกผู้นำแต่ละแอเรียเกี่ยวกับโครงการงานวิจัยของท่านเอง ในตอนนั้นโรคระบาดยังไม่รุนแรงเท่าไหร่นักประชากรที่ติดเชื้อมีน้อยกว่าเวลานี้มาก ระหว่างทางที่กำลังเดินทางกลับมายังศูนย์วิจัย ขบวนรถทหารที่นำทางคุ้มกันภัยให้ท่านต้องหยุดชะงักลง ก่อนที่ทหารจะวิ่งเข้ามารายงานถึงเหตุการณ์ว่าทำไมพวกเขาถึงหยุดรถอย่างกะทันหันแบบนี้
หลังจากที่ท่านได้ฟังรายงานจากทหาร ท่านจึงลงจากรถและเดินไปที่บริเวณด้านหน้าขบวน สายตาพลันไปสบเข้ากับสายตาของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง ที่มีใบหน้าคมเข้มผิวค่อนข้างคล้ำ และสะพายดาบไว้ที่หลัง
ตอนนั้นสภาพของเธอดูไม่สู้ดีนัก เพราะว่าเธอมีแผลคล้ายกับแผลถูกยิงอยู่ที่บริเวณหน้าท้อง และ่ขา หน้าตาของเธอซีดเซียวมาก เขายังจำได้ดี ว่าเธอคนนั้นขอร้องให้เขาช่วยชีวิตเธอไว้ ตอนแรกเขาจะปฏิเสธเธอ เพราะไม่มีความจำเป็ที่เขาจะต้องรักษาชีวิตของเธอเอาไว้ จากเท่าที่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทางรอดอยู่แล้ว
แต่อยู่ๆ เธอก็พูดบางอย่างออกมา มันทำให้ท่านต้องหันกลับมามองเด็กสาวคนนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะที่เธอพูดมานั้นมันเกี่ยวกับโครงการที่เขากำลังทำอยู่ เขาไม่รู้ว่าเธอรู้ได้ยังไงกัน?
"ได้โปรด ช่วยฉันแล้วฉันจะตอบแทนคุณ" เด็กสาวตรงหน้าได้อ้อนวอนกับด็อกเตอร์
เด็กสาวคนนั้นพูดกับเขาพร้อมกับมองเข้าไปในดวงตาของด็อกเตอร์ เขาเห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวจากเธอที่ส่งมาให้ มันเป็แววตาของนักสู้ ของคนที่ยังมีภาระหน้าที่ ที่ต้องจัดการ เธอไม่สามารถตายได้ในตอนนี้ เมื่อเขาได้รู้ถึงความตั้งใจผ่านดวงตาคู่นั้นของเธอเท่านั้นแหละ ด็อกเตอร์ จึงตัดสินใจว่าจะช่วยเด็กสาวตรงหน้าเขาทันที เมื่อเขาตอบตกลง เด็กสาวคนนั้นก็ล้มลงและหมดสติไป ด็อกเตอร์ รีบเข้าไปประคองเธอคนนั้นเอาไว้ก่อนจะเรียกให้ทหารมาพาตัวเธอขึ้นรถและรีบกลับเข้าไปยังศูนย์วิจัยทันที
"ด็อกเตอร์ ครับ เธอไม่ไหวแน่ ชีพจรเธอเต้นอ่อนมาก เธอเสียเืมากเกินไป" ผู้ช่วยของท่านกล่าว ก่อนจะหันมาทำสีหน้าลำบากใจ
"งืม...ผมจะช่วยเธอ ผมมีวิธี" ด็อกเตอร์ เอวริส มาวิส กล่าว
สำหรับเขา ไม่รู้ว่าความคิดแบบนี้แว๊บเขามาในหัวของเขาได้อย่างไรกัน มันเป็การตัดต่อพันธุกรรมและดีเอ็นเอ เขานำร่างของเธอเข้าสู่กระบวนการเดียวกันกับที่เขาสร้างมนุษย์โคลนขึ้นมา เพียงแต่ร่างของเธอนั้น คือร่างกายต้นแบบของเธอจริง ๆ เขาทำให้เธอเก่งขึ้นไปอีก ด้วยการตัดต่อดีเอ็นเอให้เธอเสียใหม่ และนำเธอเขาสู่กระบวนการและรอการนับถอยหลังในวันที่เธอพร้อมที่จะลืมตาตื่นขึ้นมา
ด็อกเตอร์ ยังคงนั่งมองรูปถ่ายของเธอและประวัติงานวิจัยที่เป็ความลับของท่าน ไม่มีใครรู้เื่ของเธอ นอกจาก อเล็กซ์ ผู้ช่วยคนสนิทของท่านเท่านั้นเอง ก่อนที่ท่านจะพึมพำออกมา
"ขอบใจมาก...... " ไม่เสียแรงที่พยายามยื้อชีวิตของเธอเอาไว้
เขายังคงจ้องมองรูปภาพของเธอ ในวันหนึ่งคนที่อยู่ในรูปคนนี้อาจทำให้ความฝันของเขาเป็จริงขึ้นมาก็ได้ ใบหน้าที่ดูอ่อนล้าจากการทำงานอย่างหนักพลันมีรอยยิ้มแต่งแต้มที่มุมปาก ก่อนที่มือหนาๆ ที่เริ่มจะมีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา จะเก็บเอกสารของเธอกลับไปที่เดิม เขายังมีความหวังอยู่ซินะ!....................
