เจี่ยอินส่งสัญญาณบอกให้เซินสี่หุบปาก พลางถลึงตาใส่ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น วันนี้เซินสี่ได้เห็นกับตาแล้ว นับว่าได้เปิดหูเปิดตาเข้าแล้ว ที่แท้จวิ้นอ๋องมิได้ชื่นชอบการตัดแขนเสื้อ ยิ่งไม่ได้ป่วยหนักจนใช้การไม่ได้ และยิ่งมิใช่เอาใจสตรีไม่เป็ แต่เป็เพราะจวิ้นอ๋องยังไม่พบสตรีที่ถูกใจ
สตรีที่ถูกใจ! เซินสี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆไม่รู้ทำไมในใจถึงเจ็บแปลบ พยายามไม่แสดงอาการรู้สึกพะอืดพะอมในลำคอออกมา จริงอยู่นางมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ห่างจากคนไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิงอยู่ดี
“เตรียมรถม้าไว้แล้วหรือ”เสียงถามดังอยู่ข้างกายเซินสี่ ผู้คุ้มกันหนุ่มหันกลับไปมอง เห็นอู๋ฮวนอุ้มจางหลินถงออกมาแล้ว
“ขอรับ”ตอบพลางมองจางหลินถงอย่างไม่พอใจ
อู๋ฮวนเห็นสายตาเซินสี่ แววตาราบเรียบจึงเปลี่ยนเป็ดุดัน ถิงเฟิงผู้รู้มารยาททุกสถานการณ์ เดินขึ้นมาดึงเซินสี่ถอยห่าง พลางก้มหน้ากล่าวอย่างนอบน้อม“นายท่าน เชิญทางนี้”
อู๋ฮวนอุ้มจางหลินถงเดินไปตามเส้นทางที่ถิงเฟิงนำทาง ขณะที่ผู้คุ้มกันทั้งหมดรวมกันถอยหายใจอย่างโล่งอก จะมีก็เพียงแต่เซินสี่ที่ยังทำหน้าราวกับเพิ่งอกหัก
ระหว่างทางเดินออกมา จางหลินถงได้กลิ่นคาวโลหิตตลอดทาง เมื่อผินหน้าไปมองพบว่าคนที่ซ่งตงหยางจัดไว้คุ้มกันและคอยดูแลนาง ล้วนกลายเป็ศพนอนกองบนพื้นทั้งหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่สตรี หญิงสาวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ในใจรู้สึกสงสารคนเ่าั้ที่ต้องมาตายเพราะนาง นางเงยหน้ามองเขา คิดจะถามว่าเหตุใดต้องฆ่าคนเ่าั้ แต่นึกขึ้นได้ว่าหากเขาไม่ฆ่า เขาจะเข้าไปช่วยนางได้อย่างไร
อู๋ฮวนก้มมองนางพอดี แววตาของเขาฉายความซับซ้อนที่ยากเกินกว่านางจะเข้าใจ ทั้งคู่ไม่พูดไม่จาจนถึงรถม้า จางหลินถงจึงได้เห็นว่าสถานที่ที่ซ่งตงหยางพานางมาซ่อนอยู่ในป่ารกมาก ้าเป็ซากอาคารซึ่งหลงเหลือจากการโดนไฟไหม้ และถูกทิ้งร้างมานานจึงมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมไปทั่ว
ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าที่นี่คืออารามปี้อวิ๋น ที่อยู่บนหุบเขาหวีฟาน ที่แห่งนี้เองที่มารดาของซ่งตงหยางถูกไฟครอกตายอย่างอนาถ ไม่นึกว่าใต้ดินจะมีห้องลับ พลันนางก็เหลือบขึ้นมองอู๋ฮวนอีกครั้ง เขารู้ได้อย่างไรว่านางถูกขังอยู่ในนั้น เพียงแค่วันเดียวพวกเขาก็หานางเจอแล้ว คนของเขาตามข่าวกันไวจริงๆ
อู๋ฮวนอุ้มจางหลินถงขึ้นรถม้าและยื่นมือคลายสกัดจุดให้นาง จางหลินถงเพิ่งได้รับอิสระก็รีบถลึงตามองเขา ถึงแม้เขาช่วยนางก็จริง แต่เขาเห็นว่านางอ่อนแอจึงฉวยโอกาสกับนาง นางไม่พอใจมากจึงยกมือขึ้นหมายจะดึงผมของอู๋ฮวนให้ร่วงสักกำมือ โทษฐานที่ล่วงเกินนาง แต่พอยื่นมืออกไปก็ถูกเขาจับเอาไว้
อู๋ฮวนนั่งข้างจางหลินถง พลางสอดประสานนิ้วมือเข้ากับมือของนางแล้วกำไว้แน่น ก่อนจะะโออกไปข้างนอก“กลับอู่โจว”
สิ้นคำรถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัว จางหลินถงเหลือบมองเขาอย่างไม่พอใจ“จวิ้นอ๋อง ข้าไม่ใช่คืนของให้ท่านไปแล้วหรือ เหตุใดท่านยังจะลากข้าไปให้ได้”
“ในเมื่อเป็คนของข้าแล้ว ก็ต้องเป็คนของข้าตลอดไป มีเพียงแต่ข้าที่มีสิทธิ์ยกเลิก”เขาย้ำชื่อของเขาให้นางได้ฟัง “อีกอย่างเ้าต้องเรียกข้าว่าอู๋ฮวน”
จางหลินถงกัดฟันกรอด“จวิ้นอ๋อง!”
