“ถึงทะเลสักที!”
เมธาเดินลงจากรถทัวร์พร้อมทั้งบิดี้เีอย่างอารมณ์ดี เหตุเพราะนับั้แ่ที่เขาเดินทางมาทะเล ภาพหลอนนั่นก็ไม่ปรากฏให้เขาเห็นอีกเลย ขณะที่เมธากำลังจะเดินไปหยิบกระเป๋าลากที่พนักงานกำลังหาให้อยู่นั้น ก็มีชายคนหนึ่งสวมหมวกสานปีกกว้าง รีบวิ่งลงจากรถเดินมาหาเขาด้วยความรีบร้อน
“ขอโทษนะครับ คุณทำของหล่นน่ะครับ” ชายหนุ่มยื่นแผ่นกระดาษมาให้เมธา
เมธามองกระดาษแผ่นนั้นไปครู่หนึ่งก่อนจะร้องอ๋อเสียงดัง ที่แท้กระดาษแผ่นนี้ก็คือเอกสารจองที่พักของเขา โชคดีจริง ๆ ที่ชายคนนี้เก็บไว้ได้ ไม่งั้นทริปนี้ เขาคงไม่มีที่ซุกหัวนอนจริง ๆ
“อ้อ ขอบคุณมากนะครับ” เมธาขานรับพร้อมยื่นมือไปรับเอกสารจากเขา
“เมธา นภาลัย” ชายตรงหน้าพูดชื่อจริงของเมธาเสียงเบาทำเอาเขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงงงวย ทันใดนั้น ชายตรงหน้าก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้มกว้างให้เมธา
“เมธาจำเราได้ไหม เราฟงไง!” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เมธามองใบหน้าของชายหนุ่มที่ชื่อฟงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเบิกตากว้างด้วยความตะลึง ที่แท้ชายหนุ่มร่างบางคนนี้ก็คือเพื่อนสนิทของเขาในสมัยมัธยมต้น ถึงแม้ว่าเมธาและฟงจะเรียนอยู่คนละห้องก็ตาม แต่เวลาที่เมธามีเื่ไม่สบายใจหรือเครียดอะไรบางอย่างฟงก็จะรับฟังและให้กำลังใจเขาอยู่เสมอ พอขึ้นมัธยมปลายฟงก็ย้ายไปเรียนที่อื่นด้วยเหตุผลเพราะทางบ้าน
‘ครั้งแรกที่ฉันมาโรงเรียนโดยที่ไม่มีฟง ราวกับว่าชีวิตของฉันขาดอะไรบางอย่างไปจริง ๆ’
“อ้อ ๆ จำได้สิ ๆ”
“ไม่ได้เจอกันตั้งนานคิดถึงนายแทบแย่แน่ะ มาถ่ายรูปเป็ที่ระลึกด้วยกันสักรูปหน่อยเถอะ!” ฟงยื่นโทรศัพท์มาให้เมธาพร้อมทั้งเดินไปยืนด้านหลังของเขาและชูสองนิ้วโพสท่าไว้รอ เมธารับโทรศัพท์จากฟงแล้วกดถ่ายรูปไปสองรูปก่อนที่จะคืนโทรศัพท์ให้ฟง
“นายพักอยู่โรงแรมชนมพันธ์ใช่ไหม”
“อืม”
“โอ้! พอดีเลย เราก็พักอยู่ที่นี่เหมือนกัน เรารีบไปเช็กอินที่โรงแรมแล้วมาทานข้าวรำลึกถึงความหลังด้วยกันเถอะ!” ฟงกอดไหล่เมธาอย่างสนิทสนม
เมื่อฟงและเมธาเช็กอินเข้าโรงแรมเรียบร้อย ฟงก็ชวนเมธาไปรับประทานอาหารด้วยกันที่ริมทะเล พอทั้งสองไปถึงร้านอาหาร ฟงก็เอ่ยถามเมธาด้วยน้ำเสียงที่เริงร่า
“นั่งรอตรงนี้นะ นายอยากกินข้าวอะไรเหรอ เดี๋ยวเราไปสั่งให้”
“ฟงอยากกินอะไร เราก็กินเหมือนกัน” เนื่องจากเมธาคิดเมนูอาหารไม่ออก เลยให้ฟงเป็คนเลือกให้
ฟงพยักหน้ายิ้มกว้างให้เมธาแล้วเดินไปสั่งอาหารกับแม่ค้าที่อยู่หน้าร้าน สักพักเขาก็กลับมานั่งที่เก้าอี้ พร้อมมองใบหน้าของเมธาด้วยแววตากังวล “เราเห็นนายขมวดคิ้วอย่างนี้ั้แ่ออกมาจากโรงแรมแล้วนะ นายเครียดอะไรหรือเปล่า ถ้ามีเื่อะไรเล่าให้เราฟังได้นะ”
“...เราเครียดเื่ตกงานนิดหน่อยน่ะ”
“อ๋อ...” ฟงทำเสียงเศร้าก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“นายมาทำงานที่บริษัทขนส่งระหว่างประเทศกับเราไหมล่ะ นายเก่งเื่คำนวณรับรองคุณณรงค์ต้องรับนายเข้าทำงานอย่างแน่นอน ถ้านายได้ทำงานที่นี่นะ เราก็จะได้คุยเล่นกัน เจอกันบ่อยๆ ด้วย”
เมธาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวพร้อมกับยิ้ม “อืม จะลองดูก็แล้วกัน”
“ต้องแบบนี้สิเพื่อน ยิ้มเยอะ ๆ เข้าไว้”
“ผัดเผ็ดปลาหมึกที่สั่งได้แล้วค่ะ” แม่ค้าวางอาหารสองจานลงบนโต๊ะพร้อมวางแก้วน้ำอัดลมลงข้างจาน
ตอนนี้จานที่วางอยู่ตรงหน้าของเมธาก็คือข้าวสวยราดหน้าด้วยผัดเผ็ดปลาหมึกซึ่งมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก ชายหนุ่มมองอาหารตรงหน้าด้วยดวงตาเป็ประกายพร้อมกับกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่ พลางคิดในใจอย่างคาดไม่ถึงว่าฟงรู้ใจเขาได้ยังไงว่าเขาชอบกินอาหารรสเผ็ด!