ศูนย์วิจัยและตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์....
ภายในศูนย์วิจัย...พวกเขาทั้งหมดต่างก็ลงความเห็นกันว่าไม่ควรจะอยู่ที่นี่นาน โทมัส จิม และริค กลุ่มของพวกเขากำลังวิ่งอยู่ภายในตัวอาคาร และขึ้นบันไดฉุกเฉินมายังชั้นที่หนึ่ง เพื่อไปยังทางออก เคที ยังคงไม่รู้สึกตัว และคนที่อาสาอุ้มเธอมาด้วยก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก ริค คาร์โด้ ชายหนุ่มผู้มีดวงตาเหมือนเหยี่ยวคนนี้
ริค? ไม่รู้ว่าเขาเป็อะไรไป เขารู้สึกไม่อยากให้ใครมาแตะต้องตัวผู้หญิงคนนี้ ทันทีที่มีทหารนายหนึ่งอาสาจะอุ้ม เคที เป็เขาอีกนั่นหละที่เกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมา ก่อนที่จะยื่นมือไปซ้อนร่างบางขึ้นมาซะเอง ในระหว่างที่พวกเขากำลังหนี เสียงะเิก็ดังไล่มาเรื่อยๆ และรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ตูมมม ตูมมม
ในที่สุดพวกเขาทั้งหมดก็วิ่งมาถึงประตูทางออกและวิ่งออกมาจากตัวอาคารได้สำเร็จ พวกผีดิบที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้างต่างก็ค่อยๆ เดินเข้ามาหาพวกเขา ทหารของ ริค จึงจัดการยิงพวกมันก่อนที่พวกมันจะเข้ามาถึงตัวพวกเขา ภายในส่วนหน้าของศูนย์วิจัยยังคงว่างป่าว เพราะไม่มีพวกผีดิบหลงเหลือให้พวกเขาได้จัดการกับมัน เสียงะเิยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่แรงะเิสุดท้าย จะทำให้ตัวอาคารค่อยๆ พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาพวกเขาทันที
ตูมมมม
ศูนย์วิจัยพังราบเป็หน้ากอง เหลือเพียงแค่ซากของสิ่งก่อสร้างที่ยังหลงเหลืออยู่เท่านั้นเอง แรงะเิรุนแรงชุดสุดท้าย ส่งผลให้ผนังของโดมเกิดรอยแตกร้าวขึ้นที่ละนิด และค่อยๆ ลามไปเรื่อยๆ เหมือนกับแก้วที่มีรอยร้าวพร้อมที่จะตกลงมากระแทกพื้นนั้นเอง
"โอ้ววว ไม่นะ ดูนั่นซิ" โทมัส ว่า ก่อนจะหันไปทางเพื่อนของเขา พลางชี้มือไปที่ผนังของโดมที่กำลังแตกร้าว
"ไม่ดีแน่!" ริค คาร์โด้ คิด ถ้าเกิดผนังของโดมถล่มขึ้นมา พวกเขาแย่แน่ เพราะพวกผีดิบที่เหลือ ข้างนอกนั่นจะพากันเข้ามารุมพวกเขาทันที
พวกเขาต่างมองหน้ากัน ต่างก็รู้ความหมายของสายตาที่ส่งมาให้ แน่นอนพวกเขาไม่รอให้โดมถล่มแน่ๆ ริค คาร์โด้ ยังคงอุ้มร่างบางของ เคที ที่ยังคงสลบไม่ได้สติอยู่ ก่อนจะพยักหน้าให้ โทมัส และจิม ให้ตามมา ริคนำเพื่อนทั้งสองไปขึ้นรถคันใหญ่ที่ใช้ปิดรอยรั่วของโดม ก่อนที่จะค่อยๆ อุ้มร่างบางเข้าไปนั่งข้างหลัง และบอกให้เพื่อนสนิททั้งสองตามขึ้นมา รวมถึง แอนนา และเอ็มมาด้วย
แคทเทอรีนเมื่อเห็นริค อุ้ม เคที ขึ้นรถไป เธอจึงรีบตามขึ้นไปประกบเขาทันที เื่อะไรจะปล่อยให้แม่นั่นอยู่กับเขาสองคนกันหละ อย่างน้อยอยู่เป็ก้างชิ้นโตคอยขัดจังหวะก็ยังดี เธอคิด
ทหารที่เหลือของ ริค หรือกลุ่มของจ่ามาร์ค ก็เข้าไปประจำที่ของพวกเขาทันทีพร้อมกับสตาร์ทรถ และเร่งเครื่องรอ ให้รถคันใหญ่ที่ขวางทางออก ขับออกไป เมื่อทุกคนมาครบแล้วรถคันใหญ่ก็สตาร์ทเครื่องยนต์ และส่งสัญญาณให้พวกที่อยู่ข้างใน เป็ที่รู้กันว่าพวกเขาพร้อมแล้ว เมื่อเห็นดังนั้น รถคันใหญ่หุ้มเกาะสีดำ ก็ทยานออกไปด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับที่รถคันเล็กของพวกเขา พุ่งทะยานชนฝ่าพวกผีดิบที่กำลังยืนออกันอยู่ตรงรอยแตกของโดม
พลั๊ก ตุบ ตับ!