“พี่ฮวน”ครั้งนี้เขาสาดสายตาดุดันบังคับ
“ข้าไม่เรียก”นางหันหน้าหนีเพราะไม่อยากเห็นหน้าเขา
“เช่นนั้น ข้าต้องทำอย่างไรเ้าถึงจะเชื่อใจข้าอีกครั้ง”เขาถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ไม่ต้องทำอะไร และข้าก็ไม่้าเป็..อนุภรรยาของใคร”นางกล่าวความในใจออกไป ครั้งที่แล้วนางโง่และไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร และ้าอะไรจากนาง นางจึงเผลอรับปากไปอย่างง่ายดาย แต่เวลานี้นางรู้แล้วว่าเขา้าสิ่งใดจากนาง ไม่มีทางที่นางจะรับปากส่งเดชอีก
“เช่นนั้นแต่งให้ข้า...”เขากล่าวอย่างไม่ลังเลและไม่คิดมากเหมือนคราวก่อน
“ข้าจะไม่แต่งกับคนสกุลอู๋”นางบอกอย่างเด็ดเดี่ยว
อู๋ฮวนที่เตรียมคำพูดมากมายถึงกับไปไม่ถูก สตรีมากมายอยากเป็พระชายาจวิ้นอ๋องแต่ไม่ได้เป็ ในขณะเขาคิดว่าจะยกนางขึ้นเป็พระชายาจวิ้นอ๋องโดยไม่สนใจอดีตของนาง แต่นางกล้าปฏิเสธคำขอของเขาอย่างแล้งน้ำใจ สตรีผู้นี้น่าตายนัก“เช่นนั้นก็ไม่ต้องแต่ง แต่อย่าคิดว่าจะหนีข้าไปได้”
“เพราะเหตุใดท่านถึงไม่ยอมปล่อยข้า หรือท่านก็คิดใช้ข้าตามหาหน่วยพยัคฆ์ขาวเหมือนพวกเขา”นางหันไปถามเขาอย่างตรงไปตรงมา
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ข้ายังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ปล่อยเ้าไปไม่ได้”อู๋ฮวนก็ตอบตรงไปตรงมาเช่นกัน
จางหลินถงได้ยินคำกล่าวนั้นก็พยายามดึงมือออก ขณะคิดว่าจะหาทางหยุดรถม้าอย่างไรดี แต่อู๋ฮวนกุมไว้แน่นมากเพราะกลัวว่าถ้าปล่อย นางจะทำเื่น่ากลัวขึ้นมาอีก เหมือนตอนที่อยู่บนหอชิงชิง
“อาหลิน ข้าขอกล่าวตามจริง ข้าได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้ตามหาเ้า และใช้เ้าเพื่อเข้าถึงที่ซ่อนของหน่วยพยัคฆ์ขาว เดิมทีข้ามีความคิดจะหลอกลวงเ้า และใช้เ้าเพื่อยึดครองในสิ่งที่ข้า้าจริง แต่ว่าตอนที่ข้าได้รู้เื่ของครอบครัวเ้าและเื่ของเ้า ข้าก็เปลี่ยนใจ ต่อให้ข้าใช้แซ่อู๋ แต่เื่ของตระกูลเ้าเป็การตัดสินใจของฮ่องเต้ ข้าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและข้าก็เชื่อว่าตระกูลจางบริสุทธิ์ จึงช่วยเ้าปกปิดตัวตน ส่วนเื่ฐานะของข้า ข้าก็คิดจะบอกเ้าแต่ยังไม่มีโอกาส แต่ไม่นึกว่าเจิ้งจื่ออี้นั่นจะชิงบอกเ้าก่อน ข้าเห็นเ้าโกรธมากถึงกับยกมีดขึ้นมาจ่อคอตนเอง เ้าแสดงให้ข้าเห็นว่าเ้ายอมตายแต่ไม่ยอมเชื่อใจข้า เวลานั้นเ้าทำให้ข้ารู้สึกละอายใจต่อเ้ามาก แต่ข้ามีความจำเป็ต้องใช้เ้าจริงๆ อาหลินขอเพียงเ้าไว้ใจข้า ข้าจะไม่หักหลังเ้าหรือฉกชิงผลประโยชน์ใดจากเ้าเด็ดขาด