เมธาตักอาหารเข้าปากไปหนึ่งคำ เคี้ยวลิ้มรสอาหารไปอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะชะงักทันใด
‘แน่ใจนะว่านี่มันคือผัดเผ็ดปลาหมึก...ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยนะ....แต่รสชาติมันจืดชืดจนยากจะเชื่อว่านี่หรือคือผัดเผ็ด!!’ เมธาอมข้าวไว้เต็มปากขณะคิดในใจวนไปวนมานับสิบรอบ เขาคงเข้าใจผิดไปเองว่าฟงรู้ใจเขา
“ไม่อร่อยเหรอ” ฟงที่กำลังเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเอ่ยถามเมธาด้วยความเป็กังวล
“เปล่า ๆ อร่อยมากเลย เราชอบเมนูที่ฟงเลือกให้นะ”
พูดจบเมธาก็ไม่รีรอรีบตักอาหารเข้าปากไปหลายคำ พร้อมทั้งยกนิ้วโป้งให้ฟงแสดงความหมายว่ารสชาติอาหารอร่อยดีเยี่ยม
เมธาแอบปรายตามองไปบนจานอาหารของฟง ซึ่งเมนูของฟงก็เป็ผัดเผ็ดปลาหมึกที่มีหน้าตาเหมือนกันกับอาหารบนจานของเขาอย่างไม่มีผิด แอบนึกในใจว่าฟงรับประทานไปได้ยังไง อาหารรสจืดขนาดนี้
“ดีใจนะที่ชอบ” ฟงพูดน้ำเสียงใสพร้อมกับยิ้มกว้าง
ทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มของฟง หัวใจของเมธาก็พลันกระตุกเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ชอบอาหารรสจืดก็ตาม แต่เพื่อรอยยิ้มของฟงแล้วเขาทำได้เสมอ เพราะเมื่อยามที่เมธาได้เห็นรอยยิ้มของฟงทีไร เขามักจะรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก อยากจะเห็นฟงยิ้มแบบนี้ให้ตนตลอดเวลา
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยเล่นเรื่อยเปื่อย สายตาของเมธาก็ต้องตากับอะไรบางอย่างในคอเสื้อของฟง จึงชี้นิ้วไปที่คอเสื้อของฟง “นายใส่สร้อยด้วยเหรอ”
“อืมใช่ สร้อยเส้นนี้ได้มรดกตกทอดมาจากทวดของทวดน่ะ...พอเมธาพูดถึงสร้อยเส้นนี้แล้วเราก็นึกถึงเื่สำคัญได้พอดีเลย”
“เื่อะไรเหรอ”
“ปู่ของเราอยากให้เราหาต้นส้มพันธุ์หนึ่งมาปลูกไว้ที่บ้าน ซึ่งส้มพันธุ์นี้มันมีลักษณะที่แปลกมาก”
“ต้นส้มที่ว่ามันเป็ลักษณะแบบไหนเหรอ เราขอดูหน่อยสิ”
ทันใดนั้น ฟงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพให้เมธาดู ภาพของต้นส้มพันธุ์นี้มีลักษณะที่แปลกประหลาดอย่างที่ฟงได้บอกไว้ ใบของมันมีลักษณะที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร นั่นก็คือสีของใบเป็สีเขียวอมม่วง และลำต้นมีสีน้ำตาลออกเทา ดูแล้วแทบไม่อยากจะเชื่อว่าบนโลกนี้จะมีส้มพันธุ์นี้อยู่จริง
“เราตามหาซื้อส้มพันธุ์นี้มาหลายที่แล้ว แต่ก็หาไม่เจอสักที เราคิดว่าเราคงทำให้ปู่ผิดหวังแล้วละ” คำพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ของฟง ทำให้เมธารู้สึกปวดใจขึ้นมาทันใด
“พ่อของเรามีสวนส้มแถมยังปลูกส้มไว้หลายพันธุ์ บางทีที่บ้านเราอาจจะมีส้มพันธุ์นี้ก็ได้ นายอยากลองไปหาที่บ้านเราไหม”
“อ้อ จริงสิ! เราลืมไปเลยว่าที่บ้านนายก็ปลูกส้ม ไปสิไปแน่นอน! เดี๋ยวเราเที่ยวทะเลเสร็จก็ไปเที่ยวที่บ้านนายต่อ โอเคนะ”
“อืม! โอเค”
เมื่อเมธากลับไปถึงห้องพักของตัวเองเขาก็เดินไปนั่งที่เตียงอย่างอารมณ์ดี รู้สึกว่าการมาเที่ยวแล้วพบกับฟงในครั้งนี้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ
เมธาหยิบมือถือขึ้นมาแล้วมองเบอร์ติดต่อไปนานอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกดโทร.ออก “แม่...ผม...ตกงานอีกแล้ว ผมเลยมาเที่ยวพักผ่อนคลายเครียดอยู่ที่ทะเลสามวัน เดี๋ยวผมกับเพื่อนจะกลับไปเยี่ยมที่บ้านนะครับ”
เพิ่มเติม
ชนมพันธ์ อ่านว่า ชน-มะ-พัน แปลว่า ความผูกพัน