แค่เ้ายอมติดตามข้ากลับอู่โจว และรอให้ข้าทำธุระที่อู่โจวเสร็จ ข้าจะพาเ้ากลับไปส่งให้ถึงบ้านบรรพบุรุษของเ้า เ้าจะได้อยู่อย่างปลอดภัยเสียที ส่วนข้าก็จะได้พบกับคนที่ข้าอยากพบ หลังจากนั้นข้าก็ช่วยเ้าสืบเื่คดีตระกูลจาง ล้างมลทินให้กับพวกเขา”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่หนักไม่เบา แต่ทุกคำล้วนมีความน่าเชื่อถือ พอได้ยินว่าเขาจะพานางกลับไปส่งบ้านบรรพบุรุษ จางหลินถงก็เริ่มลังเล“ท่านพูดจริงหรือ”
“อืม เมื่อไปถึงเ้าจะได้พบคนผู้หนึ่ง เขาตามหาเ้าและรอคอยเ้ามานานแล้ว”
“แม้แต่ข้าก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านแม่มีญาติอยู่ที่ใดบ้าง แต่ท่านกลับรู้ ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าท่านจะไม่หลอกลวงข้าอีก”นางถามด้วยน้ำเสียงหวาดระแวงไม่ไว้ใจ
“หลังจากเ้าถูกพาตัวไป ข้าก็จับสายลับที่แฝงเข้ามาในกลุ่มผู้คุ้มกันของข้าได้อีกหนึ่งคน เขานามว่าต้าเจิงเป็คนที่หน่วยพยัคฆ์ขาวส่งมาตามหาเ้า เขา้าพาเ้ากลับไปหาครอบครอบครัวของเ้า เวลานี้เขาอยู่ในการควบคุมของข้า หากไม่เชื่อถึงจุดพักม้าแล้วเ้าลองถามเขาดูได้”
ดังนั้นเมื่อถึงจุดพักม้า จางหลินถงจึงสอบถามต้าเจิง และพบว่าที่อู๋ฮวนกล่าวมาเป็ความจริง ต้าเจิงเป็คนที่ครอบครัวฝ่ายมารดาส่งมาตามหานางจริงๆ ตอนออกเดินทางอีกครั้งนางจึงไม่แสดงท่าทีต่อต้านเหมือนเช่นก่อนหน้า นางเดินขึ้นรถม้าด้วยตัวเอง และเป็ฝ่ายกล่าวกับเขาก่อนว่า
“ข้าสอบถามต้าเจิงและลองคิดดูแล้ว ข้าจะเชื่อท่าน”นี่เป็การตัดสินใจครั้งสำคัญ นางจึงกลัวมาก
นางกลัวว่านางจะตัดสินใจผิดพลาดและไว้ใจคนผิดอีกหน แต่หลังจากสอบถามต้าเจิงและคิดดีแล้ว นางก็ตัดสินใจว่าจะเชื่อใจเขาสักครั้ง อีกอย่างต้าเจิงถูกเขาคุมตัวไว้ ต่อให้ไม่มีนางเขาก็ต้องหาทางไปถึงหน่วยพยัคฆ์ขาวได้อยู่ดี เขามีแต่ได้ในขณะที่นางยังอ่อนแอ้าคนคุ้มครองและที่พักพิง หากนางหนีไปนางก็ไม่แน่ใจว่าจะรอดไปได้สักกี่วัน ไม่สู้ยอมติดตามเขาไปก่อนเมื่อไปถึงหน่วยพยัคฆ์ขาว ร่างกายนางก็คงกลับมาแข็งแรงพอดี ถึงเวลานั้นค่อยคิดแก้แค้นก็ยังไม่สาย
อู๋ฮวนได้ฟังที่นางพูดจึงหันไปมองนาง“ในเมื่อเ้ายอมเชื่อใจข้า ข้าจะไม่ทำให้เ้าผิดหวัง”
“เช่นนั้นก็ดี”นี่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกได้ถึงความหวัง รู้สึกว่ารอบกายนางยังมีคนที่พอจะไว้ใจได้ “พี่ฮวน”
อู๋ฮวนได้ยินนางเรียกแล้วรู้สึกพอใจมาก เขายกมืออีกขึ้นลูบผมนางอย่างอดใจไม่ไหว
*******************